Baby's Brain Booster


สมองของลูกเป็นสิ่งที่น่าพิศวงตั้งแต่ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวอยู่ในท้องแม่ เริ่มพัฒนาเป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุในครรภ์ 2 สัปดาห์เมื่อเซลล์แรกถือกำเนิด จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงหนึ่งแสนล้านเซลล์เมื่อถึงวันคลอด และยังจะเชื่อมต่อกันทุกเซลล์ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่จะบอก ยิ่งเซลล์สมองเชื่อมต่อกันมากเท่าไหร่ลูกก็ยิ่งเรียนรู้ได้ดีเท่านั้น แต่จะพัฒนาเป็นอัจฉริยะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่นั่นเองค่ะ


อัจฉริยภาพที่พ่อแม่สร้าง

หากถามว่า คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนอยากให้ลูกของตัวเองเก่งและเป็นอัจฉริยะ หลายคนคงแอบยกมือขึ้นในใจ แต่เมื่อตรงดูแล้ว หลายคนไม่กล้าคิดเพราะทึกทักเอาว่าความเป็นอัจฉริยะนั้นดูสูงส่งและเลิศเลอจนเอื้อมไม่ถึง ซึ่งที่จริงแล้วพ่อแม่ทุกคนสามารถสร้างความเป็นอัจฉริยะให้ลูกได้

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “อัจฉริยะ” ตามความหมายของ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนว่า อัจฉริยะของเราสามารถแบ่งได้เป็น 8 ด้าน ได้แก่
1. ปัญญาด้านภาษา หมายถึง ความสามารถในการคิดเป็นภาษาพูดและการใช้ภาษาเพื่อแสดงออก และมีความชื่นชอบในความหมายที่สลับซับซ้อนของภาษา

2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านนี้ช่วยให้สามารถคิดตัวเลข ปริมาณ พิจารณาข้อสันนิษฐานและสมมติฐานต่างๆ และสามารถทำโจทก์คณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนได้

3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ ช่วยปลูกฝังความสามารถในการคิดเป็นสามมิติ (กว้าง ไกล และลึก) สามารถสร้างภาพเปลี่ยนภาพหรือปรับภาพได้ ทำให้สามารถพาตนเองและวัตถุต่างๆ ผ่านไปในระยะทางหรือที่ว่างได้ และสามารถสร้างหรือถอดรหัสหรือแปลความ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในรูปของงานขีดเขียน (งานกราฟฟิก) ได้

4. ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยให้การจับต้องหรือจัดการกับวัตถุและทักษะต่างๆ ทางกายภาพที่ละเอียดอ่อนได้

5. ปัญญาด้านดนตรี ช่วยให้มีความรู้สึกไวเกี่ยวกับเสียงสูงต่ำ ทำนองเพลง จังหวะดนตรี และน้ำเสียง

6. ปัญญาด้านรู้ผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี

7. ปัญญาด้านรู้ตนเอง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง หรือความสามารถในการสร้างและรับรู้ตนเองอย่างถูกต้อง และใช้ความรู้นี้ในการวางแผนและชี้นำชีวิตตนเอง

8. ปัญญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ หมายถึง ความสามารถในการสังเกตรูปแบบการเป็นอยู่ของธรรมชาติ สามารถกำหนดและจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ เข้าใจระบบที่เป็นธรรมชาติและระบบที่มนุษย์ทำขึ้น
ซึ่งการพัฒนาสมองลูกให้เกิดขึ้นตามอัจฉริยภาพนั้นๆ พ่อแม่สามารถเริ่มสร้างให้ลูกได้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นเวลาทองอันสำคัญในการพัฒนาสมองของลูกน้อยค่ะ


