การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากจะช่วยลดอัตรารอดของทารกแล้ว นมแม่ยังช่วยให้สมองของทารกมีการพัฒนาและเจริญเติบโตให้มีความจำอันสลับซับซ้อนสูงกว่าสัตว์ชนิดใดๆ ในโลกนี้ แต่ก็ยังมีแม่อีกจำนวนที่ไม่ตระหนักถึงความสำคัญ กลับหานมวัวให้ลูกดูดทดแทนนมแม่
การดูดนมวัว นอกจากจะทำให้พัฒนาการทางสมองล่าช้ากว่าการได้รับนมแม่แล้ว ยังทำให้ทารกบางคนเกิดอาการแพ้นมวัวพัฒนาการทางสมองและการเจริญเติบโตอาจจะหยุดชะงักได้จากการแพ้นมวัว ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับทารกที่ได้รับนมแม่เลยจึงอยากจะเชิญชวนหญิงตั้งครรภ์ทุกคนให้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นอันดับแรกและอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปก็เพื่อให้ลูกผ่านพ้นจากโรคต่างๆ ในระยะนี้
เตรียมตัวอย่างไรเมื่อให้นมแม่
เมื่อรู้คุณประโยชน์เมื่อรู้คุณประโยชน์มากมายของนมแม่จนหาอาหารใดมาเปรียบเทียบไม่ได้แล้ว คราวนี้ควรมาเตรียมตัวเพื่อให้ลูกได้รับนมแม่สมดังหวัง มีอยู่บ่อยครั้งที่แม่ไม่ประสบผลสำเร็จในการให้นมแม่ ถึงแม้จะตั้งใจเพียงใด จึงควรเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเป็นอุปสรรคในการให้นมแม่
1. การเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์ ให้ลองสำรวจหัวนมของตัวเอง ขณะตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือน มีหญิงบางคนมีหัวนมบอด คือบุ๋มเข้าไปในเต้า หลังคลอดเมื่อให้ลูกดูดนมแม่ลูกจะเกิดความลำบากในการดูดนม เพราะปากของลูกจะจับลานหัวนมและหัวนมแม่ยาก จะหลุดจากปากบ่อยๆ ทำให้ลูกรำคาญ แล้วพาลไม่ยอมดูดนมเอาดื้อๆ ดังนั้นเมื่อพบหัวนมของคุณเป็นเช่นนี้ คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง โดยใช้นิ้วมือ 2 นิ้วคือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง กดลงข้างหัวนมที่บุ๋มนั้น หัวนมจะโผล่ ขึ้นมา แล้วใช้อีกมือหนึ่งดึงหัวนมขึ้นมา ให้พังผืดที่ยึดหัวนมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำบ่อยๆ จนใกล้คลอด แล้วหัวนมจะค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เพียงพอให้ลูกน้อยงับได้สะดวกขึ้น
2. ดูแลภาวะโภชนาการก่อนคลอด หญิงตั้งครรภ์มีภาวะโภชนาการที่พอเหมาะตลอดเวลา ถ้าก่อนตั้งครรภ์คุณมีรูปร่างที่พอดี คือ ไม่อ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 2 กิโลกรัม และในช่วง 3 เดือนที่สองและช่วง 3 เดือนสุดท้าย ควรมีน้ำหนักตัวขึ้นประมาณ 4 และ 6 กิโลกรัม ตามลำดับ โดยควรทานอาหารครบทุกหมู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะสร้างน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงยา ยาดองเหล้า สารเสพติดทุกชนิดเพราะสารเหล่านี้จะผ่านออกมาในมีผลกระทบต่อลูกได้
3. ดูดนมแม่ทันทีหลังคลอด เมื่อเช็ดตัวให้ลูกแห้งแล้ว นำลูกที่เพิ่งคลอด ให้แม่อุ้มภายในนาทีแรก แล้วให้ดูดนมแม่ทันที จากเต้าใดเต้าหนึ่งก็ได้ ถึงแม้ระยะนี้จะยังไม่มีน้ำนม หรือมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีประโยชน์มาก เพราะเป็นการโปรแกรมให้ลูกได้ทันทีว่า แหล่งที่จะให้อาหารลูกต่อไปมีลักษณะเช่นนี้ การดูดนมแม่จะเกิดการส่งแระแสประสาทไปที่สมองของแม่ให้เกิดฮอร์โมนสำหรับสร้างน้ำนมและฮอร์โมน ทำให้น้ำนมหลั่งในเวลา 2-3 ชั่วโมงถัดมา ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ในการให้นมแม่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการให้นมแม่
ผลเสียจากการดื่มนมวัวมีมาก จึงไม่ควรรีรอหรือยับยั้งชั่งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือนมวัว ควรคิดแต่เพียงว่าจะให้นมแม่นานเท่าไหร่ เพราะนมแม่ คือ สุดยอดของอาหาร
ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ใช่เป็นเพียงการให้อาหารเพื่อให้ลูกอิ่ม และช่วยให้ลูกเติบโตเท่านั้น แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นเรื่องของกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็กอย่างมีคุณภาพซึ่งจะช่วยเอื้อโอกาสให้เด็กกลายเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี ความเป็นผู้มีจริยธรรม อดทน อดกลั้น และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น อันเนื่องมาจาก
