โลกสดใสของวัยอยากรู้อยากเห็น


ในช่วงวัย 32-36 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกกำลังจะก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 3 นี้ คุณจะได้เห็นว่า เจ้าตัวเล็กของคุณมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน ในความรู้สึกของคุณเจ้าตัวน้อยเพิ่งจะเริ่มคลานต้วมเตี้ยมเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ตอนนี้ลูกกระโดดโลดเต้นได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว และอีกไม่นานลูกก็คงจะวิ่งปร๋อแล้วล่ะค่ะ ว่าตอนนี้เจ้าตัวดีทำอะไรได้บ้างนะ


พัฒนาการด้านร่างกาย

ผลจากการที่คุณเปิดโอกาสให้ลูกได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเต็มที่ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ตอนนี้กล้ามเนื้อแขนและขาของลูกมีความแข็งแรงขึ้นมากและสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว คุณจะได้เห็นเจ้าตัวดีพยายามเดินสลับเท้าขึ้นลงบันไดอย่างสนุกสนาน แม้ว่าการส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรใหม่ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่าฃืมว่าเจ้าตัวเล็กของคุณยังไม่รู้ขีดความสามารถของตัวเองว่าทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนคุณจึงต้องคอยจับตาดูตลอดเวลา ไม่ควรปล่อยให้ลูกเดินขึ้นลงบันไดคนเดียว ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งประตูกั้นทางขึ้น-ลงบันไดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับลูกด้วย

นอกจากการก้าวขึ้นลงบันไดแล้ว ลูกยังสามารถกระโดดได้คล่องขึ้นด้วย แม้ว่าจะยังไม่สามารถเขย่งเท้ากระโดดก็ตาม ซึ่งคุณสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านนี้ของลูกได้โดยการหาเกมที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกฝึกเดินเขย่งเท้าเปล่า ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อเท้ามีความยืดหยุ่น แข็งแรง ช่วยให้ลูกมีกาทรงตัวที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเขย่งเท้ากระโดดได้ในที่สุด

ในช่วงนี้คุณจะได้เห็นเจ้าตัวเล็กพยายามใช้ช้อนและซ้อมตักอาหารเข้าปากเองอย่างขะมักเขม้นแม้ว่าลูกจะสามารถทำได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังคงมีหกเลอะเทอะอยู่บ้าง เพราะการใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับเด็กวัยนี้ ฉะนั้นคุณอย่าเพิ่งหงุดหงิดนะคะเวลาที่เห็นลูกทำข้าวหกเลอะเทอะ ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง แล้วอีกไม่นานลูกจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะทำเลอะเทอะ ลูกวัยนี้ก็เรียนรู้ที่จะล้างมือและเช็ดมือให้แห้งได้เองแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้คุณยิ้มออกบ้างใช่ไหมคะ


กระตุ้นพัฒนาการด้วยการเล่น

ลูกรักวัยนี้มีกิจกรรมสนุกๆ ให้เล่น ให้เรียนรู้นับไม่ถ้วน ซึ่งให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป เด็กส่วนใหญ่มักจะสนุกสนานกับการค้นพบและได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว ยิ่งวัยนี้เป็นวัยที่มีพลังงานเหลือเฟือ จึงช่วยส่งเสริมให้เขาทำกิจกรรมที่สนใจได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีเด็กอีกหลายคนที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นต่อสิ่งเร้ารอบตัวเอาเสียเลย วันๆ ได้แต่นั่งฟังคุณแม่เล่านิทาน หรือนั่งดูพี่ๆ น้องๆ เล่นกัน หากเจ้าตัวเล็กของคุณมีพฤติกรรมให้มากขึ้น เช่น อาจจะชวนลูกไปเล่นร่วมกับเด็กอื่นที่สนามเด็กเล่นสาธารณะ หรือชวนลูกเล่นกีฬาที่ชอบ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลไปถึงพัฒนาการทางสมองของลูกด้วย