Brain's Fact

เมื่อแรกคลอดสมองของเด็กจะมีรูปร่างเหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายจากกรุงเทพฯ หรือไอน์สไตน์นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งระดับโลก น้ำหนักสมองจะอยู่ที่ประมาณ 2% ของน้ำหนักร่างกายและมีเซลล์สมองประมาณล้านล้านเซลล์ ซึ่งหลังคลอดจำนวนเซลล์สมอง (Neurone) ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะขยายตัวและเพิ่มสายใยประสาท (Dendrite) เพื่อเชื่อมระหว่างเซลล์ ยิ่งมีใยประสาทมากลูกจะยิ่งฉลาดและเรียนรู้ได้เร็ววึ่งใยประสาทมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการกระตุ้นต่างๆ เซลล์สมองจะเรียนรู้โดยรับข้อมูลที่เรารับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส ที่เราเรียกว่า Enrich Environment นั่นเอง

1. Smell - กลิ่น
ลูกสามารถจำกลิ่นของแม่ได้ตั้งแต่แรกเกิดโดยสมองส่วนความจำที่ชื่อว่าฮิบโปแคมปัสสมองรูปร่างคล้ายม้าน้ำนั้น อยู่ใกล้กับสมองมากที่สุด จึงมีความเชื่อที่ว่าสมองจะมีความจำดีไปด้วยเมื่อได้สูดกลิ่นที่คุ้นเคย แถมกลิ่นที่ดียังทำให้สมองผ่อนคลาย พร้อมรับการเรียนรู้ต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

กระตุ้นง่ายๆ
  • กลิ่นที่ลูกคุ้นเคยที่สุดคือกลิ่นของแม่ คุณแม่จึงไม่ควรใส่น้ำหอมที่มีกลิ่นฉุนจนเกินไปหรือเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมบ่อย จนลูกจำไม่ได้ถ้าให้ดีช่วงลูกอ่อนแบบนี้อย่าเพิ่งใส่ดีที่สุดเพราะลูกอาจแพ้ได้

  • บรรยากาศในห้องนอนของลูกควรมีกลิ่นสะอาดบริสุทธิ์ อย่าปล่อยให้มีกลิ่นของเสียหรืออากาศที่ไม่ดีเข้ามารบกวน
2. Hearing - การได้ยิน
ลูกสามารถจำเสียงแม่ได้แล้วตั้งแต่เมื่อเจ้าตัวเล็กลืมตาดูโลก สังเกตได้ง่ายๆ คือเวลาที่ลูกร้องสะอึกสะอื้นพอได้ยินเสียงแม่เห่กล่อม เอ่..เอ๊…ลูกก็จะสงบลง มีผลการวิจัยพบว่าดนตรีทำให้เส้นใยประสาทแตกแขนงมากขึ้น

กระตุ้นง่ายๆ
  • เริ่มตั้งแต่เพลงกล่อมที่ร้องให้ลูกฟังลูกจะส่งเสียงกลับมาด้วยโทนเสียงคล้ายกับเพลงที่คุณร้อง

  • พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยพยายามใช้โทนเสียงที่แตกต่างกันไปด้วย เพื่อลูกจะได้เรียนรู้การใช้เสียงที่ต่างกัน เพื่อแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย

  • เปิดเพลงให้ลูกฟัง ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิกเท่านั้น
3. Taste - รสชาติ
ลิ้นของลูกมีปุ่มที่รับสัมผัสรสชาติมากมายค่ะแต่ในวัยนี้สารอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่วงการเริ่มต้นสร้างเสริมที่ดีเริ่มได้ตั้งแต่อยู่ในท้องเลย

กระตุ้นง่ายๆ
  • เมื่อตั้งครรภ์แม่ท้องควรเอาใจใส่ในเรื่องโภชนาการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะกินโฟลิกเอซิดที่ช่วยในการแบ่งตัวของสมอง

  • ควรส่งเสริมให้ลูกได้กินนมแม่ให้นานที่สุด
4. Touch - การสัมผัส
การรู้สึกถึงสัมผัสก็เป็นเรื่องต้นๆ ที่ลูกได้เรียนรู้ และทำให้มีพัฒนาการทางสมองดีขึ้นได้ ตัวอย่าเช่น เด็กที่คลอดก่อนกำหนดคุณหมอจะให้แม่ลูบตัวบ่อยๆ ซึ่งก็ทำให้พัฒนาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีประโยชน์ต่อพัฒนาการเซลล์ประสานประสาทของลูก

