เด็กพิเศษ


เสียงสั่นเครือของคุณนุช ผู้หญิงวัยกลางคนที่ใบหน้าหมองคล้ำ และมากด้วยรอยช้ำรอบดวงตาเหมือนอดนอนมาหลายวัน ป้าหมอจึงเชิญให้คุณนุชนั่งเพื่อเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“ตอนคลอดน้องบีน่ารักมากเลย เป็นเด็กตัวใหญ่ใครๆ ก็แย่งกันอุ้ม โตขึ้นมาก็น่ารัก อารมณ์ดี เรียนรู้ได้เท่ากับเด็กในวัยเดียวกัน แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อตอน 4 ขวบ น้องบีเกิดมีอาการชักอย่างรุนแรง จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากได้รับการตรวจคุณหมอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ คุณหมอจึงสั่งให้ดิฉันเฝ้ามองพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิด และพยายามเอาใจใส่ในการเรียนรู้ของเขาให้มากขึ้น เพราะน้องบีมีความเสี่ยงที่จะเป็นเด็กพิเศษ”

เมื่อเล่าเรื่องมาถึงตรงนี้คุณนุชก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตา แล้วเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “หลังจากนั้นน้องบีก็เข้าโรงพยาบาลตลอดเลยค่ะมักจะมีอาการชัก มีไข้ตลอดเวลา และเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ดิฉันเองก็ทำงานขายขนม ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร แค่ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ยังลำบากเลยค่ะเวลาก็ทุ่มเทให้กับงาน เพื่อจะหาเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาล จึงไม่ค่อยมีเวลาจะเล่นหรือพูดคุยกับน้องบีเท่าไร

ทุกวันนี้ น้องบีมีอายุ 10 ขวบแล้ว แต่ก็ยังมีอาการก้าวร้าว โมโหง่าย และไม่ยอมฟังใคร ทำตัวมีปัญหา ชอบใช้กำลัง ชอบตะโกนเสียงดัง เวลาที่ไม่ได้ดังใจก็จะขว้างปาข้าวของ ไม่ว่าจะเข้าโรงเรียนไหนก็จะมีปัญหาตลอดเวลา จนต้องย้ายโรงเรียนมาหลายแห่งแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งจะขว้างของใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนจนดิฉันต้องไปชดใช้ค่าเสียหายให้หลายพันบาท”

เมื่อป้าหมอได้ฟังคุณนุชเล่าเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าวของน้องบีแล้ว ป้าหมอก็ทราบได้ทันทีว่า น้องบีมีพฤติกรรมที่แฝงความรุนแรง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตลอดเวลา และอาจจะเกิดจากการเห็นพฤติกรรมนี้จากคนในครอบครัว ภาพยนตร์ หรือในเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ
คุณนุชเล่าต่อว่า “หลังจากนั้นไม่นาน คุณครูประจำชั้นของน้องบีก็เข้ามาพูดคุยกับดิฉันที่บ้าน เพื่อขอให้ดิฉันย้ายน้องบีไปเรียนที่โรงเรียนอื่น เพราะทางโรงเรียนไม่มีคุณครูที่มีความชำนาญในการดูแลเด็กพิเศษจะทำให้มีผลเสียต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของน้องบีในระยะยาว

โดยทางคุณครูได้ติดต่อไปที่โรงเรียนใหม่ให้แล้วซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัดในโรงเรียนจะมีคุณครูที่เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการของเด็กพิเศษ เด็กทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างดี โดยคุณพ่อคุณแม่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทางโรงเรียนได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ดิฉันก็ไม่อยากให้ลูกต้องย้ายโรงเรียนอีกแล้ว สงสารลูกมาก ทุกครั้งที่ย้ายโรงเรียนน้องบีจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมชั้นใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ทำให้เกิดความเครียด จนผลการเรียนย่ำแย่ลงไปมาก”

