เจ้าตัวเล็กแผลงฤทธิ์อีกแล้ว ชอบกรี๊ดๆ ยามไม่พอใจ หรือถูกขัดใจอยู่เรื่อย แรกๆ ก็พอไหว แต่
ชักไม่ยอมหยุดง่ายๆ เสียแล้ว แถมกรี๊ดดังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสิ แบบนี้ต้องหาวิธีจัดการให้อยู่หมัดล่ะค่ะ
ใครเจอปัญหาแบบนี้ ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยปละเลยไม่ทำอะไรสักอย่าง แม้ว่าการร้องกรี๊ดของเด็กวัยเตาะแตะ 2-3 ขวบ จะเป็นการแสดงออกเพื่อให้ผู้ใหญ่รู้ว่า เขามีตัวตนนะ เขามีความสำคัญนะแต่อีกมุมหนึ่ง การแสดงออกด้วยการกรี๊ดยังอาจหมายถึงการที่เด็กๆ ไม่สนใจที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเอง เมื่อไม่พอใจจึงพร้อมจะกรี๊ด
เพื่อเรียกร้องความสนใจค่ะ
เหตุใดหนูจึงกรี๊ด
- กรี๊ดเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือแสดงอาการไม่พอใจเมื่อถูกขัดใจ ซึ่งเด็กที่ชอบกรี๊ดส่วนใหญ่จะกรี๊ดเพราะเกิดอาการไม่พอใจพ่อแม่นี่ล่ะ บางรายอาจจะแถมด้วยการขว้างปาข้าวของที่อยู่ใกล้ๆ มือ ยิ่งถ้าพ่อแม่ขัดใจมากๆ แบบว่าอยากจะเล่นแล้วไม่ได้เล่น ก็ยิ่งหงุดหงิด และยิ่งส่งเสียงร้องกรี๊ดฯ เพื่อจะให้เรายอมเขาให้ได้ไงคะ
- กรี๊ดเพราะสาเหตุอื่นๆ อาจพบได้น้อยกว่าและมีแยกย่อยหลายสาเหตุต่างๆ กันไปค่ะ ทั้งนี้พ่อแม่จะต้องดูสภาวะแวดล้อมประกอบด้วยว่า ลูกกรี๊ดเพราะอะไร เช่น เจอคนแปลกหน้า หรือเพราะดีใจ หรือหวาดกลัว
7 วิธีสยบเสียงกรี๊ด
ถ้าพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการลูก รวมทั้งตอบสนองลูกอย่างถูกวิธี เชื่อค่ะว่าเสียงกรี๊ดนั้นจะค่อยๆ น้อยลง และหายไปในที่สุดซึ่งวิธีรับมือกับเสียงกรี๊ดไม่ยากเลย สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ
1. อย่าห้ามลูกจนเกินไป ไม่ใช่ว่าตามใจนะคะ แต่เด็กวัยนี้คือวัยที่กำลังเรียนรู้ ชอบสำรวจ บางครั้งเขาอยากเล่นอยากลองซึ่งบางทีพ่อแม่ก็จะห้าม เพราะว่ากลัวลูกทำเลอะเทอะ หรือกลัวอันตราย ถ้าไม่อันตรายกับลูกมากจริงๆ ก็ควรปล่อยให้เขาได้ลองได้สำรวจ เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเขาเอง พ่อแม่ก็ดูแลเขาอยู่ห่างๆ เขาจะเพลิดเพลินและจะไม่หงุดหงิดเมื่อถูกจัดใจค่ะ การที่ลูกโดนห้ามทำโน่นทำนี่มากๆ เมื่อโตขึ้นเขาอาจจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจได้ค่ะ
2. วางเฉย เมื่อลูกร้องกรี๊ดพ่อแม่ควรจะวางเฉยค่ะ เพราะถ้าพ่อแม่ตอบสนองทันที เด็กๆ จะเรียนรู้ต่อไปว่า ถ้าอยากได้อะไรต้องต่อรองพ่อแม่ด้วยเสียงกรี๊ด แล้วพอไม่ได้ดังใจก็จะกรี๊ดๆ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวพ่อแม่จะต้องให้
เข้าใจนะคะว่าบางทีเสียงกรี๊ดมากๆ ของลูก อาจทำให้พ่อแม่อย่างเราเกิดอาการปี๊ด
ดดด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกันบางทีก็อยากตัดความรำคาญ หรืออาจจะเกรงใจคนรอบข้างเวลาที่พาออกไปข้างนอก ซึ่งพ่อแม่ต้องใจแข็งหน่อยค่ะ เด็กๆ น่ะร้องไปสักพักก็จะเหนื่อย เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจด้วยแล้ว เดี๋ยวก็หยุดร้องกรี๊ดได้เองค่ะ
3. พูดกันด้วยเหตุผล ไม่ว่าลูกจะร้องกรี๊ดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม พ่อแม่ต้องพูดกับลูกด้วยเหตุผลค่ะ อย่างถ้าลูกร้องกรี๊ดเพราะกลังคนแปลกหน้า คุณต้องปลอบต้องคุยกับลูก แม้แต่การร้องเพราะถูกขัดใจ ก็ต้องบอกลูกว่าถ้าอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งคุณแม่ต้องทำแบบนี้ให้สม่ำเสมอ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะลูกจะสับสน
4. สื่อสารกับลูกให้เยอะๆ บางครั้งที่ลูกอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ยังไม่สามารถอธิบายบอกได้ คุณแม่ใช้วิธีถามนำว่าลูกอยากได้อะไร จะเอาของเล่นเหรอ จะกินน้ำเหรอ อะไรทำนองนี้ค่ะเพราะลูกจะได้สื่อสารกับเราได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกให้ลูกได้พูดไปด้วยในตัวค่ะ
ใช้คำพูดง่ายๆ กระชับ ถ้าพูดยาวจนเกินไปเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย
5. คำชม ถ้าสิ่งไหนที่ลูกทำแล้วเป็นสิ่งดี ก็อย่าลืมหยอดคำชมรอยยิ้ม หรือแสดงอาการให้เขาเห็นว่าคุณพอใจมากๆ ที่เขาทำสิ่งที่ดีๆ ลูกก็จะเรียนรู้และอยากทำในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม
6. แบบอย่างจากพ่อแม่ คือเรื่องสำคัญค่ะ พ่อแม่ต้องเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบ แต่หากคุณไม่พอใจแล้วโมโหเกรี้ยวกราดใส่ลูก ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อให้คุณสอนยังไงเจ้าตัวเล็กก็ไม่ทำตามหรอกค่ะ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้จากการกระทำได้มากกว่าคำพูด
7. ได้และไม่ได้ จำเป็นที่เราจะต้องสอนให้ลูกรู้จักคำว่าได้และไม่ได้ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะสมหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการและผิดหวังในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ที่สำคัญไม่ว่าลูกจะได้หรือไม่ได้ ก็ควรมีเหตุผลกำกับด้วยทุกครั้งว่าทำไมลูกถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้เพราะถ้าลูกเรียนรู้ที่จะได้อย่างเดียว ลูกจะไม่รู้จักความผิดหวังแต่ถ้าลูกเรียนรู้แต่ความผิดหวัง เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าค่ะ
เห็นมั้ยคะว่า 7 ข้อเนี่ย ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแต่พ่อแม่ต้องมีวินัยที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปตามกติกามารยาททางสังคมได้ตามวัย สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ ความรัก ความสม่ำเสมอ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านอารมณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ.
(update 12 มกราคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 พฤศจิกายน 2549 ]
|