กระตุ้นง่ายๆ
  • เวลาที่แม่อุ้มลูกลองเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสผิวสัมผัสใหม่ๆ จากเสื้อผ้าที่พ่อแม่สวมใส่ เช่น ผ้าซาติน ผ้าฝ้าย ฯลฯ

  • ของเล่นที่ลูกเล่นก็ควรสรรหาที่มีพื้นผิวที่แตกต่างหลากหลาย ที่สำคัญคือต้องดูแลความสะอาดให้ดีด้วย

  • การโอบกอดของพ่อแม่มีพัฒนาการของลูกมากที่สุด ลูกรับรู้อารมณ์ต่างๆ ของแม่ได้ ร่างกายของลูกจะพัฒนาได้ดี ก็เพราะการโอบกอดของแม่ด้วยค่ะ

  • พยายามสัมผัสส่วนต่างๆ ของร่างกายลูกบ่อยๆ เช่น แตะฝ่ามือหรือฝ่าเท้าลูก ลูกจะพยายามงอนิ้วมาจับนิ้วแม่ เป็นต้น
5. Vision - การมองเห็น
ลูกได้รับการต้อนรับสู่โลกครั้งแรกด้วยการมองเห็น แต่ในช่วงแรกเกิดนั้นประสาทตายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่จึงเห็นได้แค่ระยะใกล้ๆ แถมมองอะไรเป็นโทนสีขาวดำไปหมด เพราะเป็นสีที่มีความเข้มแตกต่างกันมากที่สุดและยังมองเห็นได้ในระยะประมาณ 8 นิ้วเท่านั้น

กระตุ้นง่ายๆ
  • การสบตา เช่น เมื่อลูกได้เล่น พูดคุย สบตากับพ่อแม่ ลูกจะรู้สึกอารมณ์มั่นคงทางจิตใจ

  • วางของเล่นหรือวัตถุสีสันสดใสไว้ในระยะสายตาลูก ประมาณ 8-12 นิ้ว จากใบหน้าของลูกเพื่อกระตุ้นให้ลูกพยายามคว้าจับสิ่งของนั้น

"สมอง" ลูกน้อยต้องปกป้อง

การดูแลสมองให้ลูกเล็ก นอกจากการกระตุ้นการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว การระมัดระวังการบาดเจ็บก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นเดียวกันค่ะ

ตกจากที่สูง เกิดกรณีตัวอย่างมาแล้วมากมายที่ทารกน้อยต้องเสียชีวิต พิการหรือสมองผิดปกติ เพราะตกจากที่สูง เช่น โต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเตียงนอน
สาเหตุ : คุณแม่อาจคิดว่าลูกวัยแรกเกิดแค่วางไว้แป็บเดียวไม่เป็นไร แต่เด็กวัยนี้บางคนสามารถคว้าถีบตัว ดันตัว หรือพลิกตัวจนตกเตียงมาได้

ควร : คุณแม่ควรลดความเสี่ยงโดยที่ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวบนที่สูง เช่นโต๊ะ เตียง หากไม่มีที่กั้น หรือถ้าแม่หันไปทำธุระหรือหยิบของต้องอุ้มลูกไปด้วยหรืออย่างน้อยมือหนึ่งของแม่ต้องจับลูกไว้เสมอ
ขาดอากาศหายใจ สิ่งหนึ่งที่คุณแม่คาดไม่ถึงว่าเป็นอันตรายต่อสมองลูกคือการขาดอากาศหายใจเพราะแม้ขาดอากาศหายใจเพียง 5 นาที ลูกอาจเกิดภาวะสมองตายหรืออาจเสียชีวิตได้ในทันที
สาเหตุ : ผ้าห่มหรือหมอนที่วางอยู่บนเตียง หากมีปริมาณมากเกินไปหรือวางเกะกะไม่เป็นระเบียบอาจเลื่อนหล่นไปปิดจมูกลูกได้ค่ะ แม้กระทั่งของเล่นที่ลูกเล่น ถ้าชิ้นเล็กกว่า 3 ซม. ไม่ควรให้ลูกเล่นนะคะเพราะอาจติดลำคอหรือจมูก ซึ่งทำให้อุดตันทางเดินหายใจของลูกได้

