ข่าว
เด็กตกจากที่สูง มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ ครับ ทั้งเห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือจากคนใกล้ชิด ฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การป้องกันด้วยการระแวดระวัง และพ่อแม่ผู้ใหญ่ที่ดูแลไม่ควรปล่อยเด็กให้คลาดจากสายตา
จากสถิติเครือข่าย (26 รพ.) เฝ้าระวังการบาดเจ็บฯ ระบุว่า ปี 2546 มีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้มถึง 20,002 คน และตาย 652 คน ถัดมาอีก 1 ปี คือในปี 2547 (ซึ่งจะมีการสรุปยอดข้อมูลทุก 3-5 ปี โดยปี 2547 เป็นข้อมูลล่าสุด) ยอดผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็น 21,524 คนตาย 685 คน โดยเครื่องเล่นจากผู้บาดเจ็บที่สูงสุดคือเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี และผู้ใหญ่ในวัย 60 ปีขึ้นไป
ส่วนข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ ในเด็ก รพ.รามาธิบดี พบว่า มีเด็กๆ (ต่ำกว่า 15 ปี) ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นต่างๆ ปีละมากกว่า 34,000 ราย และในจำนวนนี้ 70% เกิดจากการพลัดตก โดยเด็กที่บาดเจ็บรุนแรงเกิดจาการตกจากเครื่องเล่นที่สูง และหล่นลงมากระแทกพื้นที่แข็งๆ เช่น พื้นซีเมนต์ กรวด อิฐ ทรายอัดแข็ง หรือ ยางมะตอย
เมื่อพูดถึงปัญหาเด็กตกจากที่สูง สิ่งแรกที่คิดถึงคือ เด็กตกตึก เป็นเรื่องที่ประทบความรู้สึกที่สุด และหากลองเปิดอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ย้อนหลังราว 1-2 ปี ก็อาจตกใจครับที่ได้เห็นข่าวเด็กร่วงหล่นลงมาจากตึกสูง (เพราะอุบัติเหตุ) ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายต่อหลายหน เช่น
- เด็กลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น 7 ขวบ พลัดตกจากดาดฟ้าโรงเรียนดังใน กทม. (15 ก.ย. 2548)
- เด็กชาย 3 ขวบ ร่วมลงมาจากชั้น 21 ของคอนโดหรูย่านสุขุมวิท (16 ก.ย. 2548)
- เด็กหญิง 4 ขวบ ตกจากตึกชั้น 5 ของอาคารพาณิชย์ หาดจอมทอง พัทยา (8 ธ.ค. 2548)
- เด็กหญิง 6 ขวบ ตกตึก 10 ชั้น เพราะป่ายปีนขึ้นไปยืนบนลำโพงวิทยุ และพลัดตกจากหน้าต่างลงมา (ปี 2549)
- ลูกชายวัย 2 ขวบ วิ่งเล่นตามลำพังในขณะที่แม่กำลังวุ่นกับการขายของบนห้างดังชั้น 3 แล้วลอดลูกรงจนร่วงลงไปกระแทกพื้นชั้นล่าง (ปี 2549)
แน่นอนครับ ทุกคนเศร้าและสะเทือนใจกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ ปาฏิหารย์เท่านั้นที่จะช่วยเด็กให้รอดชีวิตได้ แต่หากเรานำเอาเหตุการณ์สะเทือนขวัญเหล่านี้มาเป็นอุทาหรณ์ และคุณพ่อคุณแม่รู้จักป้องกันก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้วัวหายก่อนแล้วจึงล้อมคอกทีหลังก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเด็กพลัดตก หกล้ม จากที่สูง ได้แก่
1. เด็กถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว
ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่พ่อแม่ต่างออกไปทำงานด้วยกันทั้งคู่ หรือลักษณะครอบครัวเดี่ยวที่ห่างเหินจากปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่หลายรายทิ้งลูกไว้ตามลำพังในขณะที่หลับพอลูกรู้สึกตัวตื่นก็ตกใจกลัว ร้องไห้จ้าหาพ่อแม่ ซึ่งวัยเพียงเท่านี้เพียงได้ชะโงกหน้าลงไปมองหาพ่อแม่ที่หายไปก็เพียงพอแล้ว และเมื่อประตูโดนล็อค ทางเดียวก็คือหน้าต่าง
