เมื่อก่อน คนเรามักมีความเชื่อว่า สมองเรียนรู้ได้ดีที่สุดถึงแค่อายุเดียว พอผ่านวัยเด็กไปแล้วสมองก็ทำงานลดระดับลงเรื่อยๆ พอเข้าวัยชรา สมองก็เสื่อมสภาพ ทำอะไรไม่ค่อยได้ คิดอะไรไม่ค่อยออก เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็ไม่ได้ หนูดีทำงานด้านสมองและการพัฒนาอัจฉริยภาพต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาเพราะอยากเรียนรู้วิธีการพัฒนาสมองของตนเอง ทุกคนจะมีคำถามแปลกๆ มากมายเกี่ยวกับสมอง แต่คำถามหนึ่งซึ่งหนูดีได้ยินเป็นประจำเลยก็คือ ดิฉัน/ผม ทำงานหนักมากช่วงนี้คิดอะไรไม่ค่อยออก คิดว่าสมองคงค่อยเสื่อมแล้วล่ะ มีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง ทุกครั้งที่ได้ยินหนูดีก็จะขำปนเป็นห่วงว่าคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสมองของตนเองผิดๆ อยู่พอสมควร
นอกจากความเข้าใจเกี่ยวกับสมองของตัวเองผิดแล้วส่วนใหญ่ก็ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับสมองของลูกผิดอีกด้วยนะคะ เพราะเรามักได้รับรู้เรื่อง หน้าต่างการเรียนรู้ หรือ Window of Opportunities กันเป็นประจำว่า ถ้าไม่สอนเด็กเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก่อนอายุเท่านั้นเท่านี้แล้ว เด็กจะไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ได้เลยจนวันตาย เช่น ถ้าไม่เรียนภาษาที่สองก่อนอายุสิบสองปี แล้วเด็กจะไม่มีวันได้สำเนียงอย่างเจ้าของภาษาไปตลอดชีวิต
. ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่อง หน้าต่างการเรียนรู้ นี้ เป็นเรื่องที่มีส่วนถูกต้องอยู่บ้าง แต่สมองของเราไม่ได้แบ่งแยกเป็นดำกับขาวขนาดนั้นค่ะเรื่องไหนที่เราพลาดการเรียนรู้ไปในวัยหนึ่ง เราก็สามารถที่จะยังเรียนรู้เรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่า มันอาจเรียนยากขึ้น ก็เท่านั้นเอง
ยกตัวอย่างผู้ใหญ่หลายท่านที่ไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้น สามารถสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศได้ ก็ต้องมานั่งเรียนภาษากันใหม่แทบจะทั้งหมดบางท่านต้องเรียนอังกฤษ บางท่านเป็นภาษาญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศสก็เห็นเรียนกันได้ในระดับใช้การได้ดีทีเดียว ได้ปริญญาโท ปริญญาเอกในประเทศนั้นๆ ติดมือกลับมากันเป็นแถว ซึ่งเมื่อสอบถามดูก็พบว่า การเรียนนั้น ยากกว่าเรียนตอนเด็กๆ แน่นอนเพราะกระบวนการรับข้อมูลของเราไม่อ่อนนุ่มยืดหยุ่นเท่าของเด็กแต่ก้ไม่ได้เรียนยากเย็นขนาดนั้น
หรือ ในกรณีการเรียนเต้น เช่น บัลเลต์ ซึ่งจะมีความเชื่อกันมานานว่า ควรเรียนตั้งแต่เด็กๆ จึงจะดีที่สุด ตัวหนูดีเองก็เรียนบัลเลต์แต่เด็กและก็คิดว่า มันเป็นประโยชน์มากต่อท่าทางและบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ ช่วยให้เราไปเรียนเต้นในด้านอื่นได้ดี เดินเหินสง่า หลังตรง แต่เมื่อได้รับรู้ถึงผู้ใหญ่ท่านอื่นๆ ที่มาเริ่มเรียนเต้นเอาตอนโตๆ แล้ว ก็ต้องทึ่ง เช่น คุณจรินทร์ ยุทธศาสตร์โกศล ก็มาเริ่มเรียนบัลเลต์เอาตอนอายุประมาณห้าสิบปี จนเต้นได้เก่งมากเท่ากับนักบัลเลต์มืออาชีพมีงานแสดงทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เป็นที่นับถือเลยทีเดียว