ทักษะการเรียนรู้ของหนู

เจ้าตัวเล็กของคุณเริ่มรู้จักตัวเลขตั้งแต่คุณนับให้ลูกฟังครั้งแรก แม้ว่าลูกจะยังไม่เข้าใจความหมายแต่การที่คุณหมั่นนับซ้ำๆ ให้ลูกฟัง ต่อไปลูกจะสามารถนับ 1 ถึง 5 หรือ 1 ถึง 10 ตามคุณได้ เมื่อลูกเริ่มนับเป็นแล้วก็เป็นหน้าที่ของคุณที่จะสอนให้ลูกเข้าใจความหมายของตัวเลขเหล่านั้น โดยคุณอาจจะนับสิ่งของให้ลูกดู เช่น ตุ๊กตา 3 ตัว หมอน 2 ใบ หรือ ขนม 4 ชิ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกเข้าใจเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่ของสิ่งของด้วยว่าประเภทเดียวกันก็จะถูกให้จัดอยู่กลุ่มเดียวกัน เช่น ตุ๊กตา 10 ตัว แบ่งเป็น ตุ๊กตาแมว 2 ตัว ตุ๊กตาลิง 3 ตัว และ ตุ๊กตาม้า 5 ตัว เป็นต้น


เรียนรู้ภาษาด้วยเพลง

เพลงที่คุณเปิดหรือร้องให้ลูกฟังนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง นอกจากจะช่วยให้ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดีช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการฟัง และได้เรียนรู้เกี่ยวกับจังหวะแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้ภาษาจากเพลงด้วย การได้ฟังเพลงบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับเสียงที่แตกต่างกันของคำ ทั้งเสียงสูง กลาง และต่ำ หมั่นร้องเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ และร้องเพลงให้หลากหลายจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ความหมายของคำเพิ่มขึ้นอีกมากค่ะ

นอกจากเรียนรู้คำศัพท์ และสามารถสื่อสารกับคุณได้เข้าใจมากขึ้นแล้ว ลูกยังรู้จักใช้สรรพนามแทนตัวเองและคนอื่นอีกด้วย ลูกจะเรียกตัวเองว่า “หนู” หรือ “ผม” มากกว่าแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น แต่จะพูดถึงสมาชิกในบ้านด้วยการเรียกชื่อ ซึ่งทักษะนี้ถือว่าเป็นพัฒนาการการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ลูกเริ่มรู้จักตัวเอง เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นใคร มีความสำคัญอย่างไรในบ้าน ต่อไปลูกก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของด้วย ลูกจะรู้ว่าชิ้นไหนเป็นของเขา และของชิ้นไหนของคุณพ่อคุณแม่ หรือของสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน

เมื่อทักษะการเรียนรู้ด้านภาษาของลูกมีการพัฒนา คุณจะเริ่มสังเกตเห็นว่าลูกมีความสามารถด้านความจำมากแค่ไหน เพราะเขาจะแสดงออกให้คุณรู้ด้วยคำพูด เด็กวัยนี้จะเริ่มสังเกตและจดจำสิ่งต่างๆ เป็นภาพ ดังนั้น เวลาที่ลูกต้องการจะพูดสิ่งใด เขาจะสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับของสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี คุณสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านนี้ของลูกได้โดยการถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือให้ลูกอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพูดถึง เพื่อให้สมองของลูกได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ


พัฒนาการด้านอารมณ์ของวัยซน

ยิ่งลูกเติบโตขึ้นมากเท่าไหร่ เขาก็เรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น จึงทำให้มีเรื่องไม่สบอารมณ์มากขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าตัวดีก็จะอาละวาดและระเบิดอารมณ์ออกมา ถ้าช่วงที่ผ่านมาลูกเป็นเด็กอารมณ์ดี แต่เพิ่งมาเริ่มแผลงฤทธิ์ในช่วงนี้ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะอารมณ์ฉุนเฉียวที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ เพียงแต่คุณต้องหาสาเหตุดูว่าอะไรที่ทำเจ้าตัวเล็กไม่สบอารมณ์ถึงขั้นอาละวาด จะได้หาทางหลีกเลี่ยงก่อนที่ลูกจะกลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์อย่างถาวร