1. สารอาหารในนมแม่ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเหมาะสม ตามอายุลูก ซึ่งจะช่วยให้ลูกฉลาดและแข็งแรง สารอาหารสำคัญ คือ ไขมันในนมแม่ ที่จะไปห่อหุ้มเส้นใยประสาทในสมองเด็กที่กำลังเพิ่มการเชื่อมโยงการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การทำงานของสมองเด็กสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนนมแม่ ที่จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็ก สารต้านการอักเสบในนมแม่ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และไม่สบายของเด็ก ทำให้เด็กไม่ต้องเสียโอกาสของการพัฒนาความสามารถไปกับความเจ็บป่วยซึ่งสารอาหารดังกล่าวทั้งหมด ไม่สามารถจะถูกทดแทนได้ด้วยนมผสม
2. สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มระดับของฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน (Oxytocin) ในตัวแม่ขระที่ลูกกำลังดูดนมจากอกแม่ที่จะช่วยให้แม่เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา อันเนื่องมาจากความรู้สึกสงบ เป็นสุข เปี่ยมด้วยความรัก ที่แม่มีต่อลูก ที่เกิดขึ้นมากกว่าปกติในตัวแม่ขณะลูกกำลังดูดนมแม่ ซึ่งเด็กจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอ่อนโยน ทำให้เด็กอารมณ์ดี และเป็นสุข
3. กระบวนการโอบอุ้มและโต้ตอบระหว่างแม่และลูก ขณะลูกดูดนมจากอกแม่ จะปูพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสมในเด็ก เพราะขณะที่ลูกดูดนมจากอกแม่ ลูกจะสบตาแม่เป็นการสื่อสารสำคัญที่ถ่ายทอดผ่านการมองเห็นในระยะที่เหมาะสม เพราะช่วงแรกเกิด การมองเห็นของเด็กจะเหมือนคนสายตาสั้น ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนระดับการมองเห็นไปเป็นระดับปกติเมื่อเด็กอายุ 1 ปี นอกจากนี้ ขณะที่ลูกกำลังดูดนมแม่ มือลูกจะสัมผัสกับผิวแม่ จมูกลูกลูกจะได้กลิ่นกายแม่ ลิ้นของลูกจะได้รับรสน้ำนมแม่ ร่วมกับความรู้สึก อิ่ม สบาย และผ่อนคลาย ขณะที่หูของลูกได้ยินเสียงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ดังนั้น ประสาทสัมผัสรอบตัวของเด็กจะถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงาน บนความรู้สึกดีๆ ที่แม่ถ่ายทอดสู่ลูก อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการสังเกต และโต้ตอบอย่างเหมาะสมของเด็ก
ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเด็ก ที่ช่วยให้เด็กฉลาด ลดโอกาสการเป็นโรค และมีความพร้อมต่อการพัฒนาเป็นผู้มีจริยธรรมที่ดี จิตใจอ่อนโยน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงถึงแม่ ครอบครัว สังคม และประเทศ กล่าวคือ แม่จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านม ครอบครัวจะมีความสุขอันเนื่องมาจากการเป็นเด็กแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี ไม่ต้องเปลืองเงินไปกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลูก และการซื้อนมผสมสังคมจะเปี่ยมไปด้วยคนที่มีจิตใจดี และมีความสามารถเต็มตามศักยภาพ ในขณะที่ประเทศมีความมั่นคง เพราะสังคมและเศรษฐกิจดี
ข้อควรรู้เมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. การเติบโตของเด็กกินนมแม่ จะแตกต่างจากเด็กกินนมผสม ทั้งนี้ เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเหมาะสม จะเติบโตเร็วในช่วงแรกโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน
2. แม่ทุกคนมีปริมาณน้ำนมมากพอที่จะเลี้ยงลูก อย่างกังวลหากบีบน้ำนมแม่ไม่ออกใน 2-3 วันแรกหลังคลอด เพราะในระยะนี้น้ำนมแม่ยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่จะมีมากพอสำหรับลูก ขอเพียงแค่คุณแม่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เชื่อมั่นว่าตนเองต้องมีน้ำนมพอทำตัวเองให้ผ่อนคลายไม่เครียด พยายามอดทนต่อความเหนื่อยที่ให้ลูกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง อดทนต่อการเจ็บหรือเสียวมดลูกขณะลูกกำลังดูดนม เพราะฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน ที่ช่วยเพิ่มสัญชาตญาณความเป็นแม่ จะส่งผลทำให้มดลูกหดตัวเช่นกัน
3. เทคนิคสำคัญสู่ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คือให้ลูก ดูดเร็ว โดยให้ลูกดูดนมทันทีในห้องคลอด ดูดบ่อย ทุก 2-3 ชั่วโมง ดูดถูกวิธี คือปากลูกงับให้ถึงลานนม สังเกตได้จากปากลูกจะบาน คางลูกแนบหน้าอกแม่ ดั้งจมูกชิด หรือเกือบชิดหน้าอกแม่
4. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก ไม่ต้องกินน้ำ หรืออาหารอื่น เป็นข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ซึ่งได้จากการรวบรวมผลวิจัยจากประเทศต่างๆ และสรุปเป็นข้อแนะนำในคู่มือการให้อาหารทารก (Global Strategy of Infant and Child Feeding) เมื่อปี 2546 ว่า ทารกแรกเกิดทุกคนควรได้กินนมแม่อย่างเดียวไปจนอายุครบ 6 เดือน แล้วจึงให้นมแม่ร่วมกับน้ำ และอาหารอื่นที่เหมาะสมตามวัย จนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น โดยอาหารเสริมที่จัดให้ลูกควรเป็นอาหารที่ผลิตเองในครัวเรือน สำหรับการให้นมแม่โดยไม่ให้น้ำ ซึ่งขัดแย้งกับวิธีปฏิบัติของแม่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เหตุผลสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องให้ลูกกินน้ำ คือ ในนมแม่มีน้ำเป็นจำนวนมากพอที่เด็กต้องการ และการให้เด็กกินน้ำหลังจากการกินนมแม่จะลดสารต้านการอักเสบที่มีในนมแม่เพราะน้ำจะไปล้างสารต้านการอักเสบที่ลูกได้รับจาการกินนมแม่ที่เคลือบในปากลูกหลังจากลูกินนมแม่
5. ไม่จำเป็นต้องเช็ดถู ทำความสะอาดหัวนมก่อนให้ลูกดูดนมแม่ แต่ควรจะดูว่าหัวนมตนเองมีขนาดสั้น ยาว หรือใหญ่กว่าปกติขณะตั้งครรภ์ เพราะหัวนมที่สั้น ยาว หรือใหญ่กว่าปกติอาจทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ไม่ค่อยถนัด ทั้งนี้หากแม่มีความยาวหัวนมสั้นกว่าปกติ สามารถแก้ไขได้ขณะตั้งครรภ์ เพื่อให้ลูกดูดนมแม่ได้ง่ายหลังคลอด (ความยาวหัวนมปกติ คือ 0.5-6 เซนติเมตร)
6. แม่ที่ติดเชื้อ HIV ไม่ควรให้ลูกกินนมแม่ เพื่อลดโอกาสการผ่านเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก
7. การใช้มือบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกดีกว่าใช้เครื่องปั๊มนม เพราะนอกจากจะสะดวก และประหยัดแล้ว การบีบน้ำนมด้วยมือ จะทำให้ได้ปริมาณน้ำนมที่มากกว่าการใช้เครื่องปั๊ม
8. น้ำหนักกลับมาเหมือนเดิมได้ แม่ที่ให้ลูกดูดนมแม่ จะมีรูปร่างและน้ำหนักกลับมาเป็นปกติดเหมือนตอนก่อนท้อง เมื่อลูกอายุประมาณ 6 เดือน ดังนั้น แม่ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักแต่หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่จะทำให้แม่อ้วนเท่านั้น
ข้อควรระวังเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. การเลี้ยงลูกไม่ถูกวิธี เพราะจำกัดการโต้ตอบกับเด็กไว้เพียงการอุ้มลูกดูดนมแม่เท่านั้น คุณแม่มือใหม่หลายท่าน จะมีความรู้สึกเป็นห่วงกลัวลูกไม่อิ่ม ดังนั้น เมื่อลูกตื่น หรือร้อง จะคอยเอาลูกมาอุ้ม และให้กินนมแม่โดยลืมปล่อยลูกวางไว้กับเบาะเพื่อให้ฝึกคืบหรือพลิกคว่ำพลิกหงาย รวมถึงไม่ได้ฝึกให้ลูกคว้าของ จับของ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนั้น ความฉลาดที่ลูกได้มาจากพ่อแม่ และได้เสริมจากการกินนมแม่ เมื่อได้รับการฝึกฝน ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพตามที่ควรจะเป็น ทำให้ดูเหมือนเด็กที่กินนมแม่บางคน พัฒนาการช้ากว่าปกติ
2. หัวนมแตก ขณะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะท่าอุ้มไม่ถูกวิธีขณะให้ลูกดูดนม คุณแม่ที่ให้ลูกดูดนมแม่ แล้วพบว่า ต่อมาเกิดมีแผลที่หัวนมให้ระวังว่าจะเกิดจากการให้ลูกดูดนมโดยปากลูกงับไม่ถึงลานนม ทำให้เกิดการเสียดสีของเหงือกลูก กับผิวหนังที่นมแม่ขณะที่ลูกดูดนมแม่ วิธีแก้ คือ ประคองคอลูก แล้วส่งศรีษะลูกมาให้ชิดกับหน้าอกแม่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ปากลูกงับลานนม จะช่วยลดโอกาสการมีแผลเพิ่มที่หัวนม สำหรับผิวหนังแม่ที่เป็นแผลไปแล้วนั้น รักษาโดยเอาน้ำนมแม่มาป้ายที่แผล แล้วผึ่งให้แห้งทำซ้ำได้เป็นระยะ จนกว่าแผลจะหาย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาทา หรือยากินแก้อักเสบ
สิ่งที่ควรปฏิบัติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. การดูแลตัวเอง ทั้งอาหารกายและอาหารใจ การดูแลตัวเองของแม่ขณะให้นมลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะความเหนื่อย ความหิว และความเครียดจะทำให้การผลิตน้ำนมลดลง ดังนั้น ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยมีปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อ มากกว่าปริมาณอาหารที่กินก่อนท้องประมาณ 1 เท่าครึ่งในกรณีที่แม่น้ำหนักตัวปกติตอนก่อนท้อง (ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป) ควรกินน้ำ โดยเฉพาะน้ำอุ่นเป็นระยะเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม โดยอาจจะดื่มน้ำ 1 ถ้วย ก่อนมื้อที่ลูกจะดูดนมแม่ หรือ ก่อนแม่บีบน้ำนม พยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายไม่เครียด ด้วยวิธีที่ตนเองถนัด เช่น ฟังเพลง เป็นต้น เพื่อช่วยให้การผลิตน้ำนมแม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. บีบน้ำนมแม่เก็บไว้ ทุกครั้งที่หน้าอกคัด ในกรณีที่ลูกไม่สามารถดูดนมแม่ได้ เพื่อช่วยให้เกิดการผลิตน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา
