บทความฉบับนี้เป็นบทความที่เขียนเพราะมีผู้ปกครองที่มีลูกมีความผิดปกติหรือมีความพิการเกิดขึ้นอาจจะเป็นความพิการทางหาย ทางสติปัญญา หรือทางด้านจิตใจก็ตาม ผู้ปกครองจะมีความห่วงใยและวิตกกังวลว่าเมื่อลูกโตขึ้น เขาจะมีปมด้อยมากมายไหมเมื่อถูกเพื่อนๆ ล้อเลียน
ผมจึงอยากให้เห็นภาพโดยรวมทางด้านจิตวิทยา ดังนี้คือ
ในสนามเด็กเล่น เราจะเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานร่าเริง บ้างก็เล่นด้วยกันบ้างก็เย้าแหย่ล้อเลียนต่อกัน ไล่ตี ไล่ต่อว่ากันวันแล้ววันเล่าจากอดีตอันยาวไกล จนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคตที่ไม่รู้จบ ภาพต่างๆ ในสนามเด็กเล่นก็จะยังเป็นเช่นนี้และก็ยังเป็นแบบเดิมตลอดไป
ถ้าในสนามเด็กเล่น หรือแม้แต่ยามเวลาว่างของชั้นเรียน ถ้าไม่มีเสียงของเด็กที่เล่นกันไม่มีเสียงที่เย้าแหย่กัน ล้อเลียนกัน ไม่มีเสียงเด็กที่มีอารมณ์โกรธต่อว่าต่อขานหรือวิ่งไล่ตีกัน ยามนั้นโลกคงจะเงียบเหงา อับเฉา และผิดธรรมชาติเป็นแน่
ดังนั้นในมุมมองตามธรรมชาติของเด็กๆ หรือตามจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก เด็กๆ เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้เอง
ทำไมเด็กจึงต้องล้อเลียนกัน การล้อเลียนในเด็กมีความหมายอยู่ 3 ประการด้วยกัน
ประการที่ 1 ถือว่าเป็นการเล่นกันของเด็กๆ
ประการที่ 2 เป็นการแสดงพลังความเป็นตัวเองและความมีอำนาจในตนเองหรือความโกระในใจที่ต้องการทำให้คนอื่นรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจ
ประการที่ 3 เป็นกิจกรรมตามธรรมชาติของเด็กในการพัฒนาการทางสังคม
ผู้ที่ล้อเลียน ล้อแล้วก็จบลงแค่นั้น เด็กๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก เดี๋ยวเดียวก็ลืม ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเล่นกันใหม่ ส่วนเด็กผู้ที่ถูกล้อเลียนเราก็พบว่าเด็กบางคนรู้สึกสนุกสนานที่ถูกล้อเลียนโดยแสร้งทำเป็นตลกให้สอดคล้องไปกับที่ถูกล้อเลียนเสียเลย ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลยเด็กบางคนตอบโต้เพราะไม่ชอบให้มาล้อเลียนตอบโต้แล้วก็แล้วกัน และรู้สึกมั่นใจที่ได้ตอบโต้ไปไม่รู้สึกเป็นอารมณ์อะไรมากมายนัก แต่ก็มีเด็กบางคนเมื่อถูกล้อเลียนจะรู้สึกโกรธมากโกรธนานหรืออ่อนไหวจนรู้สึกเสียใจมากเสียใจนานแล้วรู้สึกเป็นทุกข์
อะไรทำให้เด็กปรับตัวหรือมีปฏิกิริยาต่อการถูกล้อเลียนต่างกันได้หลายๆ รูปแบบ
ปัจจัยที่ทำให้เด็กปรับตัวได้ต่างๆ กัน คือ พื้นอารมณ์ของเด็ก ลักษณะการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และท่าทีของพ่อแม่ต่อการที่เด็กถูกล้อเลียน
เด็กที่มีพื้นอารมณ์อ่อนไหวง่าย เด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูด้วยความกังวล ปกป้อง ตามใจและพ่อแม่ที่มีอารมณ์ไม่คงเส้นคงวามีความขุ่นเคืองไปตามอารมณ์ของลูกเมื่อลูกถูกล้อเลียนเด็กย่อมทนอะไรได้ยาก ขุ่นเคืองง่าย ทุกข์ง่าย คลายทุกข์ยาก เมื่อถูกล้อเลียน
ที่เขียนมาข้างต้นเป็นเรื่องปกติที่เด็กถูกล้อเลียน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องปกติแต่ก็พบเสมอว่าเด็กบางคนรู้สึกเป็นทุกข์และไม่สบายใจได้มากๆ