คุณนุชเงียบเสียงลง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตาป้าหมอแล้วถามว่า “ดิฉันจะทำอย่างไรดีค่ะ สงสารลูก สงสารตัวเอง กลัวว่าการที่ลูกต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษจะทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี ทำใจไม่ได้ ดิฉันเครียดกับเรื่องนี้มากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้วค่ะ”
ป้าหมอจึงแนะนำให้คุณนุชเข้าไปดูโรงเรียนใหม่ของน้องบีก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะย้ายน้องบีไปเรียนที่นั่นหรือไม่ อย่ากังวลเรื่องอื่นที่ยังมาไม่ถึง จะทำให้ล้มป่วยไปอีกคน หลังจากนั้นคุณนุชก็หายหน้าหายตาไป
หลายวันถัดมาคุณนุชกลับมาหาป้าหมอด้วยใบหน้าที่สดชื่นกว่าเดิม หลังจากที่ได้พาน้องบีเดินทางไปดูโรงเรียนใหม่ เธอพูดด้วยใบหน้าที่อมยิ้มว่า “ดิฉันนี่คิดมากไปจริงๆ ค่ะ ที่โรงเรียนใหม่ของน้องบีนั้นดีมากๆ เลย คุณครูทุกคนมีความชำนาญกับพฤติกรรมของเด็กพิเศษ ใช้วิธีการสอนที่ปรับปรุงขึ้นมาเพื่อเด็กพิเศษโดยเฉพาะ ทางโรงเรียนก็มีพื้นที่มากเพียงพอที่จะจัดสรรกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็ก มีการสอนกีฬา สอนการเกษตร ฯลฯ

เด็กิเศษที่นั่นทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างดี เข้าใจในธรรมชาติของกันและกัน ทำให้ไม่มีปัญหาการปรับตัวเหมือนโรงเรียนที่มีเด็กทั่วไปร่วมชั้นเรียน โดยจะให้นักเรียนนอนพักที่โรงเรียนเหมือนกับโรงเรียนประจำ คุณพ่อคุณแม่จะมารับกลับบ้านเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้คุณครูสามารถดูแลปรับพฤติกรรมของเด็กได้ตลอดเวลา น้องบีเองก็ดูเหมือนจะชอบที่นี่มากค่ะ ถึงกับพูดว่า “ถ้าคุณแม่มีงานเยอะ ไม่ต้องมาหาน้องบีทุกสัปดาห์ก็ได้น้องบีอยู่กับเพื่อนๆ และคุณครูได้”
ปัจจุบันนี้ น้องบีเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว หลังจากที่น้องบีใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนนี้มา 6 ปีเต็มน้องบีมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีขึ้นมาก ไม่โมโหง่ายรู้จักการแก้ปัญหาด้วยหลักเหตุผลมากขึ้น และยังมีผลการเรียนที่ดีมาก จนคุณครูและคุณนุชภูมิใจ

เด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว พวกเขาจะจดจำสิ่งที่เห็น ลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนรอบข้าง หากเด็กต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ใช้กำลังกับการแก้ไขปัญหา ใช้คำหยาบคายในการสนทนา การเรียนรู้ของเด็กก็จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรจะทำ ทำแล้วได้รับการยอมรับ หรือทำแล้วมีอำนาจจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ความผิดพลาดของลูก คือความล้มเหลวของพ่อแม่ หากจะรักษาลูก จะต้องรักษาที่พ่อแม่ก่อน”

หากสงสัยว่าลูกหลานของตนเองมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรือมีลักษณะพฤติกรรมผิดไปจากเด็กวัยเดียวกัน ให้รีบนำมาพบจิตแพทย์ให้เร็วที่สุด การนำผู้ป่วยเข้าพบจิตแพทย์ได้ทันท่วงที จะช่วยลดการใช้ยาและระยะเวลาในการรักษาลงได้

อย่าคิดว่าพฤติกรรมที่ผิดปกติของลูกหลานจะหายไปได้เองเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น พฤติกรรมเหล่านั้นจะติดตัวเขาไป ทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพและมีอันตรายต่อสังคม การเยียวยาและรักษาอย่างถูกวิธีเท่านั้นที่จะช่วยได้...สวัสดีค่ะ


(update 4 ธันวาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 29 ฉบับที่ 341 กันยายน 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600