เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ใช้ยาอย่างไร


คำถาม : หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา… ควรทำอย่างไรดี ?


น้ำนมแม่…ดีที่สุด

น้ำนมแม่เป็นอาหารที่วิเศษสุดที่คุณแม่มอบแด่ลูกน้อยของตน

น้ำนมจากอกแม่นี้เป็นผลผลิตจากความรักและความทะนุถนอมที่กลั่นมาจากดวงใจของความเป็นแม่ เพื่อสร้างน้ำนมเลี้ยงดูลูกตัวน้อยๆ เป็นน้ำนมที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคร้าย แถมอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหารนานาชนิดที่เพียบพร้อมสำหรับการเจริญเติบโตของมนุษย์ มีภูมิต้านทานโรคจากแม่ จึงมีผลให้เกิดสุขภาพที่ดีแก่ลูกน้อย ช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรง และมีโอกาสติดเชื้อโรคต่ำกว่าการใช้นมผง และไม่มีการแพ้นมเหมือนการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวอีกด้วยการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ซึ่งเป็นน้ำนมที่ “สะอาดบริสุทธิ์ และสมบูรณ์” จึงช่วยให้คุณแม่ประหยัด สะดวกและรวดเร็วทันใจ เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเงินในการซื้อหามา ไม่ต้องเตรียมขวดนมหลายๆ ใบ หลายๆ ขนาดและไม่ต้องเสียเวลาในการเตรียมหรือชงนม เมื่อใดที่ลูกต้องการหรือหิวนม แม่ก็สามารถตอบสนองความต้องการด้วยการป้อนนมให้กับลูกได้ทันที

นอกจากนี้ ขณะที่ลูกดูดนมจากเต้าของนมแม่นี้จะมีผลกระตุ้นพัฒนาการของฟันและขากรรไกรของลูกที่ดีกว่าการดูดนมขวด อีกทั้งลูกยังสามารถควบคุมการไหลของนมด้วยการหยุดดูดนมแม่ได้ทันทีเมื่อต้องการ


น้ำนม…สายสัมพันธ์แม่-ลูก

การที่ลูกดูดน้ำนมแม่ยังส่งผลด้านจิตใจ เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างแม่กับลูกรักของตน เกิดการสัมผัสอย่างทะนุถนอมลูกรักไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่น เกิดสายสัมพันธ์อันแนบแน่นและปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลย้อนกลับมาเกิดประโยชน์กับแม่อีกทอดหนึ่งด้วย

การที่ลูกดูดน้ำนมแม่จะช่วยกระชับมดลูกของคุณแม่ (มดลูกเคยขยายตัวขณะตั้งครรภ์) ให้มีขนาดเล็กลงมาเป็นปกติได้ดีขึ้น หรือที่คนโบราณว่า “มดลูกเข้าอู่เร็ว” ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูดนมของลูกจากเต้านมของแม่ทั้งยังช่วยลดน้ำหนัก ทำให้คุณแม่มีหุ่นดีขึ้น และเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติที่ดีอีกด้วย


ยากับน้ำนมของแม่

เมื่อใดก็ตามที่แม่ใช้ยา ยาเกือบทุกชนิดที่แม่ใช้มักจะปะปนมากับน้ำนมของแม่ที่ใช้เลี้ยงลูกทุกครั้ง โดยยาที่แม่รับเข้าไปในร่างกาย จะเดินทางผ่านหลอดเลือดในตัวแม่ และกระจายไปทั่วร่างกาย เพื่อออกฤทธิ์ให้ผลการรักษากับคุณแม่ ซึ่งบางส่วนจะขับออกมาที่น้ำนมด้วย ถ้าลูกรักดูดน้ำนมแม่ก็จะได้รับยาที่อยู่ในน้ำนมนี้ด้วย แต่มีปริมาณที่เจือจาง และส่วนใหญ่ปลอดภัยสำหรับลูกรัก ยกเว้นยาบางชนิดที่มีอันตรายและห้ามใช้ในหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ซึ่งจะกล่าวต่อไป

ยาที่แม่ใช้ขนาดปกติเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของคน จะหลงเหลือปะปนอยู่ในน้ำนมปริมาณที่น้อย จึงค่อนข้างปลอดภัยสำหรับลูกที่ดูดนมแม่ ทั้งนี้เพราะยาที่มีอยู่ในน้ำนมของแม่มีปริมาณที่ค่อนข้างเจือจางแล้วและเมื่อลูกดูดน้ำนม (ที่มีปริมาณยาที่เจือจางนี้) เข้าไปในทางเดินอาหารก็จะผ่านกระบวนการดูดซึมของลูกน้อยเข้าหลอดเลือดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะกระจายไปทั่วร่างกายของลูก ทำให้ปริมาณยาจากน้ำนมของแม่ถูกเจือจางให้มีความเข็มข้นลดน้อยลงอีกครั้ง ยิ่งถ้ายาบางชนิดเป็นยาที่ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร หรือไม่ถูกดูดซึมในทางเดินอาหาร หรือถูกทำลายโดยตับ ก็จะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของยาในหลอดเลือดของลูกที่ดื่มน้ำนมแม่มีความเจือจางยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งไม่มีผลต่อลูก

