เมื่อเด็กออทิสติก อ้วน


ปัญหาเด็กอ้วน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพเด็กที่พบบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมเมืองปัจจุบัน คนเรามีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงและอุดมไปด้วยไขมัน แต่ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้อง “ออกกำลัง(กาย)” น้อยลง

ลองนึกทบทวนดูนะคะว่าวันนี้ คุณ หรือ ลูกรับประทานอาหารอะไรไปเท่าไร และได้ “ทำงาน” ที่เผาผลาญพลังงานไปสมดุลกันไหม

เมื่อ “ลูกอ้วน” คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักให้มาก อย่าเห็นเป็นว่า “เด็กอ้วน จ้ำม้ำ ตุ้ยนุ้ย น่ารักน่าเอ็นดู” เพียงอย่างเดียว เพราะ “ความอ้วน” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคเรื้อรังหลายๆ โรคเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ถ้าความอ้วนเกิดกับเด็กออทิสติก นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวแล้ว ความยุ่งยากในการฝึกกระตุ้นพัฒนาการ หรือปรับพฤติกรรมก็เพิ่มเป็นเงาตามมา (ลองจินตนาการถึงความทุลักทุเลในการช่วยเหลือเด็กอ้วนที่อาละวาด หรือ แผลงฤทธิ์ ดูนะคะ)


เมื่อไหร่จึงจะรู้ว่า “เด็กอ้วน”

ในทางการแพทย์จะพิจารณาจากค่า Body Mass Index (BMI) ซึ่งคำนวณได้ง่ายๆ จากสูตร

BMI = น้ำหนัก (ก.ก.) / ส่วนสูง (ม.) / ส่วนสูง (ม.)

ค่า BMI จะพิจารณาอิงเกณฑ์มาตรฐานของอายุและเพศ โดยทั่วไปจะจัดว่าเป็น “เด็กอ้วน” เมื่อค่า BMI สูงกว่า ค่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 95 หรือ เริ่มเห็นแนวโน้มการก้าวกระโดด “ข้ามเส้นเปอร์เซ็นต์ไทล์” ของน้ำหนัก ควรจะปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อคำนวณและเปรียบเทียบค่า BMI ต่อไปค่ะ


ทำไมเด็กออทิสติกบางคนถึงอ้วน

เด็กออทิสติกเสี่ยงที่จะ “อ้วน” ได้จากหลายสาเหตุทั้งจากตัวเด็กเอง และปัจจัยภายนอก ปัจจัยที่เป็นผลมาจากความเป็นออทิสติกเอง เช่น เด็กออทิสติกมักจะมีประสาทสัมผัส “ไวเป็นพิเศษ” ไม่ว่าจะเป็น ไวต่อกลิ่น เสียง รูป รส สัมผัส หรือความสั่นสะเทือนต่างๆ รวมทั้งมี “ความยึดติด ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไม่ยืดหยุ่น” ต่อสถานการณ์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว จึงเป็นที่มาของอาการ “เลือกรับประทานเฉพาะอาหารบางอย่างๆ ที่ซ้ำๆ จำเจ" ขอเรียกสั้นๆ ว่า “ทานซ้ำจำเจ” ถ้าบังเอิญอาหารที่จำเจของเด็ก เป็นอาหารที่เสี่ยงต่อความอ้วน เช่น มันฝรั่งทอด หนังไก่ทอด ขนมกรุบกรอบชนิดต่างๆ หรือน้ำอัดลม ร่วมกับ เด็กออทิสติกบางกลุ่ม มีแนวโน้มที่ชอบอยู่เฉยๆ ตามลำพัง ไม่สนใจกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว เช่น กีฬาประเภทต่างๆ ซึ่งอาจเป็นผลพวงจากเด็กมีปัญหาความไม่คล่องตัว หรือการประสานงานของกล้ามเนื้อ หรือ เด็กบางคนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกีฬาประเภททีม เพราะมีความยากลำบากในการเข้าใจกฎกติกา และการเข้าสังคมกับผู้อื่น