แล้วก็น่าแปลกใจนะครับที่แทบทุกรายมักจะตั้งโซฟาหรือโต๊ะไว้ติดหน้าต่าง ซึ่งหน้าต่างก็มักเป็นบานเลื่อนที่ผลักออกได้โดยง่าย และไร้ลูกกรงเหล็กดัดเสียด้วยนั่นเพราะประเมินฝีมือการ ปีน ของลูกต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น ในรายที่ตกจากตึกชั้น 10 เด็กปีนขึ้นไปยืนบนลำโพงวิทยุ (เพราะมีรอยเท้าเด็กปรากฏอยู่) ที่วางอยู่บนโต๊ะที่ตั้งติดหน้าต่าง
หรือกรณีแม่ที่ขายของเพลินจนเผลอปล่อยให้ลูก 2 ขวบ วิ่งเล่นในห้าง (ที่มักเน้นความหรูหรามากกว่าความปลอดภัย) จนลอดลูกกรงดิ่งลงมาจากชั้น 3 เสียชีวิต
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าการปล่อยเด็กคลาดจากสายตาแม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ประสบกับความสูญเสียมานักต่อนักแล้วครับ
2. ไม่เข้าใจพัฒนาการทางกายของเด็ก
หลายคนไม่เข้าใจ และมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมรับความจริง ซ้ำยังเข้าข้างตนเองอีกว่า ไม่เป็นไรหรอกน่า
แค่แป๊บเดียว ดังนั้นจึงมักเกิดกรณีที่ปล่อยเด็กทารกไว้บนโต๊ะ บนเตียง บนบันได ทิ้งให้อยู่ในบ้านลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล
โปรดอย่าลืมนะครับว่า เด็กทารกนั้นมีพลังในการถีบ การดิ้น และการพลิกตัวอย่างที่พ่อแม่คาดไม่ถึง เด็กวัย 6 เดือนจะคว่ำและหงายได้ 7 เดือนสามารถคืบได้ 9 เดือนคลานได้ 11 เดือนตั้งไข่ได้ และ 1 ขวบก็เดินได้แล้ว
ทั้งหมดนี้คือพัฒนาการของลูกที่น่ายินดีครับ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ศักยภาพนั้นให้เต็มที่ ที่สำคัญคือถึงอย่างไรก็ตาม อย่าให้ลูกคลาดสายตาอย่างเด็ดขาด
3. ไม่ได้คำนึงถึงจุดเสี่ยง
คู่รักทักจะรู้สึกว่าชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ขึ้นเมื่อมีลูก รู้สึกภูมิใจที่ได้เปลี่ยนสถานะเป็น คุณพ่อคุณแม่ แต่หลายคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงเคยชินกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่ล้วนเสี่ยงต่อความปลอดภัยของลูกทั้งสิ้น
หลายๆ บ้านปล่อยให้พื้นบ้านเปียกน้ำพื้นห้องครัวลื่นจากคราบน้ำมัน บันไดก็ยังวางของระเกะระกะ ซี่ตรงราวบันได้ก็ห่างจนลูกอาจจะร่วงลงไปเมื่อใดก็ได้ ไม่มีการทำที่กั้นทางขึ้นและทางลง (โดยให้เปิดได้ทางเดียว) ประตูทางออกไปที่ระเบียงมักจะเปิดอ้าซ่าไว้เสมอ ทั้งที่ลูกยังอยู่ในวัยหัดคลานหรือหัดเดิน
จริงอยู่ ความกังวลห่วงใยจนเกินไปอาจทำให้เด็กอ่อนแอ ไม่รู้จักการช่วยเหลือตนเอง แต่หากพ่อแม่ทำความเข้าใจธรรมชาติแห่งพัฒนาการของลูก ก็จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่อง เกินไป แต่อย่างใด ในการจัดสัดส่วนให้ลงตัวระหว่างเวลาของการทำมาหากิน และเวลาของการใกล้ชิดดูแลลูกรักให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข มีความปลอดภัย ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ซี่ราวกันตกโดยทั่วไปนั้นจะมีความห่างมากกว่า 20 ซ.ม. แต่ซี่ราวกันตกที่ปลอดภัยสำหรับเด็กนั้น แต่ละประเทศจะใช้มาตรฐานแตกต่างกัน โดยอยู่ระหว่าง 8-12.7 ซ.ม. ซึ่งถ้าห่าง 9-23 ซ.ม. เด็กจะมีโอกาสลอดตกได้ ศรีษะติดค้าง (Head entrapment) หรือถ้าห่างเกิน 23 ซ.ม. เด็กทุกช่วงอายุจะลอดตกได้
ผู้ดูแลเด็กคือผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ต้องอยู่ในระยะที่มองเห็นและเข้าถึงได้ตลอดเวลา
วิศวกรที่ออกแบบโครงสร้าง หรือหน่วยงานที่ออกกฎหมายควบคุม รวมถึงสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องก็ควรมีส่วนรับผิดชอบและคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กด้วย
(update 22 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 294 กรกฎาคม 2550 ]
|