ทารก
เป็นวัยที่ไม่ควรจะเกิดอุบัติเหตุได้เลย เพราะทารกมักได้รับการดูแลจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด แต่จากสถิติพบว่าทารกต้องจากไปเพราะอุบัติเหตุถึงปีละประมาณ 108 รายทีเดียว
ได้ยินได้ฟังอย่างนี้ เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่คงตกใจไม่น้อย
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น บางครั้งมีสาเหตุจากการที่พ่อแม่ขาดความตระหนักในความเสี่ยงคือรู้ว่าอันตรายแต่มักคิดว่า ไม่เป็นไร แป๊บเดียว หรือ ไม่เกิดหรอกน่า เช่น ให้เด็ก 8-9 เดือน นั่งอาบน้ำในกะละมังที่มีน้ำตื้นๆ แค่ระดับสะดือ แล้วแม่ไปรับโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเด็กไม่ควรอยู่ในน้ำตามลำพัง แต่รู้สึกว่าน้ำตื้นๆ หรือรู้สึกว่าไปแป๊บเดียว คงไม่เป็นไร พอคุณแม่กลับมาเจ้าหนูน้อยก็อยู่ในท่านอนคว่ำหน้าอยู่ในน้ำหมดสติไปเสียแล้ว
บางครั้งเกิดจากการที่พ่อแม่ไม่รู้ว่ามีความเสี่ยง เช่น ให้เด็กเล่นตุ๊กตาที่บีบแล้วมีเสียงดังปี๊ดๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าปลอดภัยดี เพราะตุ๊กตาตัวใหญ่ เด็กคงเอาเข้าปากไม่ได้ และแล้วเจ้าจุกเสียงเกิดหลุดออกมา เด็กก็เอาเข้าปาก จนเจ้าจุกเสียงดังกล่าวทำให้เจ้าตัวเล็กสำลัก จนอุดตันทางเดินหายใจ
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรต้องหาความรู้ในเรื่องความปลอดภัยเพิ่มเติม เมื่อเรามีความรู้แล้ว ต้องเปลี่ยนนิสัยไม่ให้เคยชินกับวิถีชีวิตเดิมๆ คือตระหนักในความเสี่ยงควบคู่ไปกับความรู้ครับ
วันนี้เราจะมาสร้างความรู้ในเรื่องความปลอดภัยในทารก 6 เดือนแรกครับ
พลัดตก หกล้ม (falls)
- เด็กแรกเกิดสามารถถีบขาดันกับสิ่งขวางกั้นต่างๆ ให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม ในเด็ก 4 เดือน เริ่มคว่ำ และ 6 เดือน สามารถหงายได้เองซึ่งข้อมูลข้างต้นมาจากพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วง หากผู้ดูแลเด็กคาดไม่ถึงและไม่ได้เตรียมการป้องกัน อาจเป็นสาเหตุให้เจ้าตัวเล็กของคุณเกิดการตกจากที่สูง เช่น ตกเตียง เก้าอี้ หรือโซฟา
- อย่าทิ้งเด็กไว้เพียงลำพังบนเตียง โต๊ะ โซฟา หรือเก้าอี้ ถ้าไม่สามารถอุ้มได้ ให้วางเด็กไว้บนที่นอนที่วางบนพื้นราบ หรือในเปลนอนที่มีขอบกั้น
- หากจำเป็นต้องวางเด็กบนที่สูงชั่วขณะ เช่น บนเก้าอี้ โซฟา เพื่อหยิบผ้าอ้อม หรือเตรียมนม ผู้ดูแลเด็กต้องวาวมิอหนึ่งไว้บนตัวเด็กเสมอ
- ไม่ควรใช้รถหัดเดินในเด็กทุกวัยรถหัดเดินทำให้เด็กเดินช้า และเกิดการบาดเจ็บจากการพลิกคว่ำ ล้ม กระแทก จาน้ำน้ำร้อนลวกได้ง่าย เพราะเด็กจะไถล รถหัดเดินไปชนสิ่งต่างๆ รอบบ้านได้
เขย่าตัวเด็ก (shaking)
