คุณแม่ที่มีลูกวัยทองของการเรียนรู้ 0-6 ปี คงเคยกลุ้มใจกับพฤติกรรมปกติบางอย่างของลูกที่คุณแม่คิด (เอง) ว่าไม่ปกติ โตแล้วจ้าฉบับนี้จะไขข้อกังขาพฤติกรรมชวนสงสัยว่าแท้จริงแล้วลูกทำอย่างนั้นเพราะอะไรค่ะ
ช่วงวัยต่าง
พัฒนาการต่าง
แม้ว่าคุณแม่จะเคยศึกษาข้อมุลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดีแล้ว ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กยังไม่คลอด แต่เมื่อคลอดและเลี้ยงลูกมาได้สักพัก และเจอพฤติกรรมแปลกๆ ของลูกเข้ากับตัวเองจริงๆ ก็ยังอดกังวลไม่ได้จริงไหมคะ
ความจริงต้นตอของพฤติกรรมแปลกๆ เช่น อม กัด ตี ขว้างของ ฯลฯ เหล่านี้ สามารถอธิบายได้ด้วยเรื่องของพัฒนาการทางร่างกาย สังคม และอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไปแต่ละช่วงวัยค่ะ สำหรับเบบี๋วัย 0-1 ปี จะพบพฤติกรรมน่าฉงนทางด้านพัฒนาการทางร่างกายมากที่สุด แต่พอวัย 1-3 ปี จะเริ่มเป็นพัฒนาการด้านร่างกายบวกกับสังคมหน่อยๆ ขณะที่วัย 3-6 ปี จะโดดเด่นด้านพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมมากที่สุด
ลองมาหาคำตอบไปพร้อมกันสิคะว่าพฤติกรรมของลูกต่อไปนี้เคยทำให้คุณแม่กลุ้มใจบ้างหรือไม่
0-1
- เจ้าหนูช่างอม
- ทำไม้
ทำไม เบบี๋ที่บ้านหยิบจับอะไรได้เอาเข้าปากไปซะหมดไม่ว่าจะเป็นของเล่น มือ ตุ๊กตา บางคนถึงกับลงทุนยกเท้าน้อยๆ ขึ้นมาอมเลยก็มี
- Because : การเอาสิ่งของต่างๆ รอบตัวเข้าปากเช่นนี้ เป็นการสำรวจโลกรอบตัวของคนตัวเล็กค่ะ เพราะเขายังไม่มีโอกาสไปเดินสำรวจโลกภายนอกอย่างพี่ๆ ที่โตแล้วทำกัน ดังนั้นการที่จะได้เรียนรู้สร้างประสบการณ์แปลกใหม่อันหลากหลายได้ จำเป็นต้องอาศัยปากช่างสำรวจของเขานี่แหละค่ะ
- Dos : เบบี๋เอาของเข้าปากอยู่เสมอแบบนี้ คุณแม่ต้องกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ด้วยการดูแลสิ่งของที่ลูกเอาเข้าปากบ่อยๆ ให้สะอาดอยู่เสมอและเลือกของเล่นที่ขนาดไม่เล็กพอที่จะกลืนได้และไม่แตกหักง่าย เพื่อป้องกันของติดคอค่ะ
- ดึง ทึ้ง หยิบ
- หงุดหงิดไม่ใช่น้อยเมื่ออยู่ดีๆ ผมยาวสลวยของคุณแม่ก็ถูกเจ้าตัวเล็กดึงทึ้งเล่นเสียสนุกมือซะอย่างนั้น แล้วยังสร้อยเส้นเล็กที่คอนั่นอีก มีอะไรดึงดูดใจให้ลูกหยิบได้หยิบดี
- Because : อย่าเพิ่งหาว่าลูกขี้แกล้งนะคะ เด็กวัย 0-1 ปี ยังไม่รู้จักแกล้งคนหรอกค่ะ เพียงแต่ลูกกำลังทดสอบสมรรถภาพของมือน้อยๆ ทั้งสองข้างนั่นต่างหาก จากไม่มีเรี่ยวแรงที่จะจับสิ่งของอะไรเลยตอนนี้อุ้งมือมีพลังในการเหนี่ยว และยึดสิ่งของได้มากขึ้นสามารถควบคุมนิ้วให้หยิบสิ่งของได้ตามต้องการ การหยิบสร้อยเส้นเล็กๆ บนคอคุณแม่จึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถไม่น้อยเชียวล่ะ
- Dos : อย่าเพิ่งแสดงอารมณ์โกรธหรือโมโห และไม่ควรปล่อยให้ลูกดึงผมต่อไปแต่คุณแม่ต้องสบตาลูกตรงๆ และบอกด้วยว่าห้ามดึง ห้ามหยิบ แล้วแทนที่ผมและสร้อยคอในมือน้อยๆ ด้วยของเล่นชิ้นโปรดที่ต้องใช้แรงในการยกพอสมควร อ้อ! ต้องเป็นของเล่นชิ้นไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปที่จับได้ด้วยสองนิ้วก็จะดีค่ะ