3. ฝึกการให้ลูกดูดนม ทั้งท่านั่ง และท่านอน เพื่อช่วยให้แม่ไม่ต้องทรมานกับการนั่งให้นมลูกในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่คุรแม่เองก็ง่วงเช่นกัน
4. เอื้อโอกาสสามีเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะกอดลูกไว้กับตัวอยู่แล้วและโดยธรรมชาติ เด็กจะหลับนานและหลับทันทีเมื่อกินอิ่มตื่นเพราะหิว จึงควรเปิดโอกาสให้คุณพ่อเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกตั้งแต่แรก ด้วยการสัมผัสลูก พูดคุยกับลูก และเล่นกับลูก เวลาลูกตื่น ขณะรอที่จะกินมื้อใหม่ นอกจากนี้การที่คุณพ่อเข้ามาช่วยดูแลแม่ เช่น นวดหลัง นวดคอ และนวดไหล่แม่ จะช่วยสร้างความผ่อนคลายในตัวแม่ และพร้อมที่จะอุ้มลูกให้ดูดนมแม่อย่างไม่ย่อท้อ
วิธีที่จะช่วยให้ลูกได้รับนมแม่พอเพียงกับความต้องการ
1. ท่าอุ้มของแม่ที่เหมาะสมและถูกวิธีจะทำให้ลูกได้ดูดนมได้ลึก ดูดบ่อย 2-3 ชั่วโมง
2. การดูดนมในระยะแรกให้ทารกดูดกระตุ้นเต้านมทั้งสองเต้า และให้ดูดสลับข้างครั้งละ 15-20 นาที ควรดูดให้เกลี้ยงเต้าก่อนที่จะเปลี่ยนไปดูดอีกข้าง เพราะนมแม่ส่วนหลังจะมีไขมันมากกว่าน้ำนมส่วนหน้า
3. ในระยะให้นมลูก แม่ต้องบำรุงตนเองรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเพิ่มมากขึ้นจากคนปกติอีกประมาณ 500 กิโลแคลอรี หรือเทียบเท่านม 2 แก้ว หรือก๋วยเตี๋ยวเพิ่ม 1 ชามนม 1 แก้ว
4. ขณะลูกดูดนม แม่ควรทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด ฟังเพลงเบาๆ
5. แม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกได้นมเพียงพอ
การดูว่าลูกได้นมหรือไม่โดยสังเกตการดูด การกลืนเป็นจังหวะ ถ้าได้ยินเสียงกลืนนม และลูกมีท่าทีผ่อนคลาย พอใจ ไม่เกร็ง ริมฝีปากทารกจะเปียกชื้น สัญญาณที่บอกว่าทารกได้รับนมพอกับความต้องการคือลูกกินอิ่มแล้วหลับสบายติดต่อกันครั้งละ 2-3 ชม.ติดต่อกัน ปัสสาวะวันละ 5-6 ครั้ง มีเปียกชุ่ม อย่างน้อย 1 ครั้ง อุจจาระ 3-4 ครั้งต่อวัน ถ่ายขี้เทาจะหมดภายใน 2-3 วัน
สถานที่จำหน่ายถุงเก็บน้ำนมแม่
ปัจจุบันคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสนใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะต้องออกไปทำงานก็ยังสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งมีปัจจัยเอื้อหนุนให้ทำได้หลายวิธี ทั้งการบีบ เก็บ ตุนน้ำนมไว้ ในระหว่างเวลาที่คุณแม่อยู่ที่ทำงาน เพื่อให้คนในครอบครัวที่บ้านได้เลี้ยงเจ้าตัวน้อยโดยไม่ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำนมแม่ และอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ถุงเก็บน้ำนมแม่ ซึ่งประโยชน์ของถุงเก็บน้ำนมแม่นี้ประหยัดเนื้อที่เก็บ พกพาสะดวกทั้งยังหาได้ตามสถานที่เหล่านี้
1. คลินิกนมแม่ ชั้น 10 อาคารสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
2. คลินิกนมแม่ โรงพยาบาลศิริราช
3. โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (รพ.วชิระ, รพ.กลาง, รพ.เจริญกรุงประชารักษ์, รพ.ตากสิน)
4. ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็งทุกสาขา
5. ห้างบิ๊กซี
6. ห้างคาร์ฟู
7. ร้านไม้น้ำ ในห้างสรรพสินค้า The Mall สาขาบางกะปิ
วิธีเก็บน้ำนม
ระยะเวลาในการเก็บ ใช้ภาชนะที่สะอาดต้มหรือนึ่งในน้ำเดือดนาน 10 นาที รองรับน้ำนม จะเป็นถุงเก็บน้ำนมหรือภาชนะปากกว้าง ปิดฝาให้สนิท เขียนวันที่เวลาที่บีบน้ำนมติดไว้
| วิธีการเก็บ | ระยะเวลาที่เก็บได้ |
| 1. เก็บในอุณหภูมิ (>25 องศาเซลเซียส) | 1 ชั่วโมง |
| 2. เก็บในอุณหภูมิ (< 25 องศาเซลเซียส) | 4 ชั่วโมง |
| 3. เก็บในกระติกน้ำแข็ง | 1 วัน |
| 4. เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา | 2-3 วัน |
| 5. เก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูเดียว) | 2 สัปดาห์ |
| 6. เก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูแยก) | 3 เดือน |
การเตรียมนม จากถุงเก็บนมให้ลูก
1. นมที่เก็บในช่องแช่เย็นธรรมดา ให้นำมาวางไว้นอกตู้เย็นเพื่อให้หายเย็น หากต้องการประหยัดเวลาสามารถแช่น้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อนจัด หรือเข้าไมโครเวฟ เพราะถุงอาจแตกและภูมิต้านทานในน้ำนมแม่จะสูญเสียไป)
2. นมที่เก็บในช่องแช่แข็ง ให้ใช้นมเก่าก่อน เมื่อจะนำมาใช้ให้ย้ายลงมาไว้ในช่องธรรมดา 1 คืน ให้ละลาย
3. นมที่ละลายหลังแช่แข็งแล้ว ไม่ควรนำไปแช่แข็งอีก
4. นมที่กินไม่หมด ให้ทิ้งไป ไม่เก็บไว้กินต่อ
การป้อนนมด้วยถ้วย (Cup Feeding)
1. ใส่น้ำนมแม่ในถ้วยประมาณครึ่งถ้วย
