ความฉลาดของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการค่ะ อย่างแรกคือ กรรมพันธุ์ อย่างที่สองคือ สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู ซึ่งแน่นอนค่ะว่า อย่างแรกเราคงไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ แต่ปัจจัยอย่างหลัง คุณแม่สามารถเริ่มสร้างให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดค่ะ นั่นก็คือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
นมแม่ เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาสมองเด็กแต่จะฉลาดขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพ หรือพันธุกรรมที่ติดตัวเด็กแต่ละคนมาด้วย การกินนมแม่จะช่วยให้สมองของเด็กทารกพัฒนาไปได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็นค่ะ
3 ปัจจัยหลักช่วยพัฒนาสมองลูกให้เติบโตเต็มที่
1. สารอาหารที่มีอยู่ในนมแม่
เป็นสารอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง ซึ่งมีหลายชนิด สารอาหารบางตัวในนมผสมไม่มี หรือมีก็ในปริมาณที่น้อยกว่าในนมแม่ค่ะ
สารอาหารสำคัญที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาสมองของลูกได้แก่
- DHA (Docosahexaenoic Acid) และ AA (Arsachidonic Acid) เป็นกรดไขมันในตระกูลโอเมก้า 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง และประสาทตาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองและระบบทำงานของสายตา โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 2 ปี เนื่องจากสมองของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยพัฒนาได้มากกว่า 80% ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่
- ดังนั้นในเด็กเล็กจึงต้องการดีเอชเอในปริมาณมากและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับอย่างเพียงพอ เพื่อไปใช้ในการพัฒนาสมองและสายตาอย่างเต็มที่ ซึ่งในนมแม่จะมีดีเอชเอ และเอเอ สูงกว่าในนมวัวค่ะ
- แลคโตส (Lactose) คือน้ำตาลที่มีอยู่ในนมแม่แบ่งออกเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ชนิดคือ กลูโคส และ กาแลคโตส
- กลูโคส เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสมอง ส่วนกาแลคโตสเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อประสาทซึ่งในนมแม่มีส่วนประกอบของแลคโตสมากกว่าน้ำนมของสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้นแลคโตสจึงเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับสมองที่กำลังเจริญเติบโตค่ะ
- ทอรีน (Tuarine) เป็นกรดอะมิโนที่พบมากที่สุดในนมแม่ ที่จำเป็นสำหรับทารกแรกเกิด เพราะช่วยในเรื่องของการทำงานของสมองและจอประสาทตา และช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาท ช่วยฟื้นฟูจอประสาทตาโดยเฉพาะเด็กแรกเกิดทอรีน มีความจำเป็นมาก เพราะช่วยในการสร้างสมอง ซึ่งถ้าเจ้าตัวเล็กขาดทอรีนจะส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็ว
- คาร์นิทีน (Carnitine) เป็นสารไนโตรเจนที่มีอยู่ในนมแม่ค่ะ ทำหน้าที่ดึงเอาไขมันจากสมองไปใช้ในเวลาที่สมองต้องการพลังงานมากๆ ยิ่งในเด็กเล็กที่สมองทุกส่วนกำลังพัฒนา จึงใช้พลังงานมาก ซึ่งสารคาร์นิทีนนี้จะมีอยู่ในนมแม่เท่านั้น ทารกไม่สามารถสร้างเองได้
- ธาตุเหล็ก จะช่วยเสริมสร้างสารสื่อนำปร (neurotransmitter) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งกระแสประสาท จากเซลล์ประสาทตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง แล้วยังช่วยสร้างแผ่นไขมัน (myelin) ที่ช่วยหุ้มปลายประสาทและเส้นประสาท
- น้ำนมแม่มีธาตุเหล็กไม่สูงถ้าเทียบกับอาหารอื่นๆ แต่พิเศษตรงที่ธาตุเหล็กในนมแม่สามารถถูกดูดซึมได้ดีกว่าอาหารอื่น ถ้าเจ้าตัวเล็กได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเต็มลำไส้ของลูกจะดูดซึมธาตุเหล็กได้ถึงร้อยละ 50 แต่ถ้าให้อาหารอื่นร่วมกับการให้นมแม่การดูดซึมจะลดลงค่ะ
2. ลักษณะการกินนมแม่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความพิเศษตรงที่ ไม่ใช่ใครก็ให้ได้ ต้องเป็นคุณแม่เท่านั้นค่ะ เวลาที่คุณแม่อุ้มลูกกินนมจะมีความใกล้ชิดกัน แม่จะโอบกอดลูก มองตากัน พูดคุยกัน ซึ่งนอกจากลูกจะได้กินนมแม่ ลูกน้อยจะได้รับการกระตุ้นประสาทสัมผัสในทุกๆ ส่วน ซึ่งเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูก เช่น
พัฒนาการด้านการมองเห็น ลูกจะได้มองเห็นหน้าคุณแม่เห็นอากัปกิริยา เห็นรอยยิ้มของแม่
พัฒนาการด้านการได้ยิน เมื่อลูกใกล้ชิดแม่ ลูกจะได้ยินเสียงหัวใจของแม่ และได้ยินเสียงพูดคุยในขณะที่กำลังให้นม
พัฒนาการด้านการสัมผัส จาการโอบกอดของแม่การสัมผัสลูบไล้เนื้อตัวลูกในระหว่างที่ให้นม ซึ่งสัมผัสของแม่ช่วยให้เซลล์ประสาทของลูกเจริญเติบโตเร็วขึ้นและมีการเชื่อมโยงกันระหว่างปลายประสาทได้ไวขึ้น
พัฒนาการกิน เด็กที่ได้กินนมแม่ รสชาติของน้ำนมจะไม่เหมือนกันในแต่ละวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่กินเข้าไป เมื่อคุณแม่กินอาหารหลากหลายลูกก็จะได้รับรสชาติที่หลากหลายด้วย โตขึ้นก็จะเป็นเด็กกินง่ายค่ะ
ที่กล่าวมานี้จะมีส่วนสำคัญให้เส้นใยสมองของลูกได้รับการกระตุ้น และตลอดเวลาที่กินนมแม่ก็ทำให้สมองเติบโตได้ดีขึ้นค่ะ
3. อารมณ์และจิตใจของลูกกับแม่
ขณะที่คุณแม่ให้นมลูก ความรู้สึกของคุณจะส่งผ่านถึงเจ้าตัวเล็กได้ค่ะ ถ้าขณะให้นมคุณแม่อารมณ์ดี พูดคุยหยอกล้อเล่นกับลูก เด็กจะซึมซับ และมีอารมณ์ดีตามคุณแม่ไปด้วย ซึ่งส่งผลถึงสมอง พัฒนาการของลูกก็จะดีไปด้วยเช่นกัน และถ้าคุณลองสังเกตดูเวลาที่คุณแม่ไม่เครียด อารมณ์ดี น้ำนมจะไหลดีตามไปด้วย เจ้าตัวเล็กก็จะดูดง่าย เพราะน้ำนมไหลตลอด ลูกก็ได้รับน้ำนมเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องพึ่งนมผสมเลยล่ะค่ะ
หากคุณแม่ทำได้ทั้ง 3 ข้อนี้ รับรองเลยว่าสมองลูกจะพัฒนาอย่าเต็มที่ตามศักยภาพที่เขามีแน่นอนค่ะ
(update 4 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]
|