- หนูกลัวคนแปลกหน้า
- อยู่ดีๆ เจ้าตัวเล็กที่เคยยิ้มเคยเล่นกับทุกคน กลายเป็นเด็กขี้กลัวร้องจ๊าก เมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาเยี่ยมเยียน ทั้งทีแต่ก่อนแต่ไรไม่เคยเป็น แถมยังมีมีท่าจะไม่ให้แขกแปลกหน้าอุ้มง่ายๆ เสียด้วยสิ
- Because : เป็นปกติของเบบี๋ที่พออายุประมาณ 7-8 เดือน จะกลัวคนแปลกหน้า เพราะเมื่อลูกเริ่มจำหน้าคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดได้ เวลาที่ลูกเห็นคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่คุณแม่ จะรู้ทักทีว่าคนนี้ไม่ใช่คนที่รู้จักและคุ้นเคย ลูกจึงเริ่มวิตกกังวลเมื่อต้องอยู่ใกล้ และเกิดความกลัวคนคนนั้นขึ้นมาได้
- Dos : เวลาที่มีคนแปลกหน้ามาที่บ้าน คุณแม่ต้องให้เวลาลูกสักหน่อย ด้วยการบอกกับแขกก่อนว่าลูกอยู่ในช่วงวัยกลัวคนแปลกหน้า เพิ่งมาถึงอย่าจู่โจมเข้ามาอุ้ม ขณะเดียวกันคุณแม่ก็คุยเล่นกับเพื่อนไปเรื่อยๆ โดยปล่อยให้ลูกค่อยๆ คุ้นเคยและเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับผู้มาเยือน
1-3
- นิ่งเป็นจับ ขยับเป็นทิ้ง
- ถึงช่วงวัยหนึ่ง สังเกตเห็นว่าลูกทำของเล่นตกอยู่บ่อย ๆ พอคุณแม่เก็บให้ก็ทิ้งเอาดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น ทิ้ง ๆๆ เก็บ ๆๆ กันหลายรอบจนคุณแม่ชักเหนื่อยและไม่แน่ใจว่าลูกเราทิ้งของทำไมนะ
- Because : ที่จริงแล้วการทิ้งแล้วเก็บ เก็บแล้วทิ้งของลูกวัยนี้ เป็นเพราะเขากำลังเริ่มพัฒนาการกล้ามเนื้อมือและแขน และฝึกคว้าจับสิ่งของลูกคุณแม่จึงโปรดปรานการจับของและปล่อยของลงพื้นเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่การแสดงความก้าวร้าวหรือนิสัยชอบทำลายแต่อย่างใดนะคะ
- Dos : คุณแม่ลองสรรหากิจกรรมหรืออุปกรณ์ของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนาของกล้ามเนื้อมือจะเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกแข็งแรง มีการทำงานประสานกันได้ดีระหว่างนิ้วมือและสายตาด้วย
- ตุ๊กตาเน่าของหนู
- เมื่อคุณแม่จำเป็นต้องพาลูกไปฝากไว้บ้านคุณยาย หรือตามเนิร์สเซอรี่ จะเห็นว่าลูกต้องกอดหมี (เน่า) น้อยสุดรัก หรือผ้าห่ม (เน่า) ผืนโปรดแนบอกไปด้วย
- Because : ถึงวัยนี้ลูกมาสามารถสำรวจสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น และจะเลือกสิ่งของที่ชื่นชอบ เช่น ผ้าห่ม ผ้าอ้อม ตุ๊กตาหมี ฯลฯ ด้วยตัวเอง ดังนั้นการมีของรักนี้จะช่วยลูกให้เชื่อมโยงถึงการนอนหลับ ช่วยให้ลูกรับมือกับการพรากจากคุณพ่อคุณแม่เมื่อถึงเวลาเข้านอนได้ดีขึ้น และยังอุ่นใจด้วยว่าที่มีสิ่งของที่คุ้นเคยอยู่ใกล้ เมื่อต้องเผชิญกับคนแปลกหน้าหรือสถานการณ์แปลกใหม่ในชีวิต
- Dos : สัก 2-3 อาทิตย์ คุณแม่ควรจะหาทางหลอกล่อเพื่อเอาเจ้าหมอนเน่าหรือตุ๊กตาเน่าของลูกไปซักให้สะอาด แม้ว่ากลิ่นที่เปลี่ยนไปจะกวนใจลูกหรืออาจใช้วิธีซื้อของที่เหมือนกันว่าไว้สำรองสักชิ้น เพื่อจะเปลี่ยนเอาอีกชิ้นไปซักได้
- ตีแม่
กัดแม่อีกแล้ว !