2. ประคองลูกให้อยู่ในท่านั่งตัวตรง หรือครึ่งนั่งครึ่งนอนบนตักของผู้ป้อน ถ้าลูกดิ้นมากอาจต้องห่อตัวลูกให้แน่นหนา เพื่อป้องกันลูกปัดถูกถ้วยจนนมหก
3. วางปากถ้วยบนริมฝีปากล่างของลูก เอียงถ้วยให้น้ำนมสัมผัสริมฝีปากลูก ลูกจะจิบน้ำนมแม่เข้าปากเอง อย่าเทน้ำนมเข้าปากลูกเพราะลูกอาจสำลักได้
4. ให้เวลาลูกได้พักเป็นระยะ
เทคนิคการบีบน้ำนม
1. ระวังเรื่องความสะอาด ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเสมอ
2. หามุมสงบ ผ่อนคลาย จะช่วยเพิ่มการหลั่งของน้ำนม
3. นวดเต้านมเป็นวงกลมไปรอบๆ ตามด้วยการบีบเบาๆ เริ่มจากบริเวณขอบนอกของเต้านมมายังบริเวณหัวนมแม่อาจประคบเต้านมด้วยผ้าชุบน้ำร้อน 3-5 นาที ก่อนนวดเต้านม จะทำให้น้ำนมไหลดีขึ้น
4. กระตุ้นหัวนมเบาๆ โดยการใช้นิ้วดึงหรือคลึงหัวนม
5. บีบน้ำนมออก โดยใช้นิ้วหัวแม่มือวางบนลานหัวนมด้านบน ส่วนนิ้วที่เหลือวางด้านตรงข้าม กดเข้าหาทรวงอกก่อนแล้วค่อยๆ บีบนิ้วเข้าหากัน น้ำนมแม่จะไหลออกมา
6. ทำซ้ำใหม่ กด-บีบ-ปล่อย เป็นจังหวะไปรอบๆ โดยย้ายตำแหน่งที่วางนิ้วไปบริเวณรอบเต้านม เพื่อให้น้ำนมไหลออกจากกระเปาะน้ำนมทุกอัน
7. เก็บใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ทำความสะอาดภาชนะสำหรับใส่น้ำนมให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้
8. เมื่อบีบน้ำนมเสร็จแล้ว ให้ใช้น้ำนม 2-3 หยด ป้ายหัวนมแต่ละข้าง ปล่อยให้แห้งแล้วจึงใส่ยกทรง
เต้านมคัดมากจะช่วยอย่างไร
อาการของเต้านมคัด คือ ภาวะมีน้ำนมเต็มเต้ามากเกิน จนระบายออกได้ยาก ทำให้เต้านมเกิดเป็นก้อนแข็ง เสียความยืดหยุ่น เจ็บ คัด ร้อน ผิวแดงเป็นมัน แม่อาจมีไข้ต่ำๆ มักไม่เกิน 38.5 และไม่นานเกิน 24 ชั่วโมง ควรปฏิบัติดังนี้
1. ประคบน้ำอุ่นจัดอย่างน้อย 10 นาที เพื่อลดอาการปวด คัด ตึง
2. บีบน้ำนมออก จนลานหัวนมนิ่มด้วยมือหรือใช้ Electric breast pump และให้ลูกดูด
3. ให้ลูกดูดนมบ่อยๆ ดูดถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ
4. นอนพัก เพื่อเป็นการคลายเครียด
5. ให้ยา Paracetamol ลดอาการคัดเจ็บได้ (ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา)
8 วิธีป้องกันเต้านมอักเสบ
1. 3 ด จงจำไว้ ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี ช่วยไม่ให้เต้านมอักเสบได้ค่ะ
2. ใส่เสื้อชั้นในที่ไม่คับจนเกินไป ขอบไม่ควรแข็ง เพราะการอึดอัดทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวกเป็นบ่อเกิดการอุดตัน
3. ไม่ควรใช้เครื่องปั๊มนมที่มีความแรงเกินไป เพราะจะทำให้หัวนมชาและแตกเป็นแผล (ถ้ามีอาการแตกให้หยุดใช้ทันที รักษาให้หายแล้วค่อยกลับมาใช้ใหม่)
4. ให้ลูกดูดทั้งลานนม การดูดนมถูกวิธีช่วยลดอาการอักเสบจากนมคัดได้
5. ควรหลีกเลี่ยงการถูสบู่บริเวณลานนม เพราะจะทำให้ผิวแห้ง
6. ถ้าใช้ผ้าซับน้ำนมควรเปลี่ยนให้บ่อย กันการติดเชื้อที่เต้า
7. ระหว่างให้นมลูก ใช้นิ้วนวดคลึงเบาๆ บริเวณที่มีก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน
8. การใช้น้ำอุ่นประคบเวลาที่เกิดการอุดตัน ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ได้ผล
7 วิธีลดอาการเจ็บหัวนม-หัวนมแตก
1. ให้ลูกดูดนมแม่ในท่าที่ถูกต้อง จมูก แก้ม และคางของลูกควรสัมผัสกับเต้านม ริมฝีปากของลูกควรแบะออกเหมือนปลา
2. ถ้าเต้านมของคุณแม่คัด ให้บีบน้ำนมออกมานิดหน่อย เพื่อให้เต้านมนิ่มขึ้น
3. เริ่มให้ลูกดูดนมจากข้างที่เจ็บน้อยที่สุดก่อน ถ้าทั้งสองข้างเจ็บเหมือนกัน ให้เอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบและนวดเต้านมเบาๆ เพื่อให้น้ำนมเริ่มไหลออกมา
4. ถ้าจำเป็นต้องให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้นทุก 1-2 ชั่วโมง ควรลดเวลาที่จะดูดให้สั้นลงเหลือประมาณ 10-15 นาทีหรือจนกว่าเต้านมจะนิ่ม
5. อุ้มลูกให้กระชับกับหน้าอกเพื่อไม่ให้ลูกดึงหัวนม และอย่าลืมลดแรงดูดของลูกออกก่อนที่จะเอาหัวนมออกจากปากลูก
6. ไม่ต้องล้างหัวนมก่อนให้ลูกดูดนม เพราะการล้างด้วยน้ำเปล่าบ่อยๆ สามารถทำให้ผิวแห้งได้
7. หลังการให้นมลูกทุกครั้ง บีบน้ำนมเหลืองหรือน้ำนมแม่ทาบนลานนมและหัวนมทั้งสองข้างหลังการให้นมลูกทุกครั้ง แต่ถ้าอยากให้ผิวชุ่มชื้น คุณแม่อาจใช้ลาโนลินเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว อย่าใช้สบู่ ครีม หรือน้ำมัน
