ปฐมพยาบาล…เด็กน้อยในบ้าน


“การปฐมพยาบาล” คือ การช่วยชีวิตู้บาดเจ็บในเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการหรือให้พ้นภาวะอันตรายก่อนถึงมือคุณหมอหรือคุณพยาบาล

สำหรับเด็กในบ้าน หากเกิดเหตุการณ์ เช่น จมน้ำ สำลักสิ่งแปลกปลอม เพียงไม่กี่นาทีที่เด็กขาดอากาศหายใจ สมองจะขาดออกซิเจนจนพิการได้ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีโดยการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กรอดปลอดภัย

มีผู้หวังดีอีกมากที่พยายามช่วย แต่การพยายามนั้น กลับทำให้ผู้บาดเจ็บหลายรายต้องเคราะห์ร้ายหนักขึ้น และที่แย่สุดๆ ก็คือ เสียชีวิต ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากวิธีการปฐมพยาบาลอย่างผิดๆ

ผมจึงอยากแนะนำการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและทำได้ง่ายๆ กันครับ

  • หกล้ม ชน กระแทก ฟกช้ำดำเขียว
    บ้านเป็นสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยที่สุด เด็กเล็กมักบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้ม ปีนป่าย ทำให้เกิดแผลฟกช้ำดำเขียว

    การปฐมพยาบาล ต้องประคบแผลด้วยน้ำเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น

  • บาดแผลฉีกขาด
    หากเป็นการชนกระแทก เช่น วิ่งชนมุมโต๊ะ หรือเล่นของมีคมต่างๆ จะทำให้เกิดบาดแผลฉีกขาดได้

    การปฐมพยาบาล ทำการล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ให้น้ำไหลผ่านแผล จากนั้นให้หยุดเลือดโดยการกดแผลด้วยผ้าสะอาดสักประมาณ 4-5 นาที เลือดก็จะหยุดไหลทาน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณรอบๆ แผล เท่านั้นโดยไม่ต้องหยอดยาเข้าไปในเนื้อแผล

  • ตกน้ำ จมน้ำ
    การจมน้ำในบ้านมักเกิดในเด็กเล็กกับถังน้ำ กะละมัง บ่อน้ำหรือสระน้ำในบริเวณรอบๆ บ้าน

    การช่วยคนจมน้ำโดยการอุ้มพาดบ่าแล้ววิ่งสลับกระโดด เพื่อกระทุ้งให้น้ำออก การกดท้อง การดูดน้ำออกจากปาก เป็นวิธีการปฏิบัติที่บอกต่อๆ กัน จริงอยู่เจตนาคือต้องการช่วยให้คนจมน้ำฟื้น แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการเสียชีวิต เพราะว่าการปฐมพยาบาลผิดวิธี

    การปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง คือ เมื่อมีเด็กจมน้ำ ควรประเมินดูว่าเด็กหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ถ้าหากมีอาการดังกล่าวจะต้องช่วยการหายใจและการเต้นของหัวใจโดยทันที

    เด็กจมน้ำที่ไม่หายใจ/หัวใจไม่เต้น

    1. เรียกผู้อยู่ข้างเคียงให้มาช่วยเหลือและให้ผู้ช่วยโทรขอความช่วยเหลือหน่วยฉุกเฉินที่ 1669

    2. เปิดทางเดินหายใจ โดยการให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลง เชยคางขึ้นเบาๆ

    3. ตรวจการหายใจ โดยมองที่หน้าอกหรือท้องว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ ฟังมีเสียงหายใจ โดยแนบใบหน้าใกล้จมูกและปากของเด็ก เพื่อสัมผัสลมหายใจ (รูปที่ 1)
    4. กรณีอายุน้อยกว่า 1 ปี ช่วยหายใจโดยประกบปากครอบจมูกและปากเด็กแล้วเป่าลมหายใจออก 2 ครั้ง แต่ละครั้งยาว 1-2 วินาที สังเกตหน้าอกเด็กว่าขยายตามการเป่าลมหรือไม่ (รูปที่ 2) คลำที่ชีพจรบริเวณต้นแขนด้านในระหว่างข้อศอกและหัวไหล่ หากเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจรให้เป่าปากต่อ ทำ 20 ครั้งต่อนาที หรือ เป่าปาก 1:3 วินาที หากยังไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบให้กระตุ้นการเต้นของหัวใจ

    5. กระตุ้นหัวใจโดยหาตำแหน่งการกดของหน้าอก โดยลากเส้นสมมติระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง ตำแหน่งที่จะกดสะดือ บนกระดุกหน้าอก อยู่ใต้ต่อเส้นสมมติที่ลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างลงมา กดโดยใช้สองนิ้ว และกดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว ความถี่ของการกด คือ ให้กดหน้าอก 15 ครั้งสลับกับให้ผู้ช่วยระบบหายใจเป่าปาก 2 ครั้ง (รูปที่ 3)

    ในกรณีอายุมากกว่า 1 ปี เป่าปากโดยประกบปากผู้ช่วยเหลือกับปากเด็กเท่านั้น

    เมื่อต้องนวดหัวใจให้หาตำแหน่งกดหน้าอก โดยการลากนิ้วตามขอบชายโครงข้างใดข้างหนึ่งจนมาถึงกึ่งกลาง ตำแหน่งที่จะกด ก็คือ บนกระดูกหน้าอกด้านล่างกดโดยใช้สันมือ ซึ่งต้องให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว 15 ครั้งสลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง (รูปที่ 4)