- ลูกโกรธขึ้นมาทีไร เป็นต้องทำอะไรรุนแรงๆ ไม่ตีตัวเองก็ตีคนรอบข้างโดยเฉพาะหน้าคุณแม่ก็ไม่มียั้งมือ บางทีเผลอๆ ก็มางับกัดเข้าให้
- Because : อารมณ์ร้ายๆ เช่น ทำร้ายตัวเอง ข้าวของ หรือคนอื่นนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อลูกย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 2 และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อลูกอายุ 4-5 ปีค่ะ เพราะเด็กวัยนี้ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางและไม่เข้าใจกฎกติกาของสังคม เมื่อมีอะไรหรือใครมาทำให้โกรธหรือหงุดหงิดก็ระบายออกมาด้วยภาษากายที่รุนแรง เพราะลูกไม่สามารถที่จะพูดหรืออธิบายได้ด้วยภาษาพูด
- Dos : สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการค่อยๆ อบรมสั่งสอนและเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นค่ะ ขณะที่ลูกโถมเข้าใส่ และตีหรือกัดลงบนตัว บนหน้าของคุณแม่ อย่าหงุดหงิดหรือว่าโมโหลูกเลยค่ะแต่ควรแก้ปัญหาการวางลูกลง หรือเปลี่ยนท่าอุ้มหันตัวลูกออกจากตัวสักพักเดี๋ยวลูกก็ลืม
3-6
- ชอบโกหก
- เห็นอยู่เต็มๆ ตาว่าลูกเป็นคนทำ แต่พอถามแล้วคุณแม่กลับได้คำตอบว่า หนูเปล่าทำนะ เสมอพานกลุ้มอกกลุ้มใจไปว่า ทำไมเด็กวัยนี้จึงพูดคำว่าไม่ และโกหกจนติดปาก
- Because : การโกหกของเด็กวัย 3-6 ปี เป็นเรื่องปกติของวัย ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกมีจินตนาการเลยคิดเรื่องราวขึ้นมาเป็นตุเป็นตะในสายตาผู้ใหญ่อาจดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นกำบลังพูดโกหกอยู่หรือบางทีลูกอาจไม่กล้าพูดความจริงบางอย่าง เพราะกลัวจะถูกลงโทษก็เป็นไปได้
- Dos : คุณแม่ไม่ควรดุหรือลงโทษรุนแรง เพราะลูกจะกลัวจนพูดโกหกอีก แล้วยังทำให้ไม่ได้ฟังความจริงจากลูกอีกต่างหาก ทางที่ดีคุณควรเป็นตัวอย่างไม่พูดโกหกทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ประกอบกับคำอธิบายด้วยเหตุและผลลูกจะเลียนแบบและซึมซับไปเองค่ะ
- เพล้ง! โครม! เสียงสวรรค์
ของลูก
- ลูกวัยนี้ชอบเล่นอะไรแปลกเห็นอะไรขวางหน้าก็เข้าไปจัดการทำให้เกิดเสียงดัง เช่น บล็อกที่ต่อเสร็จก็ทำให้ล้ม โยนแก้วลงบนพื้นให้แตกหรือขว้างของเล่น พอเกิดเสียงแล้วจะนิ่งฟังและหัวเราะชอบใจ
- Because : เป็นธรรมดาของวัยช่างสำรวจค่ะ ที่ต้องเห็นด้วยตา ฟังด้วยเสียงยังไม่เพียงพอ ถ้าได้สัมผัสและลองทำให้เกิดเสียงเอง จะทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของลูกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งของลูกวัยนี้ค่ะ