หากมีอาการรุนแรงอย่างหัวนมแตกหรือมีเลือดไหลออกควรปรึกษาสูติแพทย์ ผดุงครรภ์ พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอรับคำแนะนำที่ถูกต้อง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องให้ลูกดูดนมต่อหรือบางครั้งต้องรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อระงับการอักเสบติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เพียงแค่ช่วง 3-4 วันเท่านั้น แล้วทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติเหมือนเดิม ไม่ต้องกังวล
นมแม่ป้องกันภูมิแพ้
ปัจจุบันนี้ เราพบว่าเด็กในเมืองใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวด้วยแล้ว โอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ก็ยังเพิ่มมากขึ้น เช่น ถ้าแม่หรือพ่อเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 30% ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้โอกาสเกิดโรคนั้นจะเพิ่มขึ้นถึง 60-70%
แม้กรรมพันธุ์จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ แต่การที่ทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวในระยะ 6 เดือนแรกนั้น สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิทั้งที่ ผิวหนัง แห้อาหาร และโรคหอบหืด ได้อย่างชัดเจนในช่วงอายุ 2 ปีแรก และยังส่งผลช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ ถ้าเป็นโรคเหล่านี้ในตอนโต โดยทั่วไปทารกที่กินนมผสมมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่กินนมแม่ 2-7 เท่า ทารกอายุ 6 เดือนแรก มีข้อจำกัดในการย่อยสลายโปรตีนแปลกปลอม
- เยื่อบุทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรงและยังมีช่องว่างระหว่างเซลล์กว้างกว่าปกติ
- น้ำย่อยอาหารยังไม่เพียงพอ
- สารภูมิคุ้มกันที่จะคอยดักจับของแปลกปลอม ยังมีไม่พอ
ดังนั้นถ้าได้รับโปรตีนแปลกปลอม เช่น นมผสม หรืออาหารอื่นๆ โปรตีนเหล่านี้จึงมีโอกาสยังอยู่ในสภาพโมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะย่อยได้ไม่เต็มที่ หลุดลอดไป กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันคอยดักจับและเยื่อบุทางเดินอาหารที่อยู่กันอย่างหลวมๆ โปรตีนในน้ำนมแม่นั้น เป็นโปรตีนของคน จึงไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้
ในปัจจุบันนมผสมดัดแปลงพิเศษบางยี่ห้อใช้การโฆษณาที่สื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ทำให้พ่อแม่พากันลงทุนซื้อนมประเภทนี้ให้ลูก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนมแม่นั้นเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคภูมิแพ้
สำหรับคุณแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเป็นภูมิแพ้ควรปฏิบัติ ดังนี้
1. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
2. ถ้าลูกมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นคัน ในช่วงที่ให้นมลูก แม่ควรหลีกเลี่ยงกินอาหารที่แพ้ง่าย เช่น ไข่ นมวัว ถั่วลิสง
3. เริ่มให้อาหารอื่นเสริมแก่ลูกหลังอายุ 6 เดือน โดยเริ่มจากอาหารที่มีโอกาสก่อภูมิแพ้น้อยก่อน เช่น ข้าวบด กล้วยครูด ฟักทอง เนื้อไก่ ไข่แดง
4. ถ้าครอบครัวมีกรรมพันธุ์เป็นโรคภูมิแพ้ ควรชะลออาหารแพ้ง่าย เช่น ไข่ขาว ถั่ว ปลา โดยพิจารณาให้อย่างน้อยหลังลูกอายุ 1 ปี
5. ป้องกันลูกจากสิ่งแวดล้อมที่แพ้ง่าย เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนแมว ขนสุนัข ฯลฯ
อาหารเพิ่มน้ำนมแม่
หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าทำไมต้องบอกกล่าวเรื่องนมแม่บ่อยๆ นั่นเป็นเพราะนมแม่เป็นอาหารมหัศจรรย์สำหรับลูกน้อยจริงๆ การย้ำเตือนบ่อยๆ เพื่อให้คุณแม่ทุกท่านมีกำลังใจ และมีการเตรียมพร้อมในการให้นมแม่แก่ลูกน้อยอย่างเต็มที่ และสามารถให้นมได้นานที่สุด ในเมื่อนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก และนมแม่ก็กลั่นมาจากเลือดในร่างกายแม่ ดังนั้น อาหารที่แม่รับประทานเข้าไปย่อมแปรเปลี่ยนเป็นน้ำนม เราจึงต้องให้ความสำคัญกับอาหารสำหรับคุณแม่กันอย่างเต็มที่ก่อนอื่นเรามารู้จักกระบวนสร้างน้ำนมกันก่อนค่ะ
เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ได้ 8 สัปดาห์ เต้านมจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคือ ที่ลานหัวนมจะใหญ่และสีเข้มขึ้น หัวจมจะใหญ่และสีเข้มขึ้น หัวนมอาจจะตั้งขึ้น เต้านมจะแข็งและตึง จากนั้นจะค่อยๆ ขยายขนาดออก ซึ่งเต้านมใหญ่หรือเล็กนั้นขึ้นอยู่กับไขมันในเต้านม ฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวกับการมีน้ำนมว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนต่อมน้ำนมภายในเต้านมมากกว่า