  • โดนไฟดูด
    ก่อนอื่นต้องตัดทางเดินกระแสไฟฟ้าโดยปิดสวิตช์ สับคัทเอาท์ลง ดึงปล๊กออกหากทำทันทีไม่ได้ ให้หาวัตถุที่ไม่สื่อไฟฟ้า เช่น สายยาง เชือก ไม้แห้ง ผ้าห่ม เป็นต้น คล้องดึง หรือผลักผู้ที่โดนไฟดูดให้พ้นจากจุดนั้นดดยเร็ว ทั้งนี้ผู้ช่วยเหลือควรยืนอยู่บนพื้นที่แห้ง

    ที่ผ่านมามีเด็กและผู้ใหญ่ไม่น้อยเลยที่ต้องเสียชีวิต เพราะมัวแต่เสียเวลาไปกับการปฐมพยาบาลผิดๆ ที่มักพบบ่อยๆ คือ การอุ้มนำคนเพิ่งโดนไฟดูดไปวางบนแผ่นสังกะสี แล้วราด้วยน้ำเย็น บางรายก็นำทรายมากลบตัวแล้วราดเหล้าขาว ซึ่งคิดว่าเป็นการลดกระแสไฟฟ้าหรือดับความร้อนกระทั่งผ่านไป 3-4 ชั่วโมงจึงค่อยนำไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งแน่นอน…มันสายเกินไปที่จะช่วยชีวิตผู้ที่โดนไฟดูด

    การปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง หลังจากที่ช่วยออกมาได้แล้ว ถ้าพบว่าไม่หายใจ ต้องกระตุ้น โดยการเป่าปาก และกดทรวงอก

  • ถูกน้ำร้อนลวก
    ทารกที่มีอายุ 3-5 เดือน จะเริ่มคว้าสิ่งของและกำมือได้ อย่างอุ้มเด็กขณะที่ถือของร้อนหรือจับให้เขานั่งตักขณะที่มีของร้อนบนโต๊ะ เช่น ถ้วยกาแฟ ชามน้ำแกง กาน้ำร้อน เพราะเด็กอาจปัดหรือคว้าได้

    การปฐมพยาบาลที่พ่อแม่หลายคนยังทำกันอยู่คือใช้ยาสีฟัน หรือน้ำปลานำมา “ทาถู ทาถู” ด้วยคิดว่าจะช่วยดับร้อน แต่ความจริงกลับทำให้แผลติดเชื้อได้

    การรักษาเบื้องต้น จะต้องทำให้บริเวณที่โดนลวกเย็นลง โดยล้างแผลด้วยน้ำเย็น หรือปล่อยให้น้ำกีอกไหลผ่านสัก 10 นาที หรือจนกว่าอาการปวดจะทุเลา จากนั้นซับแผลให้แห้ง แล้วจึงใช้ผ้าก๊อซปิดคลุมแผลแต่อย่าแน่นเพราะแผลที่โดนน้ำร้อนลวกจะบวม ที่สำคัญอย่าใช้สำลีเช็ด เพราะว่าอาจจะบวมทำให้ระคายเคือง ให้ทานยาแก้ปวดสำหรับเด็ก และนำส่งแพทย์

    ผิวหนังที่สัมผัสความร้อนมักจะพองหลายคนเอาเข็มไปเจาะให้แตก ซึ่งทำให้แผลติดเชื้อได้ง่ายๆ ปล่อยไว้นะครับ ให้ล้างแผลแล้วซับให้แห้ง จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอบตุ่มเบาๆ ถ้าตุ่มแตกให้ล้างแผลด้วยน้ำเกลือสะอาด จากนั้นเช็กรอบแผลด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ ปิดด้วยผ้าก๊อซแห้ง และควรจะเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จนกว่าจะหาย…

  • กลืนสารพิษ
    กรณีนี้อย่าเพิ่งทำอะไรนะครับ ให้เก็บขวด แล้วโทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี 0 2201 1083 ทันที

    การช่วยเหลือผู้กลืนกินสารพิษเข้าไปด้วยการพยายามทำให้อาเจียนออกมานั้นเป็นวิธีที่นิยมกันมาเสมอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าถูกต้อง และอาจมีอันตรายในบางกรณี เหตุเพราะสารพิษหลายๆ ตัวเมื่อลงไปถึงกระเพาะอาหารแล้ว หากทำให้ขย้อนหรืออาเจียนขึ้นมาจะกัดกร่อนหลอดอาหาร หรือผนังลำคอได้ อาทิเช่นสารทำความสะอาดพื้นทั้งหลาย หรืออาจสำลักลงปอด ทำให้ปอดอักเสบรุนแรงได้ เช่น น้ำมัน ทินเนอร์ เป็นต้น

    กรณีนี้รีบขอคำปรึกษาเบื้องต้นก่อนจะทำอะไรลงไป…จะได้ปลอดภัยไร้กังวล
    คราวนี้มีรูปมาให้ดูเพื่อความเข้าใจ แต่การปฏิบัติจริงต้องฝึก การปฐมพยาบาลถือว่าเป็นทักษะชีวิตที่ผู้ดูแลเด็กทุกคนต้องฝึกทำให้เป็นและต้องทำอย่างถูกต้องถ้าสนใจฝึกติดต่อที่โทร. 08 1682 8772


    (update 24 ตุลาคม 2007)
    [ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 296 กันยายน 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600