- Dos : คุณแม่ควรส่งเสริมลูกให้ถูกทาง โดยเลือกของเล่นที่ขว้างได้ ยิ่งมีเสียงต่างกัน เช่น ระนาดตีแล้วมีเสียง ตุ๊กตายางบีบแล้วมีเสียง ฯลฯ จะทำให้ลูกได้เรียนรู้มากขึ้น แต่คุณแม่ต้องระวังไม่ให้ลูกเล่นจนติดเป็นนิสัยทำลายข้าวของ และควรเลือกของที่มีความปลอดภัยไม่แตกหักง่ายด้วย
- หนู (เปล่า) ชอบขโมย
- คุณแม่ที่มีลูกวัยเรียน มักจะเห็นว่าลูกได้มีดินสอ ยางลบ หรือไม้บรรทัดที่ไม่ใช่ของตัวเองติดไม้ติดมือกลับบ้านบ่อยๆ ลูกขโมยของเพื่อนมาหรือเปล่านะ
- Because : อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้นค่ะ ลูกวัยนี้ยังคงยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง คือเข้าใจเฉพาะแง่มุมความคิดของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คำนึงว่าถ้าหยิบเอาของคนอื่นมาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเกิดอะไรขึ้น และไม่สนใจด้วยว่าเพื่อนที่เป็นเจ้าของหรือคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร
- Dos : ถ้าเจอพฤติกรรมชอบหยิบฉวยของลูก อย่าเพิ่งโวยวาย หรือดุด่าว่ากล่าวเป็นการใหญ่โตนะคะแต่ควรสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและปลูกฝังว่าการหยิบเอาของผู้อื่นมานั้นมีผลเสียอย่างไร และถ้าหยิบมาโดยที่เพื่อนไม่อนุญาตต้องเอาของไปคืนด้วย
- แก่แดด
- วันนี้หนูเป็นคุณแม่ วันก่อนหนูเป็นคุณครู พรุ่งนี้หนูจะแต่งงานเป็นเจ้าสาว เมื่อลูกคนดีของคุณเป็นอะไรอีกหลายๆ อย่าง ที่ฟังแล้วคิดว่ายังไม่ถึงวัยอันสมควรที่จะรู้ทั้งนั้น
- Because : วัยนี้ถูกเรียกว่าเป็น จอมเลียนแบบ ซึ่งพฤติกรรมการเลียนแบบนี้ถือเป็นคุณสมบัติหรือความสามารถพิเศษของลูกค่ะ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ลูกจะใช้เรียนรู้ พัฒนาทักษะและความชำนาญพร้อมๆ กับอาศัยการเลียนแบบช่วยทดสอบความเข้าใจของตัวเองและรับเอาสิ่งนั้นๆ มาเป็นรูปแบบพฤติกรรมให้กับตัวเองด้วย
- Dos : ช่วง 3 ปีแรกถือเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้และซึมซับทุกสิ่งจากพ่อแม่และคนใกล้ตัวคุณแม่ต้องสร้างโอกาสให้ลูกได้ลองปฏิบัติจริงแต่ต้องคอยอยู่ใกล้ชิดเพื่ออธิบายสิ่งที่ถูกต้องและเป็นต้นแบบที่ดีที่สุด
พฤติกรรมแปลกๆ ของลูกที่ว่าคราวนี้ล้วนประมวลมาจากจดหมายของคุณแม่ทางบ้านที่เขียนเข้ามาถามกับทางนิตยสาร Modern Mom มากที่สุด เชื่อว่าคงโดนใจและช่วยคลี่คลาย ความสงสัยรวมทั้งความกังวลของคุณแม่ได้ไม่น้อยนะคะ ที่อยากฝากว่าคุณแม่และคุณพ่อนี่ล่ะค่ะ ที่จะมีผลต่อการก้าวผ่านช่วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าดีหรือร้ายของลูกไปได้ แต่ทั้งหมดหัวใจสำคัญคือ ความเข้าใจ ค่ะ
(update 17 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.137 March 2007]
|