มหัศจรรย์ของสมอง


มาพักผ่อนที่หัวหินในคราวนี้ได้ location ดี มีระเบียงกว้าง เห็นวิวต้นไม้เขตร้อนเขียวชอุ่ม มีลำธาร น้ำตก นก ผีเสื้อบินไปมา ได้นั่งสงบจิตใจผ่อนคลายกับบรรยากาศ เช้ามีอาหารเพียบหมอกินผักผลไม้ได้ 7 ชนิด 7 สี ตรงตามทฤษฎีธงโภชนาการ แล้วให้หลานๆ มานับจำนวนชนิดและสีเป็นการศึกษานอกชั้นเรียนมีขนมปังโรยงา ยายสอนหลานว่า งาดำดีนะ กินแล้วผมหงอกช้า

จากนั้นหลานก็ขอลงสระน้ำ ยายจึงนั่งบันทึกเรื่องน่าสนใจที่ได้ประชุมมาคือ มหัศจรรย์ของสมอง ซึ่งรักลูกได้จัดประชุมระดมสมองขึ้น (Brain Forum) มีเรื่องที่กังวลคือ เด็กไทยติดเกมมากขึ้นทุกวันติดจนเสียการเรียน เสียอนาคต มีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า บริษัทผลิตเกมรู้จิตวิทยาเด็กว่าชอบอะไร บริษัทเกาหลีและญี่ปุ่นจับจุดตรงนี้ได้ และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาเสมอส่วนบ้านเราที่ฮิตนั้น มีจุดเริ่มมาจากเด็กติดหนังสือหรือหนังกำลังภายใน จงกลายเป็นเกมสงครามต่อสู้ก่อให้เกิดความก้าวร้าว

ทำไมเด็กจึงเลียนแบบ…เพราะในสมองมีเซลล์สมองที่เรียกว่า MIRROR NEURONE เป็นระบบของสมองที่ดูพฤติกรรมผู้อื่นและเลียนแบบโดยอัตโนมัติ เช่น เราเป็นคนหากก็หาวตาม หรือเด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่นานเห็นแม่แลบลิ้นให้ดู เด็กก็จะทำท่าแลบลิ้นได้และเด็กจะเฝ้าดูผู้ใหญ่หรือเด็กคนอื่น โดยพยายามทำตามด้วยความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์

รวมทั้งการพูด การเลียนแบบในบทเรียนต่างๆ อาทิเช่น ศิลปะ เขียนภาพ การเรียนทุกอย่าง รวมทั้งดนตรี กีฬา รำไทย เต้นรำ ฯลฯ ดังนั้น เซลล์และระบบสมองนี้ถ้าพัฒนาไปในทางที่ดี ก็จะเพิ่มทั้ง IQ และ EQ จึงต้องอาศัยการเลี้ยงดู ปลูกฝัง อบรมให้เป็นคนดี ฝรั่งเขาเรียกว่า CHILD LEARNING แต่คนไทยจะมีความละเอียดอ่อนในด้านการเลี้ยงลูกมาก จึงใช้คำว่า “กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ปลูกฝัง อบรมให้เป็นคนดี” แค่คำว่า “อบรม” นี้ก็ซาบซึ้งมากคือ อบและรม ให้ “ทั้งดี ทั้งหอม” ซึ่งเป็นค่านิยมการเลี้ยงดูเด็กแบบไทยๆ ค่ะ

ที่น่ากลุ้มคือเด็กติดเกมจนเสียการเรียน งานวิจัยพบว่า เด็กติดเกมรุนแรง มักเริ่มตั้งแต่ ป.5-ป.6-ม.1 พอเข้ามหาวิทยาลัยจะลดลง พอหลังเรียนจบแล้วคืออายุ 25 ปี การเล่นเกมก็จะกลายเป็นของที่ไม่น่าสนใจบางรายติดมากจนอาละวาดทำร้ายคนในครอบครัว หรือมัวเมาเหมือนยาเสพติดก็มีแล้วเราจะรอให้เด็กๆ ของเราอายุ 25 ปี เสียก่อนหรือ

งานวิจัยยังพบอีกว่า ในกลุ่มครอบครัวมีร้อยละ 85 ที่เด็กไม่ติดเกม ที่ติดจริงๆ มีร้อยละ 85 ที่เด็กไม่ติดเกม ที่ติดจริงๆ มีร้อยละ 15 (รวมแบบติดมากและติดน้อยอยู่ในกลุ่มนี้) ซึ่งตัวเลขสีเทาและสีดำรวมกัน 15 เปอร์เซ็นต์ทำให้พวกเรากังวลว่าจะมาบ่อนทำลายศักยภาพเด็กไทยมืดมนหรือจะเกิดอะไรกับอนาคตของชาติต่อไป เราจึงต้องพยายามแก้ตรงนี้