เมื่อตั้งครรภ์ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนครบกำหนดการคลอดฮอร์โมนโปรแลคติคจะมีระดับสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เป็นตัวการสำคัญในการผลิตน้ำนม แต่ไม่เกี่ยวกับการไหลของน้ำนม ซึ่งน้ำนมจะไหลออกมาได้ดีต้องมีขึ้นร่วมกับการดูดของลูกน้อย ซึ่งเราจะเรียกว่า Reflex 5 อย่าง
Reflex 3 อย่างจากลูก
1. ลูกอ้าหาหัวนม (searching)
2. ลูกดูด (sucking)
3. ลูกกลืนน้ำนม (swollowing)
Reflex 2 อย่างจากแม่
4. prolactin reflex (เป็น reflex จากร่างกาย) ยิ่งลูกดูดมากร่างกายจะหลั่งโปรแลคตินมาก ทำให้มีการผลิตน้ำนมมากขึ้น
5. Oxytocin reflex (เป็น reflex จากจิตใจแม่) ถ้าแม่มีอารมณ์ดีไม่เครียด จะยิ่งทำให้การไหลของน้ำนมเป็นไปด้วยดี
เมื่อลูกดูดนมจากเต้าแม่จะเกิดผล ดังนี้
1. ทำให้ร่างกายหลั่งโปรแลคตินเพิ่มขึ้น
2. มีการหลั่งออกซิโตซินจากต่อมพิทูอิทารี ซึ่งมีผลทำให้น้ำนมเคลื่อนที่จากถุงน้ำนมมายังท่อน้ำนมแล้วมาที่ลานหัวนม จากนั้นน้ำนมก็จะไหลเข้าปากลูก และฮอร์โมนนี้ทำให้มดลูกหดตัว ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วอีกทางหนึ่งด้วย
ดังนั้น ยิ่งให้ลูกดูดนมแม่มากเพียงพอต่อความต้องการของลูกเท่าไหร่ น้ำนมแม่ก็จะถูกผลิตออกมาเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอต่อความต้องการของลูก ทั้งนี้คุณแม่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยน์รวมถึงการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง ไม่มีความเครียด เพื่อส่งเสริมการหลั่งน้ำนมให้ดียิ่งขึ้น
อาหารที่เชื่อว่ามีสรรพคุณในการเพิ่มน้ำนมนั้นเป็นอาหารที่มีรสร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกาย
อบอุ่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้น้ำนมมากขึ้นตาม เช่น หัวปลี, ใบกระเพรา, กุยช่าย, กานพลู, มะละกอสุก, ขิง, ใบแมงลัก
พืชผักชนิดต่างๆ ที่กล่าวมา สังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่า พืชผักที่คนโบราณบอกให้รับประทานเพื่อเรียกน้ำนมนั้น ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ให้ความร้อนแก่ร่างกาย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ช่วยขับลมในกระเพาะช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปได้อย่างปกติ และประกอบไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอาฟอรัส แต่คุณแม่ก็ต้องรับประทานอาหารชนิดต่างๆ ให้ครบทุกหมวดหมู่ รวมถึงผลไม้ เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานให้เป็นปกติ
ส่วนการดื่มน้ำอุ่น ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ให้นมลูกทุกท่านต้องหมั่นดื่มบ่อยๆ ทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงต้นของการให้นมลูก เป็นการเรียกน้ำนมได้ดีอีกทางหนึ่ง และที่ต้องย้ำอีกครั้งคือ ต้องให้ลูกดูดนมจากอกคุณแม่อย่างสม่ำเสมอ และพอเพียงตามที่ลูกต้องการ ถ้าเกิดอาการคัด หัวนมแข็ง ก็ต้องบีบให้น้ำนมไหลออกบ้าง ก่อนให้ลูกดูดไม่เช่นนั้นลูกดูดไม่ออก พาลจะไม่ยอมดูดนมแม่ในครั้งๆ ต่อไป
แหล่งของโปรตีนสำคัญ
ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว โปรตีนในนมแม่จะมีปริมาณต่ำกว่านมผสม (นมกระป๋อง) อย่าเพิ่งตกใจไป นั่นก็เพราะสำหรับนมแม่แล้วจะมีโปรตีนที่ลูกต้องการอยู่ครบถ้วน และสามารถย่อยง่ายทั้งดูดซึมได้ดี ต่างจากนมกระป๋องซึ่งต้องมีปริมาณของโปรตีน (และสารอาหารอื่นๆ) เยอะเพราะย่อยได้มากกว่า และลูกดูดซึมไปใช้ได้ไม่ดีเท่านมแม่ ก็เลยต้องมีโปรตีนอยู่เยอะๆ เผื่อเอาไว้ มาดูโปรตีนตัวสำคัญที่มีในน้ำนมแม่
อัลฟ่า-แลคตัลบูมิน เป็นโปรตีนที่พบมากเลยบในน้ำนมแม่ช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตได้ดีและไม่ทำให้ลูกรักเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย ต่างจากโปรตีนในนมผสม (นมวัว) ชื่อ เบต้า-เลคตัลบูมิน ที่หากลูกรับประทานเข้าไป อาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ง่าย
taurine (ทอรีน) ที่มีอยู่แล้วในน้ำนมแม่ช่วยบำรุงสมองลูกและยังช่วยพัฒนาเรื่องการมองเห็นได้ดีอีกด้วย
lactoferrin (แลคโตเฟอรร์ริน) โปรตีนที่ย่อยได้ง่ายกว่าโปรตีนในนมผสม ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร และยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถจับกับธาตุเหล็กในลำไส้ได้ ทำให้แบคทีเรียซึ่งต้องใช้โมเลกุลของธาตุเหล็กอิสระช่วยในการเจริญเติบโตต่อได้จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อในลูกได้