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวเล็กแผลงฤทธิ์ก็มาจากวิธีการเลี้ยงดูของคุณเอง เช่น เวลาที่ลูกอยากได้อะไรแล้วถูกขัดใจ เขาก็จะร้องอาละวาด เมื่อคุณไม่อยากให้ลูกอาละวาด คุณจึงยอมตามใจ อีกหน่อยเขาจะเรียนรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรก็ต้องอาละวาด ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อลูกในระยะยาวต่อไป ลูกจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ใจร้อน และไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นคุณควรใช้เหตุผลในการสอนลูกตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าจะไม่ให้ ก็ควรบอกว่าไม่ให้เพราะอะไร และต้องทำใจแข็งบ้างในช่วงแรกๆ ถ้าลูกอยากอาละวาดก็ปล่อยเขาไป เมื่อเขาเรียนรู้ว่าอาละวาดก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ลูกก็จะหยุดอาละวาดเอง เด็กบางคนไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแต่อยากจะเรียกร้องความสนใจจากคุณ ถ้าคุณให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของลูก เขาจะเรียนรู้ว่าถ้าอยากให้คุณสนใจก็ต้องอาละวาด ฉะนั้นคุณควรเพิกเฉยต่อพฤติกรรมเหล่านั้นเสีย การบังคับลูกมากเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกหงุดหงิดได้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเด็กวัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้นเขาจึงไม่ชอบถูกบังคับและจะมีความรู้สึกดีที่ได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง เช่น เวลาจะออกไปเที่ยวนอกบ้าน ถ้าลูกเลือกที่จะใส่หมวกสีแดง แต่คุณบังคับให้ใส่หมวกสีขาว เขาก็จะรู้สึกหงุดหงิดและคับข้องใจว่าทำไมเขาถึงไม่มีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ ฉะนั้นเรื่องไหนที่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย คุณก็ควรให้อิสระลูกในการเลือกด้วยตัวเองบ้าง นอกจากจะไม่ทำให้ลูกหงุดหงิดโดยใช่เหตุแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกกล้าคิด กล้าแสดงออก และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย

หลังจากลูกอารมณ์เย็นลงแล้ว คุณควรพูดกับลูกอย่างอ่อนโยนบอกให้เขารู้ว่าพฤติกรรมที่เขาทำนั้นไม่น่ารักเลยและเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญคุณต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ไม่ควรระเบิดอารมณ์ใส่ลูกและคนอื่นในบ้านให้ลูกเห็น คุณอยากให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ควรจะทำให้เขาเห็นก่อน แล้วลูกก็จะทำตามคุณค่ะ

นอกจากหาวิธีจัดกากรับอารมณ์ด้านลบของลูกแล้ว คุณควรสนับสนุนอารมณ์ด้านบวกของลูกด้วย เพื่อให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมไหนเป็นสิ่งที่สมควรทำ วิธีที่จะทำให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีและทำให้คุณพอใจ ซึ่งจะทำให้เขาอยากทำแบบนั้นอีกเพื่อจะได้รับความสนใจจากคุณ นอกจากเอ่ยคำชมแล้ว คุณอาจจะให้รางวัลด้วย กอด หอม วิธีนี้ยังเป็นการแสดงให้ลูกรู้ว่าคุณรักเขามากแค่ไหนอีกด้วย หรืออาจจะให้รางวัลเป็นของที่ลูกชอบ แต่ไม่ควรให้รางวัลเป็นของทุกครั้งเพราะจะกลายเป็นการติดสินบน ต่อไปเขาจะทำความดีก็ต่อเมื่อคุณมีของรางวัลให้เท่านั้น


แม่จ๋าอย่าไป

ช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวเล็กจะติดคุณแจไม่ยอมปล่อย แถมไม่ยอมให้คนแปลกหน้าอุ้มด้วย แต่เมื่อเริ่มโตลูกมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น ทำให้เริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกในบ้านหรือพี่เลี้ยง และใช้เวลาอยู่กับคนเหล่านั้นได้นานขึ้นโดยไม่ร้องหาคุณเหมือนก่อน สำหรับบ้านไหนที่ลูกยังไม่ยอมปล่อยให้คุณคลาดสายตาเลย คุณต้องพยายามทำให้ลูกรู้ว่าการที่คุณเดินลับตาไปนั้น คุณไม่ได้หายไปไหน และไม่ช้าคุณก็จะกลับมา เมื่อลูกเริ่มเข้าใจในสิ่งนี้ เขาจะเลิกกังวลกับการแยกจาก และสามารถอยู่กับคนอื่นได้อย่างมีความสุขขึ้นค่ะ

ยิ่งลูกโตขึ้นมากเท่าไหร่ อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของลูกก็จะซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น หน้าที่ของคุณคือต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของลูกให้มาก และคอยดูแลเอาใจใส่ลูก จะได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตำราเป็นเพียงแนวทางโดยทั่วไป แต่ความรักความเข้าใจจากคุณและครอบครัวจะทำให้การดูแลลูกประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นค่ะ


(update 19 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.159 October 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600