คุยวันหยุดเรื่อง
อยากให้เด็กไทยยุคใหม่พัฒนาไปอย่างไร เป็นคำถามทันยุคสมัยอยู่ในใจของผู้ใหญ่ยุคนี้ที่นิยมมีลูกกันน้อย มีคนเดียวก็อยากให้ดีที่สุด ยิ่งมีตัวอย่างเด็กฉลาดๆ คล่องแคล่ว ปฏิภาณไหวพริบดี ก็อยากให้ลูกหลานเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่ารายการเกมทศกัณฑ์ที่มีเด็กผู้หญิงเก่งพอๆ กับน้องเดียว ซึ่งออกหนังสือจนโด่งดังไปแล้ว หรือน้องฮวก เด็กอัจฉริยะที่มาออกรายการคืนนี้กับสายสวรรค์ หมอขอชมว่าน่าทึ่งมากๆ เป็นเด็กชายอายุสัก 6-7 ขวบ หน้าตาน่ารัก และมีไอคิวสูงมากแม่สังเกตเห็นว่าน้องสนใจวิทยาศาสตร์ ก็ส่งเสริมเต็มที่ แม่จบไบโอเทค พ่อจบวิศวะฯ แม่สอนลูกเองเพราะว่าเขาจะชอบซักถามอยากรู้ อยากทดลองตลอด แม่ประเมินว่าตอนนี้ความรู้น้องฮวกเทียบเท่าปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่รู้จะสอนอะไรอีกซึ่งขณะออกรายการ น้องฮวกจะง่วนอยู่กับเครื่องมือทดลองอะไรสักอย่าง
สุดท้ายก็เฉลยว่ากำลังทำสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ SOLAR CEEL มาเป็นพลังขับเคลื่อนวเพื่อผลิตเครื่องไล่ยุงเขาลังศึกษาด้วยว่ายุงบินด้วยความเร็วเท่าไร ถ้าผลิตได้จะติดราคาขายประมาณ 250 บาท หรืออะไรทำนองนี้
เด็กอัจฉริยะอย่างนี้มีนานแล้ว ถ้าเราดูแลเขาดีๆ ก็จะเป็นกำลังของประเทศได้แต่บ้านเรายังไม่มีการศึกษาที่เอื้ออำนวยต่อเด็กเหล่านี้ ถ้าเข้าชั้นเรียนปกติพวกเขาก็จะเบื่อหน่ายเพราะเป็นบทเรียนธรรมดาๆ สมองเขาวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงกว่าเพื่อนๆ มีความสนใจเฉพาะเจาะจงในบางวิชาเท่านั้น อาจจะทำให้ครูเข้าใจผิดคิดว่ามีปัญหาในการเรียนได้
ปีที่แล้วมี 1 รายนำเด็กออกทีวี เด็กจะง่วนกับอ่านหนังอย่างจดจ่อ ไม่สนใจใคร ซึ่งอาจารย์ที่ถูกเชิญมาออกรายการก็เป็นห่วงศิษย์และอนาคตของศิษย์ด้วย
ที่เล่าให้ฟังไม่ได้มุ่งหวังให้ทุกคนเร่งเด็กให้เป็นอัจฉริยะกันหมด แต่ทั้งนี้เพราะความสำเร็จในอนาคตและการดำรงชีวิตไม่ได้เกิดจาก IQ อย่างเดียว มีการวิจับจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด โดยติดตามศิษย์เก่าพบว่า ศิษย์ที่ไอคิวสูงแต่อีคิวไม่ดีจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าพวกที่มีไอคิวปกติแต่มีอีคิวดี เป็นคนดี มีจริยธรรมจะประสบความสำเร็จสูงกว่า ดังนั้นอย่าเร่งให้ลูกเก่งอย่างเดียว ต้องดีด้วยค่ะ
ระยะนี้ฝนตกฉ่ำๆ แทบทุกวัน วันหยุดหมอไปไหนก็เปียก จึงจมอยู่ในกองหนังสือค้นไปเจอ TIME MAGAZINE MAY 2006 ฉบับ AUTISTIC นำมาวิเคราะห์ดูในหัวข้อ ความลึกลับในโลกออทิสติก ทำให้เข้าใจพฤติกรรมและเห็นใจเด็กพวกนี้มากๆ จึงอยากเล่าให้ฟัง เพื่อที่พวกเราจะได้เห็นใจและมีจิตเมตตาพวกเขาด้วย ตอนนี้ใครๆ ก็รู้จักเด็กออทิสติก และ อ๋อ เมื่อรู้ว่าเขาเรียกกันว่า เด็กออ
ทำไมเด็กออจึงมีพฤติกรรมแปลกๆ ทำอะไรก็ต้องทำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ทำไมไม่เจรจาพาที ไม่ชี้นิ้ว ไม่สบตา ถ้ารู้ถึงผลการศึกษาวิจัยสมองเด็กออ ก็จะอ๋ออีกทั้งนี้เพราะส่วนต่างๆ ของสมองเด็กออจะแตกต่างจากเด็กปกติ คือ
1. Frontal Lobe สมองส่วนหน้า ที่มักเรียกว่า CEO ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และสั่งการ สำหรับเด็กที่เป็นดรคออทิสติกสมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่แต่เฉพาะส่วนที่เราเรียกว่า White Matter ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อโยงใยกับส่วนอื่นๆ คล้ายสายเคเบิ้ลไม่ใช่ส่วนของเซลล์สมอง และมีลักษณะของการอักเสบด้วย นี่คือความรู้ใหม่
2. Corpus Callosum ขนาดเล็กลงปกติเป็นส่วนที่โยงใย 2 ฝั่งสมองทั้งด้านซ้ายขวา จึงทำให้สมองทำงานไม่สมดุลกันเกิดการสับสน
3. Amygdala มีขนาดโต ทำให้เด็กออมีพฤติกรรม anxiety คือ มีความเครียดกระวนกระวาย เช่น การจ้องหน้าคน เขาจะมองเฉียงๆ หรือไม่มองหน้าคน
4. Hypo Campus โตกว่าปกติ 10% อวัยวะนี้สำคัญสำหรับความจำ วิเคราะห์ว่าเด็กออต้องใช้ความจำมากเป็นพิเศษ จึงทำให้สมองส่วนนี้โต
5. Cerebellum มี white matter คือ สายเคเบิ้ลโยงใยระหว่างเซลล์เพิ่มมากขึ้นคล้ายๆ ส่วนหน้าสุด มีบทบาทสำคัญในการทำงานที่สัมพันธ์ของร่างกายในการเคลื่อนไหวต่างๆ มีการเชื่อมโยงระยะสั้นกันหลายแห่งในสมอง แต่การเชื่อมโยงในระยะไกลมีน้อย
รู้สึกสงสาร เด็กออ ที่ว่าสมองของเขาเป็นอย่างนี้เอง เขาไม่ได้หลอก ไม่ได้ดื้อ เมื่อก่อนยังไม่เข้าใจ ได้แต่สงสัย เมื่อรู้ก็เห็นใจว่าเขาไม่ได้แกล้งแต่เป็นเช่นนั้นเองเมื่อรู้อย่างนี้ เราต้องเข้าใจและช่วยเหลือเขาด้วยนะคะ
(update 13 กันยายน 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 295 สิงหาคม 2550 ]
|