หลายครั้งที่เจ้าตัวเล็กของคุณป่วยทางกาย แต่นั่นอาจเป็นอาการที่บ่งบอกถึงความเจ็บป่วยภายในจิตใจ และแม้ว่าการรักษาด้สนยาจะสามารถทำให้อาการเหล่านั้นบรรเทาลงหรือหายได้แต่ถ้าใจไม่แข็งแรง อาการเหล่านั้นก็อาจกลับมาใหม่อีกครั้ง หรือที่เรียกว่า เรื้อรัง
สกู๊ปฉบับนี้ขอพาคุณไปรู้จักกับ Art Therapy ศาสตร์แห่งการบำบัดโรคด้วยศิลปะ ที่ช่วยหลายกำแพงและเข้าถึงจิตใจของผู้ป่วยได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
เพราะเมื่อจิตใจที่แข็งแรง ย่อมนำพาให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย
น้องบี เด็กชายวัย 6 ขวบ มักพูดเสมอว่าเห็นเชื้อโรคอยู่ตามที่ต่างๆ เต็มไปหมด บนพื้น บนโต๊ะ และผนังห้อง หรือแม้แต่มือน้อยๆ ของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นน้องบียังล้างมือบ่อยมาก
แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ของน้องบีไม่ได้นิ่งนอนใจกับอาการของลูกชาย และรีบพาน้องบีไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยโรค รวมทั้งหาแนวทางการรักษา ในที่สุดคุณหมอสรุปว่า น้องบีเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder)
แต่เรื่องราวของน้องบีไม่ได้ลงเอยแค่การตรวจอาการและรับยากลับไปกินเท่านั้น คุณหมอแนะนำให้น้องบีบำบัดโรคด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า Art Therapy หรือ ศิลปะบำบัด ไปพร้อมกับการรักษาด้วยการกินยา
ศิลปะบำบัด (Art Therapy)
เป็นศาสตร์ที่ช่วยปรับสมดุลข้างในจิตใจของผู้ที่เสียสมดุลให้กลับมาสู่โลกปกติ หรือภาวะที่กลับคืนมาสู่ความเป็นตัวเอง ซึ่งการเสียสมดุลในชีวิตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา และมาจากหลายๆ สาเหตุที่แตกต่างกัน จนทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตแย่ลง เช่น เกิดภาวะความเครียดหรืออาการเจ็บป่วยบางอย่าง หรือเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หรือติดยาเสพติด เป็นต้น นอกจากนี้เรายังใช้ศิลปะในการบำบัดกับเด็ก 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มเด็กพิเศษ เช่น ออทิสติก แอสเพอเกอร์ ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์ เช่น อารมณ์ก้าวร้าว ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือไม่สื่อสารกับผู้อื่น"
อนุพันธ์ พฤกษ์พันธ์ขจี นักศิลปะบำบัด
4 Art Therapy
1. การวาด (Painting Therapy)
มักใช้เพื่อบำบัดปัญหาทางจิต และอารมณ์ เช่น เด็กประสบภัยสึนามิ เด็กที่มีความเครียดโดยในครั้งแรกของการบำบัดนั้น จะเปิดโอกาสให้เด็กได้วาดอย่างอิสระ เพื่อดูภาพว่ามีพัฒนาการที่สมวัยหรือมีสิ่งใดที่เก็บกดไว้ในใจหรือไม่ แล้วค่อยๆ กำหนดรูปแบบของการวาดในครั้งต่อๆ ไป เพื่อช่วยบำบัดอาการผิดปกติที่พบ
การบำบัดวิธีนี้จะทำผ่านการวาดภาพด้วยสีน้ำ เพราะมีขั้นตอนและความเป็นธรรมชาติ การใช้สีชนิดอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การผสมสี จุ่มพู่กัน ล้างพู่กัน กระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนที่สำคัญมากในการบำบัดเพราะจะช่วยฝึกให้เด็กมีสมาธิกับสิ่งที่ทำนอกจากนี้ยังจำเป็นจะต้องเลือกใช้สีที่มีคุณภาพดี เพื่อให้เห็นถึงรายละเอียดการเคลื่อนไหวของสีที่สมบูรณ์กว่า