นอกจากปัจจัยในตัวเองดังกล่าวข้างต้นแล้วปัจจัยภายนอกก็มีส่วนส่งเสริมให้เด็กอ้วนได้เช่นกัน เช่นการที่เด็กออทิสติกได้รับ “ขนมขบเคี้ยว” ต่างๆ เป็นรางวัลในการฝึกหรือปรับพฤติกรรม จนเกิดเป็นความเคยชิน และก่อเป็นนิสัยที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก เนื่องจากปัจจัยร่วมกับเด็กเอง คือ การ “ทานซ้ำจำเจ” แต่ก็มีเด็กบางคนที่น่าเห็นใจมากๆ เพราะเขาไม่มีสิ่งอื่นใดรอบๆ ตัวที่จะเป็น “แรงจูงใจ” ในการฝึกหรือปรับพฤติกรรมได้เลยนอกจาก “ขนม” ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้ “ขนม” เป็นรางวัลหรือแรงจูงใจ ควรพิจารณาเลือก “ประเภท” และคำนึงถึงความพอเหมาะพอดีด้วยค่ะ มีบางกรณีที่ผู้ปกครองหลายท่าน “ตัดปัญหา” และหลีกเลี่ยงอาการแผลงฤทธิ์อาละวาดของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดๆ ด้วยการให้ “ขนม” ที่เด็กชอบ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวที่ปลายเหตุ และก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมา

นอกจากนี้ เด็กหลายคนเติบโตมาที่เขาสามารถ “หยิบหา” ขนมหรืออาหารรับประทานได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะขนมหวาน หรือของขบเคี้ยวต่างๆ ที่เด็กชอบ ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่ตั้งใจ ยาบางชนิดที่เด็กออทิสติกจำเป็นต้องใช้เพื่อลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ เช่น ความก้าวร้าว ซน อยู่ไม่นิ่ง ซึ่งขัดขวางการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับ ผู้อื่น ยาอาจมีผลข้าเคียงที่ทำให้เด็กรู้สึก “หิว” อยู่ตลอดเวลาทำให้เด็กรับประทานอาหารได้มากและบ่อยขึ้น หรือในบางราย เด็กอาจเฉื่อยชาลง จึงไม่ค่อยได้ “ออกกำลัง” เผาผลาญพลังงานที่ได้รับไป อย่างไรก็ตามเราต้องไม่ลืมว่า เด็กออทิสติก ก็มีโอกาสอ้วนได้จากโรคอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ผลจากตัวออทิสติกขชองเขา) เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เช่น ภาวะการณ์ทำงานของต่อมทัยรอยด์บกพร่อง จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด เด็กออทิสติกบางคน จึงมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ ถ้าไม่ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ


แนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น

หลักการโดยทั่วไป เมื่อเด็กอ้วน เราจะไม่พยายาม “ลดน้ำหนัก” ของเด็กไปจากเดิมค่ะ แต่จะหามาตรการที่หยุดหรือชะลอการ “เพิ่ม” ของน้ำหนักไปจากเดิมที่มีอยู่ เพื่อว่าในระหว่างนี้เด็กเติบโตเพิ่ม “ส่วนสูง” ให้พอดีกับน้ำหนักเดิม สรุปง่ายๆ คือว่าเมื่อเด็กอ้วนเป้าหมายการช่วยเหลือไม่ใช่ “ลดน้ำหนัก” ของเด็ก แต่จะเป็นการหาทาง “คงน้ำหนักเดิม” ไปจนกว่าเด็กจะ “สูง” ได้สัดส่วน “กับน้ำหนักเดิม”

เมื่อรู้สึกว่าเด็กออทิสติกชักหนักเกินมาตรฐาน คุณพ่อคุณแม่ควรกลับไปทบทวนดูว่า “สาเหตุ” น่าจะเกิดจากปัจจัยใดๆ ได้บ้างในเด็กหนึ่งคนสามารถมีได้หลายๆ สาเหตุร่วมกัน จากนั้น “จัดการ” ป้องกันในแต่ละสาเหตุไปค่ะ หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่ดูแลอยู่นะคะ

ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ.


(update 27 มีนาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600