คุณพ่อคุณแม่หลายคนมาปรึกษากับผมว่าเขารู้สึกไม่สบายใจที่ลูกเขาเป็นคนเก่งแต่เป็นคนที่ไม่น่ารัก เพราะจะพูดอะไรก็พูดออกไปโดยไม่คำนึงหรือระวังความรู้สึกของคนอื่นว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร หรือเวลาจะทำอะไรก็จะทำโดยไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง มีความเชื่อมั่นตนเองสูงมาก คิดว่าความคิดตนเองถูกต้องเสมอ และไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
เมื่อครั้งลูกยังอยู่ในวัยอนุบาลแม้ว่าจะเป็นคนเอาแต่ใจ พูดจาและมีพฤติกรรมดูไม่น่ารักนัก แต่พ่อแม่และทุกๆ คนรอบข้างก็คิดว่าไม่เป็นอะไรคิดว่าเขาเป็นเด็กกล้า ดูว่าเขาเป็นเด็กเก่งและมีความเป็นตัวของตัวเองดี ทุกคนจึงคิดว่าลูกคนนี้ดูดีน่าชื่นชมและรู้สึกว่าใช้ได้ทีเดียว
แต่เมื่อเริ่มเข้าชั้นประถมศึกษาปลายและมัธยมศึกษาปีที่ 1 พฤติกรรมต่างๆ ที่ดูกระด้าง ก็เริ่มสร้างปัญหามากขึ้น แข็งมากขึ้น กร้าวมากขึ้น ไม่สุภาพและยึดความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่เสียจนผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเขารับได้ยาก ยิ่งเพื่อนๆ ด้วยยิ่งแล้วใหญ่คือเพื่อนที่เคยสนิทกันดีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้นก็เริ่มห่างออกไปจนเหลือเพื่อนสนิทเพียง 2-3 คน เท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน
อะไรทำให้ลูกเป็นเด็กที่ไม่น่ารักได้ประมาณนี้
และการสอนอบรมในระยะหลังๆ นี้ดูจะไม่ค่อยได้ผลเพราะดูเหมือนจะพูดอะไรไม่ได้ ไม่ค่อยรับฟัง รู้สึกรำคาญคำแนะนำของพ่อแม่ พ่อแม่เองก็รู้สึกหงุดหงิด อึดอัด รู้สึกโกรธผสมปนเปไปกับความรู้สึกเสียใจที่ลูกไม่ค่อยยอมรับฟัง
ในที่สุดความสนิทสนม และ สัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาตลอด ก็เริ่มห่างออกและเข้าหน้ากันไม่ติด
จุดนี้พ่อแม่ต้องระวังความรู้สึกของตนให้ดีและเตือนตนเองให้ทัน คือมีสตินึกรู้อารมณ์และผลเสียให้ทันที่จะไม่ให้อารมณ์อันร้อนแรงหลุดออกไปแล้วทำให้มิตรภาพเสียไป เพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการผลักดันหรือเป็นการสูญเสียลูกของเราไปชั่วขณะหนึ่งหรือิาจตลอดไปก็ได้
ความรู้สึกนี้ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ การประสานรอยร้าวแห่งสัมพันธภาพย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
จากคำถามที่ว่าอะไรทำให้ลูกไม่น่ารักได้มากมายเช่นนี้
ถ้าวิเคราะห์กันในเชิงลึกแล้วประเด็นใหญ่อยู่ในการอบรมเลี้ยงดูซึ่งเป็นเรื่องของการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่พ่อแม่ตามใจมากเกินไป ปกติแล้วเด็กตั้งแต่ 1 ขวบเป็นต้นไปจะเริ่มมีพัฒนาการของความเป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติของเด็ก ซึ่งเราจะเห็นว่าเด็กจะมีพฤติกรรมและท่าทีที่ฝืน ดือ เฉไฉ ไม่ค่อยยอมทำตามที่เราบอก บางทีก็ดือดึงแล้วแสดงอารมณ์โกรธเพื่อเอาชนะผู้ใหญ่ พฤติกรรมอย่างนี้ในวัยเด็กจะเหมือนกันหมดทุกคนบางคนเป็นมากบางคนเป็นน้อย ทั้งนี้เป็นไปเพื่อให้มีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง พัฒนาเขตแดนหรือกรอบของตนเอง