ทั้งหมดที่หนูดีชวนคุยมา ก็เพื่อจะบอกว่า สมองของเรานั้นมี ความยืดหยุ่น หรือ Brain Plasticity อยู่สูงมาก ถ้าดูจากศัพท์ภาษาอังกฤษแล้ว คำว่าพลาสติก คือ ยืดได้ ขยายได้ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
จริงๆ แล้ว สมองของคนเราน่าทึ่งกว่าที่คิดมหาศาล ก็เพราะคำว่าพลาสติกนี่เองค่ะ
อย่างที่ใครๆ เชื่อกันว่า สมองหยุดการเรียนรู้ในวัยใดวัยหนึ่ง คำพูดนี้ ผู้เชี่ยวชายด้านสมองต้องขอออกมาค้านกันแบบหัวชนฝาเลยนะคะ เพราะว่างานวิจัยมันบอกชัดเจนมากว่า สมองของคนเรามีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำแทบจะทุกวันเลยทีเดียว เพราะสมองของเราเป็นอวัยวะที่พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองตามสภาวะแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ทุกห้วงลมหายใจของเราเลยค่ะ
การที่สมองพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติของชาติพันธุ์หนึ่งๆ นะคะ แต่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มนุษย์อย่างพวกเรา ซึ่งถ้ามองในเชิงของโลกแล้ว ก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งไม่ต่างจากนกกระสา หรือเสือดาว แต่มันกลับทำให้เราครองโลกได้อย่างทุกวันนี้ บอกได้ว่า ไม่ธรรมดาเลยค่ะ
ลองนึกดูนะคะว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้และปรับตัวมากมายขนาดไหน เปรียบเทียบกัน ถ้าเราเอานกเขตร้อนไปปล่อยในขั้วโลกเหนือ รับรองว่านกตัวนั้นต้องตายภายในเวลาไม่นานนัก แต่ถ้าลองเอาคนสักคนหนึ่งไปปล่อย รับรองว่าคนๆ นั้นจะต้องหาทุกวิถีทางที่จะเอาชีวิตรอดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปล่าสัตว์เอามากิน แล่ขนสัตว์ขั้วโลกเหนือหนาๆ มาห่มตัว มาทำเป็นรองเท้า รวมไปถึงการสร้างที่อยู่อาศัยที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ตัวเราสูงที่สุด ว่าไปแล้ว ทักษะในการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์แปลกใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราแพร่ขยายไปจนทั่วดาวเคราะห์โลกดวงนี้ ตั้งแต่เส้นศูนย์สูตรไปจนจรดขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ อย่างไม่เคยมีสัตว์โลกชนิดไหนทำได้ขนาดนี้เลย
สมองมนุษย์ถูกสร้างมาให้เรียนรู้และปรับสภาพสมองตลอดชีวิต ไม่มีวันไหนเลยที่สมองจะหยุดการเปลี่ยนแปลงปรับตัว และยิ่งสมองเปลี่ยนแปลงบ่อย ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ง่ายขึ้น การสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ ง่ายมากแปลได้ง่ายๆ ว่า ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไร เรายิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นอีกเท่านั้น เพราะสมองไม่เหมือนเงินซึ่งยิ่งใช้ยิ่งหมดไป แต่เส้นใยสมองยิ่งใช้มากยิ่งมีมากขึ้น ไม่จำกัด