การที่ยาจะส่งผลต่อลูกที่ถูกเลี้ยงด้วยน้ำนมแม่ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักคือ ชนิดของยา ลูก และการปฏิบัติของแม่


ชนิดของยา

คุณสมบัติเฉพาะของยาแต่ละชนิดส่งผลถึงลูกที่ดื่มน้ำนมแม่

ถ้ายาชนิดใดที่ซึมผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ปริมาณมากๆ ก็จะส่งผลเสียต่อเด็กได้ ตัวอย่างคุณสมบัติของยาที่ซึมเข้าสู่น้ำนมได้ดี เช่น การละลายในไขมันของยา น้ำหนักโมเลกุลของยา ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ การจับตัวของยากับโปรตีนในเลือด เป็นต้น

พบว่า ยาที่มีคุณสมบัติละลายในไขมันได้ดี มีขนาดของน้ำหนักโมเลกุลน้อยๆ มีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์นานๆ และมีการจับตัวของยากับโปรตีนในเลือดที่ต่ำ จะทำให้ยาชนิดนั้นซึมผ่านเข้าไปอยู่ในน้ำนมแม่ได้ในปริมาณมากขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อลูกได้มากขึ้นเช่นกัน


ลูก

ปริมาณน้ำนมที่ลูกดูดจากแม่ การแพ้ยาของลูกและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของลูก เช่น ถ้าลูกดูดน้ำนมแม่ปริมาณมากก็จะได้รับยาเพิ่มขึ้นด้วย หรือถ้าลูกแพ้ยาที่แม่กินและยาปะปนในน้ำนมก็อาจเกิดอาการแพ้ยานี้ได้โดยการที่ทารกไม่ได้กินยาชนิดนี้ แต่ได้ยานี้ผ่านทางน้ำนมของคุณแม่ เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของแม่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นตัวกลางคอยเชื่อมโยงระหว่างยาและถ่ายทอดสู่ลูกทางน้ำนมแม่

ดังนั้น ขณะที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ถ้าไม่จำเป็นคุณแม่ก็ไม่ควรใช้ยา เพราะยาอาจส่งผลผ่านทางน้ำนมที่ลูกดูดได้ “แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง” ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยทั้งแม่และลูก

กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ ก็มีคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอันตรายของยาแก่ลูกน้อยให้ลดน้อยลงที่สุด ดังนี้
  • แม่ที่ให้นมลูกควรเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็น
  • ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
  • ควรเลือกใช้ยาเฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอกแทนการใช้ยากินหรือยาฉีด
  • ควรเลือกยาที่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น
  • ควรใช้ยาทันทีหลังจากให้นมบุตร
  • ควรเลือกใช้ยาที่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าปลอดภัยสำหรับแม่และลูกรัก
ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะช่วยลดระดับปริมาณยาที่ลูกรับจากน้ำนมแม่ และลดระดับความเสี่ยงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของแม่และลูกรัก


ยาที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง

ชนิดของยาที่ปลอดภัยในหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเอง ได้แก่ ยาสามัญประจำบ้านที่มีติดไว้ทุกครัวเรือนอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น
  • ยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ตัวร้อน ได้แก่ พาราเซตามอล ไอบลูดพรเฟน โคเดอีน

  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ได้แก่ เพนิซิลลิน เซฟาโลสปอริน และอีริโทรมัยซิน

  • ยาต้านฮิสตามีน (ยาแก้แพ้) ได้แก่ คลอร์เฟนิรามีน

  • ยาแก้คัดจมูก ได้แก่ สูโดเอฟีดริน

  • ยาลดกรด อินซูริน กาเฟอีน คอร์ติโคสเตียรอยด์ ทีโอฟิลลีน เป็นต้น
ยาเหล่านี้เป็นยาที่ปลอดภัยกับหญิงที่ให้นมบุตรแต่ไม่ควรใช้อย่างพร้ำเพรื่อ และไม่จำเป็น ควรเลือกใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น


ยาที่ลูกและแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเองควรหลีกเลี่ยง

ยาที่แม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเองควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจมีอันตรายต่อเด็กที่ดูดนมแม่ได้ เช่น ยาต้านมะเร็ง คลอแรมเฟนิคอล แอสไพริน ยาที่ประกอบด้วยสารกัมมันตภาพรังสี ไอโอดีน ไดไพโรน เป็นต้น ยาประเภทนี้เป็นกลุ่มที่มีรายงานยืนยันแล้วว่า เป็นอันตรายต่อลูกรักที่ดื่มน้ำนมจากแม่ที่ใช้ยานี้ ซึ่งกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ ควรหยุดให้นมลูกชั่วคราว และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น.


(update 25 มิถุนายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 28 ฉบับที่ 338 เมษายน 2550]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600