และที่น่าสนใจคือร้อยละ 85 ที่เป็นครอบครัวสีขาวนั้น ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางกระแสที่เชี่ยวกรากของทุนนิยมและวัตุนิยม คำตอบคือร้อยละ 85 เป็นครอบครัวที่พ่อแม่ลูกให้เวลาคุณภาพต่อกันพ่อแม่สนใจลูก ใกล้ชิด และสำคัญที่สุดคือเป็น ROLE MODEL ให้ลูก ไม่ว่ายากดีมีจนก็อยู่ในกลุ่มนี้ที่เรียกว่า HEALTHY FAMILY คือไม่ว่าสังคมภายนอกนั้นจะเป็นอย่างไรครอบครัวเข้มแข็งเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุดสำหรับลูก

ขณะนี้ทางราชการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีมาตรการควบคุมสถานประกอบการร้านเกมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต โดยศูนย์สวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกกฎข้อบังคับหลายประการ ในการควบคุมจากกระทรวงมหาดไทย เช่น การไม่อนุญาติให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้บริการก่อนเวลา 14.00 น. และหลัง 22.00 น. และเด็กจะใช้บริการในร้านได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวันไม่จำหน่ายบุหรี่หรือสุรา ฯลฯ สนใจติดต่อที่ 02 228 3892 ถือว่าช่วยประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะหมอก็เพิ่งทราบจากแผ่นพับที่ได้ในที่ประชุม คิดว่าผู้อ่านทั่วไปไม่ค่อยได้ข้อมูล

เขียนเรื่องหนักๆ ก็ปวดหัวนะคะ เลยขอวกมาเขียนเรื่องสนุกให้ผู้อ่านสบายใจคือขณะนั่งรถเดินทางกลับจากหัวหินกับหลานซึ่งกำลังซุกซน จะสยบได้อย่างไร นอกจากของเล่นซึ่งเราก็ต้องเล่นด้วย เกมทายปัญหาเราก็ต้องทายด้วย ซึ่งส.ว. (สูงวัย) อย่างหมอหมดพลังสมอง แม่ของหลานจึงช่วยพูดว่า “คุณยายเหนื่อยแล้ว นั่งสมาธิดีกว่า บิ้งนั่งได้นี่นา” พูดปุ๊บหลานตัวเล็กเขาก็นั่งสมาธิเอามือประสานบนตัก หลับตานิ่งจริงๆ ค่ะ นิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าไฮเปอร์อยู่แป๊บๆ

หมอแอบสังเกตดูว่าแกล้งทำหรือเปล่าทำไมเขาสมาธิเร็วกว่ายายอีก ดูที่ลมหายใจ คือการเคลื่อนไหวของทรวงอก พบว่าสงบดีและอัตราการหายใจลดลง เราก็แกล้งเขาโดยคุยเรื่องสนุกสนาน เฮฮากับหลานคนโตหวังว่าหลานคนเล็กจะสมาธิแตก ปรากฏว่าไม่สำเร็จค่ะ

หมอแกล้งเล่นเกมอนุบาลเพื่อทดสอบการตอบสนองของสมอง การเห็น การได้ยิน การฟัง โดยร้องเพลงเล่นกับหลานคนโตว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อยินดี ไม่มีปัญหา ตา หู จมูก ปาก ตา หู จมูก ปาก ตา หู” แล้วเอามื้อชี้ตา หู จมูกไปเรื่อยตามคำร้องของเราแรกๆ ยังจิ้มกันทัน พอร้องเร็วขึ้น จิ้มผิด จิ้มถูก คุณตาก็ร่วมเล่นด้วย ปรากฏว่า ส.ว. (สูงวัย) 2 คนแพ้หลาน

แต่ว่าเจ้าตัวเล็กก็ยังคงมีสมาธิที่แน่วแน่ไม่กระดุกกระดิก จนแม่เขาบอกให้พอ เขาจึงลืมตาขึ้น ยิ้มแป้น เลยถามหลานว่าเห็นอะไรไหม หลานบอกว่าไม่เห็น ก็บอกเขาว่าแค่มีสมาธิสนใจในการเรียน ไม่ต้องเห็นอะไรหรอก ซนมาก เหนื่อยมาก ก็หยุดให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง แต่สงสัยว่าหลานไปหัดทำสมาธิที่ไหนมา เพราะอายุแค่ 6 ปีปรากฏว่าแม่เขาทำสมาธิในห้องนอน เขาจึงทำตามประสบการณ์ดีๆ ในวันหยุดของหลานๆ กับผู้สูงอายุเป็นของคู่กันค่ะ คือเด็กกับผู้สูงวัยสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ได้ ไม่แก่เกินเรียนหรอกค่ะ.


(update 10 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 288 มกราคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600