จุดนี้เป็นจุดพลาดของผู้ปกครองได้บ่อย เพราะมักจะแลเห็นพฤติกรรมดื้อดึงของเด็กเล็กๆ นั้นดูน่ารักดี หรือเข้าใจไปตามแนวคิดที่ว่าต้องปล่อยให้เด็กแสดงออกเป็นตัวของตัวเองมากๆ โตขึ้นจะได้กล้า กล้าพูด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และเป็นคนที่แข็งแรงต่อโลกภายนอก หรือคิดว่าลูกยังเล็กอยู่ปล่อยไปก่อนโตขึ้นค่อยว่ากัน
ดังนั้นผู้ใหญ่จึงปล่อยให้เด็กแสดงออกไปตามความต้องการแห่งตนสามารถแสดงความก้าวร้าวได้ แสดงพลังได้ตามอารมณ์ของตน โดยที่ผู้ใหญ่เพียงแต่เฝ้าดู หรือชื่นชมชอบใจ หรือหัวเราะว่าเป็นเรื่องขบขัน หรือบอกให้เด็กรู้ว่าคนเก่งที่ได้แสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกไป
เมื่อเด็กแลเห็นหรือรับรู้ได้ว่าผู้ใหญ่ชื่นชอบในอารมณ์และพฤติกรรมที่ตนแสดงออก เด็กก็ย่อมเข้าใจว่าสิ่งที่แสดงออกนั้นเป็นสิ่งดีเป็นสิ่งถูกต้อง เด็กจึงมีพฤติกรรมและวาจาอย่างนั้นซ้ำอีกเพื่อให้ได้รับความชื่นชมและความพึงพอใจ
พฤติกรรมใดที่ซ้ำๆ และได้รับแรงเสริมเป็นรางวัล จากความชื่นชอบของผู้ใหญ่พฤติกรรมนั้นจะค่อยๆ ซึมซับและจับเป็นแบบฉบับแห่งตน
ปกติเมื่อเด็กได้ทำอะไรตามความต้องการของตนได้อย่างอิสระอยู่นั้น สังคมรอบข้างคือพ่อแม่ ก็จะตีกรอบและยอมให้ทำได้ แสดงออกได้ตามกฎเกณฑ์ พ่อแม่จะห้ามปรามหรือทำโทษเพื่อให้รู้ว่าอะไรควรทำได้อะไรไม่ควรทำ ระบบการควบคุมภายนอกเปรียบเหมือนตัวเซ็นเซอร์ การที่เด็กได้เรียนรู้จากการควบคุมของพ่อแม่นั้น ถ้าพ่อแม่ทำด้วยความเมตตา กรุณา แต่หนักแน่น การควบคุมจากพ่อแม่จะซึมซับเข้าไปในตัวเด็ก และในที่สุดก็จะกลายเป็นระบบควบคุมภายในตัวของเด็กเอง
ระบบการควบคุมภายในที่เกิดขึ้นในตัวเด็กนี้ถือได้ว่าเป็นรากฐานของคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม และคุณสมบัติอันดีงามในตัวเด็ก
ระบบการอบรม บอกกล่าวควบคุมและสอนลูกจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่ทำให้ลูกเป็นเด็กที่น่ารัก น่าชื่นชอบ น่าเคารพนับถือเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ถ้าเด็กแสดงออกได้ตามใจชอบโดยมีผู้ใหญ่แสดงความชื่นชมร่วมกับการขาดการอบรมสั่งสอน ขาดการตีกรอบควบคุมบ้าง เด็กเหล่านี้จะเป็นคนที่เติบโตเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนเอง ไม่ค่อยคำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นหรือแม้แต่ผู้ปกครองของตนเอง เขาจะอดทนต่อความขัดแย้งและความคับข้องใจได้ยากโกรธได้ง่ายต่อคำเตือนและคำติชมและยึดความคิดเห็นของตนเองเป็นหลักเป็นอย่างมาก
ลักษณะอย่างนี้ย่อมทำให้ไม่เข้าค่อยเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูงและหมู่คณะจึงเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดการขัดแย้งกับผู้ร่วมงานและบุคคลอื่นๆ ได้ง่ายความสงบสุขทางใจจึงเกิดขึ้นได้ยากเรียกว่าเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายในอนาคต
ดังนั้นการเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนเก่งและน่ารักนั้นเราต้องอบรมบ่มนิสัยเสียแต่เยาว์วัยอย่าได้รอให้โตก่อนจึงจะสอนซึ่งทำให้ยากมากทีเดียว
(update 12 มกราคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.160 November 2006]
|