Mirror Neurons เลียนแบบเพื่อเรียนรู้


ขณะที่เราส่องกระจก เมื่อเรายกมือขึ้น เงาในกระจกก็ยกตามเรา หรือถ้าเรายิ้มเงานั้นก็ยิ้มเลียนแบบเราอยู่นั้นนักวิทยาศาสตร์ได้นำไปเชื่อมโยงตัวหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เลียนแบบพฤติกรรมของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เราจะเรียกเซลล์นั้นว่าเซลล์กระจกเงา หรือ Mirror Nerurons


เด็กเรียนรู้ได้อย่างไร

การเรียนรู้ของเด็กโดยเฉพาะพัฒนาการและพฤติกรรมต่างๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ จะพัฒนาได้ดีเกิดจากการเลียนแบบค่ะ แต่เอ…เด็กเลียนแบบได้อย่างไรนะ?

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยตั้งสมมติฐานว่า เด็กจะมีพฤติกรรมเหมือนพ่อแม่และคนใกล้ชิดจากพันธุกรรมและเลียนแบบ ส่วนบรรดานักจิตวิทยาทางสังคมก็เคยมองว่าพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นพฤติกรรมในเชิงลบ แสดงถึงความก้าวร้าวของเด็ก เกิดจาการที่เด็กเลียนแบบผู้ใหญ่

ต่อมามีการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางสมองกลุ่มหนึ่ง ทำให้เราได้คำตอบว่า สมองของคนเรานั้นมีเซลล์ตัวหนึ่งบันทึกพฤติกรรมต่างๆ ของสิ่งที่ได้มองเห็น แล้วนำมากำหนดเป็นพฤติกรรมของตัวเอง


การค้นพบที่สำคัญ

นพ.อุดม เพชรสังหาร อธิบายว่ากลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้แก่ Dr.Giacomo Rizzolatti, Dr.Leonardo Fogassi, Dr.Vittorio Galese แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ได้ค้นพบเซลล์กระจกเงา (The Mirror Neurons) ในสมองมนุษย์ ตรงบริเวณด้านหน้า Inferior Frontal Cortex ที่อยู่ใน Primary Motor Cortex ทำหน้าที่คล้ายกับวางแผนการเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ จากการทดลองกับลิง พบว่าเวลาที่ให้ลิงเลียนแบบกิจกรรมที่มนุษย์ทำ เซลล์กลุ่มนี้จะทำงานเวลาลิงวางแผน ลิงเคลื่อนไหว จึงได้คำตอบว่าเวลาที่ลิงหรือคนเห็นกิจกรรมอะไรที่มีคนอื่นทำให้เห็น เซลล์เหล่านี้จะทำงานเหมือนกับเป็นการที่จะพยายามเลียนแบบ

หลังจากนั้น เซลล์ดังกล่าวจะไปกำหนดเซลล์ส่วนอื่น ให้เคลื่อนไหวตามแบบที่มองเห็น เหมือนกับการสะท้อนภาพที่มนุษย์มองเห็นให้เป็นพฤติกรรมของตัวเอง นอกจากนี้การทำงานของเซลล์กระจกเงายังเชื่อมโยงไปที่การเรียนรู้เรื่องภาษา การรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอีกด้วย
“การเล่น การเคลื่อนไหวของลูก การเต้นรำ เหล่านี้จำเป็นต้องมองแบบก่อนเพื่อเป็นการสะท้อนภาพ ในใจก็คิดว่าต้องเคลื่อนไหวอย่างนี้ ต้องตั้งมือซ้ายยกมือขวาเซลล์เหล่านี้มันจะบันทึกไว้ก่อน หลังจากนั้นจะนำมูลเหล่านี้ไปส่งให้เซลล์ส่วนเคลื่อนไหวทำงาน เหมือนกระจกเงาสะท้อนกลายเป็นหน้าที่เลียนแบบ” นพ.อุดม กล่าว

เซลล์กระจกเงากับเด็กออทิสติก

นักวิจัยหลายคนแสดงความคิดเห็นว่าสมองของเด็กออทิสติกมีการเชื่อมโยงกับทฤษฎีกระจกเงา เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเด็กจะเรียนรู้และมีพฤติกรรมตามพัฒนาการ เช่น ขยับมือ เดิน คลาน เพราะการเลียนแบบ แต่สำหรับเด็กออทิสติกแล้วเซลล์ส่วนนี้ในสมองจะบกพร่อง ส่งผลให้เด็กออทิสติกบกพร่องในการเข้าร่วมสังคมเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ และการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น


บุคลิก นิสัยของลูกมาจากสิ่งแวดล้อม

จากการค้นพบเซลล์กระจกเงา ช่วยตอบคำถามได้ว่า เด็กจะมีบุคลิกหรือนิสัยใจคอเหมือนกับคนรอบตัวในสังคม พ่อแม่ พี่เลี้ยงและจากสื่อที่เด็กเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น หากพ่อแม่พูดจาไพเราะกับลูก ลูกก็จะพูดเพราะ ถ้าพ่อแม่ชอบใช้ความรุนแรง ลูกก็จะใช้ความรุนแรงตามไปด้วย เนื่องจากเซลล์กระจกเงาจะทำหน้าที่ลอกเลียนสิ่งที่มนุษย์ได้พบเห็นแล้วซึมซับเข้าเป็นเป็นอารมณ์ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ หากสิ่งที่มนุษย์ได้พบเป็นสิ่งที่ดีงามของมนุษย์ หากสิ่งที่มนุษย์ได้ประสบสิ่งที่ไม่ดี ผลที่จะได้ตรงกันข้าม

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า ขณะนี้สังคมไทยมีแบบที่ดีงามให้เลียนแบบมากพอแล้วหรือยัง เพราะเราจะเห็นว่าสื่อที่มีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนยุคนี้ มักจะมีแต่ด้านลบ อาทิ สื่อที่มีความรุนแรงผ่านทีวี เกม หรือแม้แต่การปฏิบัติของพ่อแม่ต่อลูก เซกซ์ถูกมองว่าเป็นเรื่องเปิดเผย ดารานักร้องนุ่งน้อยห่มน้อย แบบอย่างที่ดีในสังคมเหลือน้อยลงทุกที สิ่งเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก ถ้าพฤติกรรมของผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีก็จะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีกับลูกหลานด้วย


ตัวอย่างที่ดี สิ่งที่สังคมต้องการ

นพ. อุดม กล่าวต่อว่า ในขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเต็มไปด้วยความเลวร้ายที่กระตุ้นให้เซลล์กระจกเงาของพวกเราซึมซับเข้าไปอยู่ตลอดเวลา สมองของเด็กในส่วนตัดสินผิดชอบชั่วดี การใช้เหตุผลยังไม่เตอบโตพอที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ สมองของเด็กจะทำงานด้วยอารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก อะไรสนุกๆ อะไรที่ประทับใจเซลล์กระจกเงาก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้นเข้าไปการสอนเหตุผลอย่างเดียวจึงไม่ได้ผล ต้องสอนด้วยสิ่งมราสามารถเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ด้วย

การค้นพบเซลล์กระจกเงา (Mirror Neurons) ไม่เพียงแต่เป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการช่วยยืนยันว่าบทบาทและการเลี้ยงดูของพ่อแม่สำคัญต่อการเลี้ยงดูลูกน้อยเพียงใดและเป็นบทบาทสำคัญเสมอไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปแค่ไหน


(update 25 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.141 July 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600