วัคซีนหยดแรก ลูกเกิดมาใหม่ๆ ยังสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ไม่ดี เลยยังไม่ค่อยมีภูมิต้านทานเชื้อโรคมากเท่าผู้ใหญ่ แต่ลูกยังสามารถรับภูมิต้านทานโรคได้จากนมแม่ ถ้าแม่เคยไม่สบายเป็นโรคใดมาก่อนล่ะก็ ร่างกายของคุณแม่ก็จะสร้างภูมิป้องกันเชื้อโรคชนิดนั้นๆ ไว้ด้วย และภูมิคุ้มกันนั้นก็สามารถส่งผ่านให้ลูกรักได้ทางนมแม่
โคลอสตรัม คือน้ำนมใสสีเหลือง ซึ่งอยู่ในน้ำนมแม่ ในระยะแรกๆ หรือจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าหัวน้ำนมนั่นเอง โคลอสตรัมจะมีภูมิคุ้มกันสูง และยังช่วยระบายขี้เทา ทำให้ลูกหายตัวเหลืองเร็วด้วย
DHA หรือ Docosahexaenioc Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 ส่วนประกอบชิ้นสำคัญของไขมันในสมอง ซึ่งลูกรักจะได้โดยตรงจากคุณแม่นั่นเอง
ไลโซไซม์ (Lysozyme) ในน้ำนมแม่จะมีไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ย่อยสลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื้อตาย และไลโซไซม์นี้มีน้ำนมแม่มากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่าเชียว แถมยังไม่สามารถเติมลงในนมกระป๋องได้ เพราะเอนไซม์ต่างๆ จะถูกทำลายด้วยความร้อนในขั้นตอนที่นำนมผสมไปฆ่าเชื้อก่อนบรรจุกระป๋อง
สารช่วยป้องกันแบคทีเรีย ในน้ำนมแม่มี Bifidus Growth Factor หรือสารที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อแล็กโตบาซิลลัส (ซึ่งไม่มีในน้ำนมวัว) และเจ้าเชื้อแล็กโตบาซิลลัสนี้จะช่วยให้เกิดกรดอินทรีย์ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียอื่นๆ ทั้งหลายอยู่ไม่ได้ (นั่นเป็นเพราะแบคทีเรียที่เป็นอันตรายกับร่างกายเราหลายชนิดแพ้สภาพความเป็นกรด
นอกจากนี้แล็กโตสในน้ำนมแม่เองก็ยังเปลี่ยนเป็นกรดแล็กติกไปช่วยให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดจนแบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกแรงหนึ่งด้วย แต่หากลูกน้อยเรารับประทานนมผสมแทนล่ะก็ จะทำให้ในลำไส้มีสภาพเป็นด่าง ซึ่งเป็นตัวกลางอย่างดีในการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอุจจาระร่วง ทำให้ลูกมีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างเช่น ท้องอืด ท้องเสีย แถมอุจจาระของลูกยังมีกลิ่นรุนแรงกว่าได้นมแม่อีก มากประโยชน์มากคุณค่าจริงๆ แถมยังได้มาฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อให้เปลืองเงินอีกต่างหาก แล้วอย่างนี้จะอดใจไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไร
วิธีให้ลูกยอมดูดนมแม่จากขวด
เมื่อคุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ก็จำเป็นต้องให้ลูกกิน นมแม่ด้วยวิธีอื่น แทนการดูดจากอก การให้ลูกดูดนมแม่ที่ปั๊มออกมาจากขวดเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด แต่เมื่อลูกดูดนมแม่มานานจนชินแล้ว การให้ดูดนมจากขวดก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัวน้อยจะยอมง่ายๆ เป็นปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องกลุ้มใจกันอย่างหนักทีเดียวถ้าคุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ให้ลองวิธีต่างๆ ต่อไปนี้
- อย่าให้ลูกดูดนมแม่จากขวดตอนที่ลูกร้องหิวจัดๆ เพราะแกจะโมโหและหงุดหงิดจนไม่ยอมกิน ให้ก่อนสัก 15 นาทีก่อนที่จะถึงเวลาที่เคยดูดนมแม่เป็นปกติ หรือขณะที่กำลังหลับๆ อยู่ใกล้จะตื่น (สังเกตจากการขยับตัว ขยับปากจุ๊บๆ จั๊บๆ เหมือนจะตื่น)
- ให้ผู้อื่นเป็นคนป้อน คุณแม่ควรจะหลบไปห่างๆ (ไม่ต้องยืนลุ้นอยู่ใกล้ๆ ถึงลูกมองไม่เห็น แต่ก็ได้กลิ่นแม่ เพราะเด็กมีสัญชาตญาณค่ะ) ไม่งั้นลูกจะไม่ยอมกิน
- ลองเปลี่ยนท่าอุ้ม ที่ไม่ใช่ท่าอุ้มที่เหมือนแม่อุ้มดูดนมเพราะเด็กบางคนจะจำและเรียนรู้ว่า ถ้าอุ้มท่านี้จะต้องได้ดูดจากอกแม่ อาจจะให้นอนในเปล หรือที่นอนแทนขณะที่ป้อน
- เด็กบางคนก็ชอบให้มีการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ ลองนั่งเก้าอี้โยก หรือแกว่งชิงช้าขณะที่ป้อน
- ลองเปลี่ยนจุกนมหลายๆ แบบ เลือกอันที่นิ่มๆ และมีความยืดหยุ่นมากๆ คล้ายหัวนมแม่
- อย่าให้จุกนมเย็นเกินไป ถ้าเอาออกมาจากตู้เย็น ให้แช่น้ำอุ่นก่อน
- ในครั้งแรก ลูกอาจจะดูดได้ไม่มาก ค่อยๆ ลองทุกวัน เมื่อชินก็จะดูดได้มากขึ้น
ในบางครั้ง ถ้าหยุดให้นมขวดหลายๆ วัน เช่น ช่วงวันหยุดยาวๆ ที่แม่ให้ดูดทุกมื้อ เมื่อแม่กลับไปทำงาน ลูกก็อาจไม่ยอมดูดอีก ก็ต้องค่อยๆ เริ่มใหม่ ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาลักษณะนี้ ช่วงวันหยุดยาวๆ คุณแม่อาจจะให้ขวดบ้างในบางมื้อ
ถ้าลองทุกวิธีแล้ว ยังไม่เป็นผล ก็ลองป้อนด้วยช้อนหรือแก้วดู
(update 11 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.169 August 2007]
|