2. การปั้นน (Clay Therapy)
เด็กจะเกิดการเรียนรู้การสร้างรูปทรงบนหลักการ 2 ข้อ คือ ความโค้งนูน กับความโค้งเว้าที่จะเชื่อมกับการเข้าใจในโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ ทำให้เด็กที่บำบัดเห็นการถ่ายทอดความคิดในใจให้เกิดใหม่โดยผ่านมือตัวเอง เมื่อส่วนโค้งนูนและส่วนเว้าเกิดขึ้นสัมพันธ์กันอย่างสมดุล จะเกิดการไหลลื่นของพลัง เช่น สัญลักษณ์ หยิน-หยาง ก่อให้เกิดความยืดหยุ่น มีพลังการถ่ายเท พลังชีวิตถูกใช้ออกมาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
3. ดนตรี (Music Therapy)
เป็นศิลปะในการมีประสบการณ์กับเสียงของสิ่งต่างๆ ทั้งในธรรมชาติและจากเครื่องดนตรีทั้งหลาย ทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเป็นเครื่องหมายของการเล่นดนตรีได้ทั้งหมดเสียงประกอบกับท่วงทำนอง ระดับเสียง จังหวะ เชื่ออารมณ์และเชื่อมคนให้คล้อยตามกันไปกับเสียงดนตรีนั้นๆ เช่น Major Key ทำให้รู้สึกสนุก ร่าเริง ส่วน Minor Key จะทำให้รู้สึกเศร้า เหงา เป็นต้น
ดังนั้นดนตรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะไม่ว่าเราจะร้องเพลง วาดรูป หรือว่างานปั้นสิ่งที่เราเรียกว่าศิลปะทำให้มันเกิดความสั่นสะเทือนในอารมณ์ สะเทือนในความรู้สึกแล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะสะท้องออกมา
4. การเคลื่อนไหว (Movement-Heil Eurythmy)
จิตตลีลา เป็นศิลปะการเคลื่อนไหวจากภายในที่ตอบสนองต่อเสียง นั่นคือสัมพันธ์กับเสียงของภาษาและดนตรีที่ใช้ในการพัฒนาคน ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม โดยใช้การสังเกตความรู้สึกที่จะเริ่มเคลื่อนไป และหยุดพร้อมกัน โดยเชื่อมโยงให้เกิดประสบการณ์ฝังลึกกับเสียงภาษาและเสียงดนตรี ดังนั้นจิตลีลาจึงเป็นศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว
การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ให้เด็กโยนลูกบอลตามจังหวะ หรือการกระโดดให้สัมพันธ์กับเสียงดนตรี ดังนั้นจิตตลีลาจึงเป็นศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว
การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ให้เด็กโยนลูกบอลตามจังหวะ หรือการกระโดดให้สัมพันธ์กับเสียงดนตรี โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็กเคลื่อนไหวและใช้ประสาทสัมผัส ตลอดจนใช้อวัยวะอื่นๆ ไปพร้อมกัน หรือหูต้องฟังขาต้องก้าว เป็นต้น เพื่อปรับจังหวะการหายใจให้สัมพันธ์กับร่างกาย
สู่กระบวนการรักษา
การรักษาโรคหรืออาการป่วยต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ที่มีศิลปะบำบัดร่วมอยู่ด้วย ดังนี้
1. การวินิจฉัย เป็นขั้นตอนที่คุณหมอจะประเมินและวินิจฉัยโรคจาการซักถาม สังเกตอาการ ซึ่งอาจต้องมาพบกับคุณหมอหลายครั้ง จากนั้นจึงจะวางแผนในการรักษาต่อไปว่า จะใช้ศิลปะบำบัดร่วมในกระบวนการรักษาด้วยหรือไม่