สำหรับในเด็กที่มีความพิการ ปัญหาที่เกิดจากการถูกล้อเลียนก็ย่อมจะมีมากกว่าภาวะปกติ ดังที่เขียนมาข้างต้นเพราะเด็กที่มีความพิการพ่อแม่มีแนวโน้มที่จะเลี้ยงดูด้วยความรู้สึกกังวล เป็นห่วง สงสัย มันเป็นความรู้สึกทั้งต่อปัญหาของความเจ็บป่วยโดยตรง และต่อผลกระทบต่อเด็กในอนาคต ความกังวลนี้เองทำให้รูปแบบของการเลี้ยงมักจะเป็นไปในลักษณะสงสาร ห่วงใย กังวล และปกป้อง การเลี้ยงดูในลักษณะนี้จึงทำให้เด็กเติบโตมีแนวโน้มเป็นเด็กอ่อนไหวง่าย กังวลง่าย ปรับตัวได้ยาก ไม่แกร่งในจิตใจ
ดังนั้นเมื่อเด็กมีความพิการถูกล้อเลียนจึงมีความรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกโกรธ รู้สึกเสียใจได้ง่ายกว่าเด็กในภาวะปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กจะปรับได้ดีหรือไม่อย่างไรนั้นก็ขึ้นกับการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
1. พ่อแม่ควรดูแลลูกไปตามปกติ แม้ลูกจะมีความบกพร่องหรือมีความพิการอยู่ก็ควรดูแลให้เหมือนกับเด็กปกติ โดยยึดหลักสายกลางให้ความรักความห่วงใยแต่พอประมาณ พยายามให้เป็นตัวของตัวเอง ฝึกระเบียบวินัยไปตามปกติให้เด็กมีความแข็งแกร่งในลักษณะและบุคลิกภาพพ่อแม่ควรระวังอย่าแสดงความห่วงใยและสงสารและอย่าย้ำเรื่องความบกพร่องทางร่างกายของเด็กได้
2. เมื่อถูกล้อเลียน มีความเสียใจ และความโกรธ มาบอกหรือมาฟ้องกับพ่อแม่ พ่อแม่ควรรับฟังอย่างสงบ ไม่ควรแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจนเกินไป ไม่ควรแสดงอารมณ์ขุ่นเคืองคนที่มาล้อเลียนไปพร้อมกับลูก แต่ควรแสดงความเข้าใจในความรู้สึกของลูกที่ลูกถูกล้อเลียน พร้อมกับแนะนำให้ลูกมองโลกในด้านดีว่าเพื่อนเพียงแต่ล้อเลียนเราเล่น สอนให้หนักแน่น ไม่ควรโต้ตอบเพราะการโต้ตอบจะไม่มีประโยชน์เกิดขึ้น แต่แนะนำให้มีสังคมสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ ซึ่งในที่สุดเมื่อมีความสนิทสนมกันกับกลุ่มเพื่อน เพื่อนๆ ก็จะเลิกล้อเลียนไปเองและจะพบว่าเพื่อนๆ ยังช่วยเหลือลูกของเรามากขึ้นอีกด้วย
การที่พ่อแม่สงบรับฟังและแสดงความเข้าใจในความรู้สึก และบอกให้เขารู้ว่าใครจะล้อเลียนเขาอย่างไรก็ช่างเขาเป็นลูกที่อยู่ในใจของพ่อแม่เสมอและพ่อแม่รักและภูมิใจในตัวเขาเสมอ
3. พยายามสร้างเสริมให้เด็กเกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งในทางจิตวิทยา มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมความมั่นใจให้เด็กได้ดังนี้คือ
- ให้ความรักความอบอุ่นและเข้าใจความรู้สึกของเด็ก
- ยอมรับในจุดอ่อนหรือความบกพร่องในตัวเด็ก และภูมิใจในจุดเด่นของเด็ก
- เด็กๆ ต้องมีความรู้สึกมั่นใจว่าสามารถพูดกับเราได้ บอกเราได้ เชื่อมโยงกับเราได้โดยไม่ต้องหวั่นใจว่าจุถูกดุถูกตำหนิและรู้สึกว่าพ่อแม่เปิดประตูและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือลูกได้ตลอดเวลา
- เด็กควรมีความรู้สึกว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อมาสมาชิกและกิจกรรมต่างๆ ในบ้านเราพบว่าเด็กที่มีความรู้สึกว่ามีความรับผิดชอบที่ต้องช่วยผู้ใหญ่ทำกิจวัตรต่างๆ เด็กจะมีความภาคภูมิใจ และรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถมีคุณค่าและมีศักยภาพ
จากข้อแนะนำเบื้องต้นนี้ถ้าปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่อง เด็กจะไม่รู้สึกเป็นปมด้อยเลยในความบกพร่องทางร่างกายของตน.
(update 15 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|