สิ่งที่ทำให้เราทำได้แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน ก็คือ ความยืดหยุ่น ของสมองเรานี่ แม้ในโลกปัจจุบัน ที่เราเลิกอาศัยอยู่ในถ้ำไปนานหลายพันปีแล้ว แต่สมองของเราก็ยังทำงานใกล้เคียงเดิมทุกประการ ในเวลาที่เราอยู่รอบถ้ำ สิ่งที่จำเป็นต่อการรอดชีวิตที่สุด ก็คือการประเมินสถานการณ์รอบตัวด้วยความรวดเร็วแม่นยำ และการปรับพฤติกรรมตัวเราให้สอดคล้องกับสถานการณ์นั้น
ในยุคปัจจุบันที่เราอยู่อาศัยเป็นสังคมเมืองมานานแล้ว แต่ในเชิงสมองถือว่ายังไม่นานเลย ดังนั้น เราจึงยังเป็นเจ้าของสมองยุคเก่าอยู่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในยุคนี้ เราต้องเข้าโรงเรียน ต้องหิ้วคอมพิวเตอร์ไปทำงานติดต่อลูกค้าต่างประเทศ จัดเตรียมผลิตภัณฑ์ให้ส่งตรงเวลา และอื่นๆ อีกมากมายที่เราไม่จำเป็นต้องทำเลยเวลาอยู่ในถ้ำ แต่สมองของเรายังคงถูกสั่งการให้ประเมินสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็วแม่นยำตามเดิม นี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะในความเป็นจริงแล้ว สมองมนุษย์ถูกสร้างมาให้เรียนรูและประสภาพสมองตลอดชีวิต ไม่มีวันไหนเลยที่สมองจะหยุดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ง่ายขึ้น การสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ ง่ายมากแปลได้ง่ายๆ ว่า ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไร เรายิ่งเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้นอีกเท่านั้นเพราะสมองไม่เหมือนเงิน ซึ่งยิ่งใช้ยิ่งมีมากขึ้น ไม่จำกัด
ดังนั้น กลับมาที่คำถามยอดฮิตว่า คนอายุมากขึ้น สมองทำงานลดประสิทธิภาพลงหรือเปล่านั้น ตอบได้เลยค่ะว่า ไม่มีทางแน่นอน ถ้าเราฝึกใช้สมองของเราเป็นประจำ คิดอะไรใหม่ๆ เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ อยู่เรื่อย เท่ากับเราช่วยชะลออายุสมองให้เป็นเด็กได้ตลอดกาล เพราะสมองคนแก่ที่ชอบเรียนรู้กระตือรือร้นนั้นมีลักษณะคล้ายสมองเด็ก แต่สมองเด็กวัยรุ่นที่นอนดึก ดื่มเหล้า และใช้ชีวิตด้วยความเครียดกลับมีลักษณะคล้ายสมองคนแก่อย่างไม่น่าเชื่ออายุสมองจึงอยู่ที่เราใช้การเขาอย่างไร มากกว่าอายุที่แปรเปลี่ยนไปตามปฏิทิน
เมื่อกลับมาดูสมองของลูกในวัยเล็ก ซึ่งเป็นช่วงที่การเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติที่สุดนั้น เรายิ่งต้องระมัดระวังคัดสรรแต่สิ่งที่เป็นคุณให้เขา เพราะหนูดีเคยได้ยินอาจารย์คนเก่งท่านหนึ่งพูดไว้นานแล้วว่า สมองเด็กก็เหมือนบัญชีธนาคารนั่นล่ะค่ะ เราฝากอะไรไว้ อีกสิบปีให้หลัง เราก็ได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ยทบต้นเลยทีเดียว
ดังนั้นหมั่นดูแลวัตถุดิบที่เราฝากกับธนาคารเคลื่อนที่นี้ไว้ให้ดินนะคะเพราะเวลาสิบปีนั้นว่าไปก็สั้นนิดเดียว และอย่าลืมใส่วัตถุดิบใหม่ๆ ดีๆ ให้กับสมองเราด้วย เพราะเราสามารถชะลออายุสมองของเราได้ให้ไม่ต่างมากนักกับกับลูกน้อยของเราอีกด้วย เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับลูกได้ โดยไม่มีช่องว่างอะไรระหว่างวัย (ของสมอง) มากมายจนเกินไปนัก
เพราะสมองที่ดีที่สุดก็คือสมองที่เรียนรู้และปรับตัวได้รวดเร็วค่ะ
(update 1 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.168 July 2007]
|