2. การบำบัดด้วยศิลปะ การใช้ศิลปะบำบัดกับเด็กนั้นนักศิลปะบำบัดจะเป็นคนกำหนดรูปแบบให้เหมาะกับเด็กและโรคโดยอาจจะใช้ศิลปะในการบำบัดมากกว่า 1 อย่างก็ได้ เช่น กรณีน้องบี นักศิลปะบำบัดได้เลือกใช้การวาดและการปั้นมาช่วยบำบัด
3. การประเมินผล หลังจากการบำบัดแต่ละครั้งสิ่งที่นักศิลปะบำบัดจะต้องทำคือ การพูดคุยกับผู้ปกครอง รวมไปถึงการรายงานความคืบหน้าของการบำบัดศิลปะให้กับคุณหมอเจ้าของไข้ทราบ เพื่อจะประเมินอาการและดูความคืบหน้าในการรักษาต่อไป
4. การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ การรักษาให้ได้ผลนั้นต้องทำงานร่วมกันระหว่างคุณหมอ นักศิลปะบำบัด เพราะลำพังคุณหมอและนักศิลปะบำบัดนั้น ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ เพราะเด็กๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่กับพ่อแม่และครอบครัวนั่นเอง
อิทธิพลของสี
เพราะสีมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มายาวนาน มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัว เช่น ท้องฟ้า ถ้าเราสังเกตท้องฟ้าในแต่ละวัน และในแต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสี และสีนั้นๆ ส่งผลต่อความรู้สึกเรา
ส่วนสีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กก็คือ สีน้ำ ด้วยคุณสมบัติ
1. ความบริสุทธิ์ (Fine) เพราะได้มาจากธรรมชาติ
2. คุณภาพดีมาก (Quality) ให้ความเป็นสีของสีนั้นจริงๆ เช่น สีฟ้าจะมีความเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกเป็นสีท้องฟ้าจริงๆ
3. มีหลากหลายขั้นตอนให้เด็กได้เรียนรู้ (Process) มากกว่าแค่การหยิบสีมาระบาย ได้รู้จักการวางและการหยิบอุปกรณ์มาใช้ การจุ่มพู่กันลงในจานสี ไม่ใช่การป้ายจากหลอด การล้างพู่กัน การระบายในลักษณะต่างๆ เช่น ระบายลงบนกระดาษเปียกหมาดๆ
เด็กจะได้เห็นการไหลของสีว่ามีโทนต่างๆ และเมื่อไปบรรจบกับอีกสีหนึ่งเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดสำคัญสำหรับการทำศิลปะบำบัด (เด็กปกติสามารถใช้สีน้ำได้เช่นกัน หรือจะใช้สีชนิดอื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่ว่าสีน้ำจัดเป็นสีที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเล็ก)
ประสบการณ์สี
หมายถึงเด็กทุกคนจะมีความรู้สึกกับสีแต่ละสีไม่เหมือนกัน ประสบการณ์สีจะทำให้เด็กเรียนรู้ถึงลักษณะและคาแรคเตอร์ของสีต่างๆ เช่น สีเหลืองมีความสว่าง สดใส วิธีที่จะให้น้องบีรู้คือ ให้เขาเพนท์สีเหลืองไปบนกระดาษที่เปียก (Wet on Wet) และค่อยๆ เปลี่ยนสีให้น้องได้สัมผัสเห็นสีน้ำเงิน สีส้ม
เพื่อให้เด็กเปิดความรู้สึกว่า การอยู่กับแต่ละสีทำให้เขารู้สึกอย่างไร เมื่อมีประสบการณ์สีแล้ว ระหว่างขั้นตอนบำบัด ประสบการณ์สีที่เขามีบวกกับรูปแบบที่นักบำบัดกำหนดให้วาด จะมีผลต่อจิตใจของเด็กโดยตรงการบำบัดจึงได้ผลดี
ศิลปะเด็ก VS ศิลปะบำบัด
คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าศิลปะบำบัดต่างจากศิลปะเด็กอย่างไร ในเมื่อศิลปะบำบัดก็มีแค่การวาด การปั้น ดนตรี การเคลื่อนไหว ซึ่งก็พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของลูกอยู่แล้วถ้าลูกเรียนศิลปะอยู่จะถือว่าเป็นการบำบัดไปในตัวได้หรือไม่