ควร : จัดระเบียบเตียงนอนของลูกให้ดี สิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ของเล่นผ้า ตุ๊กตา ควรจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าไม่จำเป็นก็ควรเก็บออกไปเลยดีกว่า เพราะลูกอาจคว้าจับมาทับจมูกทำให้ลูกหายใจไม่ออกได้ ส่วนของเล่นของลูกวัย 1-3 เดือน ที่พ่อแม่หรือญาติๆ มักซื้อให้ลูก อาทิ ของเล่นเขย่าแล้วเกิดเสียงกรุ๋งกริ๋ง ตุ๊กตา ควรเลือกแบบที่มีขนาดใหญ่พอสมควรคือไม่เล็กกว่า 3 ซม. และไม่แข็งหรือแหลม คม หลุดง่ายจนติดคอ ติดจมูกของลูกได้
เขย่าตัวเด็ก เด็กน้อยวัยแบเบาะขนาดนี้ คุณแม่ไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงกับลูกเด็ดขาด เพราะลูกอาจจะเกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome หรือภาวะอันตรายที่เด็กถูกจับเขย่าอยู่เสมอ ทำให้สมองถูกทำลายเป็นอัมพาตที่สันหลัง พิการ ตาบอด พัฒนาการเป็นไปอย่างเชื่องช้าได้
สาเหตุ : วินาทีอันโหดร้ายนี้ทำให้ลูกซึ่งกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของศรีษะได้ อีกทั้งสมองของเด็กก็ยังเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อถูกเขย่าจึงทำให้สมองกระแทกกับผนังภายในกะโหลกเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อสมองและเส้นเลือดในและรอบๆ สมองได้ค่ะ

ควร : ห้ามเขย่าเด็ก โดยเฉพาะต้องระวังอย่างเด็ดขาดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ และทุกครั้งที่อุ้มลูกจะต้องประคองศรีษะลูกน้อยไว้เสมอ เรียนรู้และเข้าใจว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรหากลูกน้อยร้องไห้งอแงเพื่อตัวคุณแม่เองจะได้ไม่เครียดเกินไป

Parent Trick

สิ่งสำคัญในการที่จะพัฒนาสมองลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าคิดว่าเป็นเรื่องยาก ทำไม่ได้ ปล่อยให้ลูกโตไปเข้าโรงเรียนก่อนและให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ผิดนะคะ เพราะสมองของลูกจะเรียนรู้ได้ดีแค่ไหน เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ
  • สมองของลูกพัฒนาได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง สารอาหารสำคัญที่แม่กินเข้าไปส่งผลต่อการพัฒนาสมองของลูกในท้องอย่างมาก แม่ท้องจึงควรกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดและไปพบหมอที่ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ

  • ปกป้องเบบี๋อย่าให้เครียด ไม่ยากอย่างที่คิดนะคะ แค่คุณแม่เอาใจใส่ดูแลลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อลูกร้องรีบเข้าไปปลอบโยน เพราะลูกจะเครียดถ้ารู้สึกขาดความรักเอาใจใส่ และความเครียดนี่เองจะทำให้สมองพัฒนาช้า

  • หาข้อมูลที่ต้องการ ปัจจุบันนี้ข้อมูลเกี่ยวกับสมองไม่ได้หายากจนเกินไป สามารถค้นคว้าจากหนังสืออินเตอร์เน็ต หรือผู้รู้ต่างๆ ก็สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลที่อัพเดทได้เสมอแล้วล่ะ


(update 5 พฤศจิกายน 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.143 September 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600