คำตอบก็คือไม่ได้ค่ะ เพราะศิลปะเด็กและศิลปะเด็กและศิลปะบำบัดมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน โดยครูมอสได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างศิลปะทั้ง 2 อย่างเอาไว้ดังนี้
ศิลปะบำบัด จะเป็นการใช้ศิลปะกับเด็กที่มีความเจ็บป่วยไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ โดยเน้นไปที่กระบวนการทำงาน ในแต่ละขั้นตอนว่าเด็กที่เข้ารับการบำบัดนั้นมีความสงบนิ่ง มีสมาธิ มีความตั้งใจหรือไม่ มากกว่าจะมานั่งสนใจว่าผลงานจะออกมาสวยหรือไม่สวยครับ
ศิลปะบำบัดจะเน้นที่การทำงานของแต่ละคน เพราะจะมีรายละเอียดของการใช้ศิลปะในการบำบัดแตกต่างกัน จึงต้องบำบัดทีละคน หรือกลุ่มเด็กที่มีบุคลิกใกล้เคียงกัน และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญอย่างนักศิลปะบำบัดในการออกแบบวิธีเพื่อทำงานกับเด็กที่มีความเจ็บป่วยเท่านั้นพ่อแม่หรือครูศิลปะเด็กไม่สามารถทำได้เอง
แต่ ศิลปะเด็ก จะเน้นไปที่วัตถุประสงค์มากกว่ากระบวนการทำงาน และไม่มีข้อจำกัดอะไรมากมาย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถสอนศิลปะได้ และสามารถสอนคนเดียวหรือสอนเป็นกลุ่มก็ได้ ไม่ว่าเด็กจะป่วยหรือไม่ป่วยก็สามารถใช้ศิลปะเด็กได้ และพ่อแม่สามารถสร้างศิลปะขึ้นในบ้านได้เองด้วยครับ
ศิลปะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีชีวิตอยู่ในตัวเอง เช่น ดนตรี ทำไมเวลาเราร้องเพลง หรือเล่นดนตรีแล้วมีความสุข ทำไมเวลาเราวาดรูปแล้วจึงมีสมาธิ วาดได้นานแบบไม่มีเบื่อ นั่นคือ ความมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในศิลปะ การที่เด็กได้ทำศิลปะนั้น จะเป็นการช่วยหล่อหลอมและปรับจิตใจ เพราะศิลปะเป็นเรื่องของความรู้สึก (Feeling) เป็นเรื่องของการพัฒนาจิตใจ ดังนั้น เครื่องมือที่รักษาจิตหรือพัฒนาจิตให้ดีขึ้นก็คือศิลปะ
ศิลปะในบ้านสร้างได้
- เตรียมอุปกรณ์การวาดรูปที่ปราศจากสารเคมีสำหรับลูก เตรียมกระดาษแผ่นใหญ่ประมาณ A2 ถ้าให้ลูกใช้พู่กัน ควรเป็นเบอร์ใหญ่ๆ ตั้งแต่เบอร์ 10 ขึ้นไป
- หาภาพวาดที่สวยงามมาติดไว้ในจุดที่ลูกสามารถมองเห็นได้
- เปิดเพลงเพราะๆ คลอเบาๆ ขณะที่ลูกกำลังวาดภาพ และสังเกตดูว่าจังหวะของดนตรีจะเปลี่ยนแปลงการวาดของลูกอย่างไรบ้าง
- ให้ลูกวาดรูปและเลือกใช้สีได้อย่างอิสระตามใจชอบ ไม่ควรบอกให้ลูกวาด หรือใช้สีตามที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเหมาะสม เพราะลูกจะไม่ได้พัฒนาความคิดและจินตนาการของตนเอง
- ให้กำลังใจโดยการชมในสิ่งที่ลูกทำค่ะ
ถ้าหนูวาดรูปหน้ากลัว
ความเชื่อ เด็กวาดรูปปีศาจหรือรูปอะไรที่ดูน่ากลัว เป็นสัญญาณอันตรายบาอย่างที่บอกให้พ่อแม่ต้องระวังว่าอาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูก
ความจริง สัญญาณเตือนจากภาพวาดก็อาจมีส่วนอยู่บ้างแต่พ่อแม่ต้องไม่ลืมที่จะเว้นพื้นที่ของศิลปะให้กับลูก อย่าลืมความจริงที่ว่าสังคมบ้านเราตอนนี้ เด็กโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีการ์ตูน หนังสือพิมพ์ที่มีภาพข่าวแรงๆ ตลอดเพราะฉะนั้นต้องเว้นที่ว่างให้กับการวาดภาพของเขาด้วย
อย่าคิดว่ารูปภาพของลูกจะส่อไปในทางรุนแรงตลอด และไม่จำเป็นต้องตีความรูปวาดของลูกทุกครั้ง ถ้าพาไปคุณหมอแล้วให้เด็กวาดรูป คุณหมอก็จะไม่ได้ดูเด็กแค่จากการวาดภาพ แต่จะดูบุคลิกลักษณะอื่นๆ ของเด็กด้วย ถึงจะบอกได้ว่า เด็กมีความผิดปกติหรือไม่ ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์จากภาพวาดอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ทำคือเปิดโอกาสให้ลูกมีอิสระในการวาด ส่วนเขาจะวาดแล้วเรามองว่าผิดปรกติหรือเปล่านั้น ต้องลองมองจากด้านอื่นๆ ด้วยค่ะ ไม่จำเป็นต้องดูรูปวาดอย่างเดียว เพราะอาจจะผิดพลาดได้ลองสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านด้วย จะทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติไปจริงๆ หรือไม่
ถ้าหนูใช้สีเดียวมากไป
ความเชื่อ ถ้าลูกใช้แต่สีแดง หรือสีดำ หรือถ้าเป็นเด็กผู้ชายแต่ชอบสีชมพูมาก จะมีความผิดปกติอะไรในตัวลูกหรือเปล่า
ความจริง สีมีความสัมพันธ์กับด้านในของทุกคน และทุกคนก็มีสีของตัวเอง เป็นสีที่ชอบ โดยไม่เกี่ยวกับว่าสีไหนจะสะท้อนอะไรอยู่ภายใน คนไทยมักเข้าใจว่าสีดำเป็นสิ่งที่เลวร้าย เมื่อเด็กชอบสีดำก็มักจะมองว่าเขามีปัญหา จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลวร้ายขนาดนั้น แม้สีดำจะเป็นสีตัวแทนความรู้สึกเศร้าและหม่นหมองของคนไทย แต่สำหรับเรื่องของศิลปะจะไม่เป็นตรรกะแบบนั้นตลอดเวลา ว่าเด็กที่วาดรูปโดยใช้สีดำจะเป็นเด็กมีปัญหา ถ้าเป็นแบบนั้นคงจะไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้ใช้สีดำอีกต่อไป
เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเริ่มต้นส่งเสริมศิลปะกับลูกได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนต้องพึ่งนักศิลปะบำบัดหรอกนะคะ เพราะศิลปะจะช่วยพัฒนาเจ้าตัวเล็กได้ถึง 3 ส่วน คือ
1. Willing เจตจำนง คือ ความรู้สึกที่อยากทำสิ่งๆ หนึ่งด้วยตัวเอง เช่น การเล่นเกมจากความต้องการของเด็กเอง การปีนป่าย ซึ่งเมื่อเด็กได้ทำอย่างที่อยากทำจะช่วยทำให้เขามีความพร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเต็มที่ โดยไม่เบื่อหน่ายหรือล้มเลิกกลางคัน
2. Feeling ความรู้สึก เช่น เรื่องอารมณ์ การมองโลกในแง่ดี ความมั่นใจในตัวเอง
3. Thinking ความคิด เช่น เรื่องของเหตุผลและความถูกต้อง
และศิลปะยังเป็นพื้นฐานที่พาใจไปสู่คุณธรรม ถ้าวันหนึ่งมีสถานการณ์ที่เด็กต้องเลือกว่าจะไปทางไหน เด็กที่ได้รับการพัฒนาใจโดยผ่านงานศิลปะแล้วนั้น เขาจะเลือกไปในเส้นทางที่ดีได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาอะไรมาเลย ซึ่งศิลปะจะสร้างรากฐานที่ดีให้กับชีวิตในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องศีลธรรมด้วยค่ะ
ขอปิดท้ายด้วยประโยคสวยๆ จากครูมอสว่า การสร้างศิลปะในบ้านเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ศิลปะของการเลี้ยงลูก เพียงแค่คุณมีความเข้าใจในธรรมชาติของลูก ใช้คำพูดดีๆ กับเขา ไม่ใช้อารมณ์และถ้อยคำรุนแรงกับลูก ก็เป็นการสร้างศิลปะและช่วยบำบัดลูกไปในตัวแล้วล่ะค่ะ.
(update 5 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 มีนาคม 2550 ]
|