อย่าจับเด็กเขย่า โดยเฉพาะเมื่อผู้ดูแลเด็กมีอารมณ์หงุดหงิดกับการร้องไห้ของเด็ก และต้องการเขย่าเพื่อให้เด็กเงียบการเขย่าทำให้เกิดเลือดออกในสมองและประสาทตา ทำให้เด็กพิการทางสมอง ตาบอด หรือเสียชีวิตได้
อุดตันทางเดินหายใจ (suffocation)
- เด็กทารกอายุ 3-5 เดือนขึ้นไปจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมด้วยการเอาสิ่งที่สนใจเข้าปาก ซึ่งอาจทำให้สำลักอุดตันทางเดินหายใจ ทำให้สมองตายหรือเสียชีวิตได้ในเวลาเพียง 4 นาที ดังนั้น อย่าให้เด็กอยู่กับสิ่งของชิ้นเล็กโดยลำพังแม้เพียงชั่วขณะ
- ทารกไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หัวนมดูดเล่น (pacifier) หากจะใช้ต้องเลือกแบบที่มีการรับรองมาตรฐานเท่านั้น ห้ามใช้หัวนมดูดเล่นที่มีรอยขาดระหว่างหัวนมกับฐาน ตัวฐานต้องใหญ่เพื่อไม่ให้เด็กอมได้ทั้งอัน แต่ในเวลาเดียวก็ต้องคอยดูแลไม่ให้อุดปากหรือจมูกเด็ก
- ตัวฐานควรมีรูเพียงพอที่จะช่วยให้เด็กหายใจได้ ห้ามใช้สายต่อจากหัวนมดูดเล่นเพื่อคล้องคอเด็กเพราะอาจรัดคอเด็ก จนขาดอากาศหายใจ
- กุ๊งกิ๊ง (rattle) ควรเลือกแบบที่ไม่มีส่วนประกอบของชิ้นส่วนเล็กๆ และแตกหักได้ง่าย ขนาดของหัวและเต้านมใหญ่พอดีที่เด็กจะไม่เอาเข้าปาก
- ของเล่นฝึกการขบเคี้ยว (teethers) ควรเลือกที่มีมาตรฐานรับรอง ไม่ควรแช่ของเล่นขบเคี้ยวในช่องแช่แข็งของตู้เย็นเพราะส่วนที่เป็นยางอาจแตกหรือฉีกขาดและต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งานเพื่อป้องกันเชื้อโรค
- อย่าให้อาหารเป็นชิ้นแข็งกับเด็ก เช่น เม็ดถั่วหรือข้าวโพด
- ควรจัดให้เด็กนอนหงายหรือตะแคงการนอนคว่ำบนหมอนขนาดใหญ่ อ่อนนุ่มเกินไป หมอนอาจทับปาก ทับจมูกของเด็ก
- หากทารกนอนบนเตียง อย่าวางโต๊ะติดกับเตียงเพื่อใช้เตียงแทนเก้าอี้ในการนั่งทำงาน เพราะช่องว่างระหว่างลิ้นชักถึงฟูกนอนอาจเพียงพอที่ลำตัวเด็กทารกจะลอดไปได้ แต่ศรีษะของทารกไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ทารกติดค้างอยู่ในท่าคล้ายถูกแขวนคอ
- ในกรณีที่เด็กนอนบนพื้น อย่าจัดให้เด็กนอนอยู่ใกล้สิ่งของซึ่งอาจพลิกคว่ำทับตัวเด็ก เช่น ฟูกนอนที่วางตั้งพิงกำแพงไว้
- ผู้ปกครองควรฝึกการช่วยชีวิตเด็กเมื่อเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ
ความร้อนลวก (burn)
- เด็กทารกอายุ 3-5 เดือน จะเริ่มคว้าสิ่งของและกำมือได้ อย่าอุ้มเด็กขณะที่ถือของร้อน เช่น ถ้วยกาแฟ ชาม น้ำแกง หรือกาน้ำร้อน
- อย่าอุ้มเด็กนั่งตักขณะมีของร้อนอยู่บนโต๊ะ เพราะเด็กอาจปัดหรือคว้าของร้อนเหล่านั้นได้
- เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ บ้านที่มีทารกอาจติดตั้งเครื่องจับควัน เพื่อเตือนภัยเมื่อมีควันไฟเกิดขึ้น และผู้ติดตั้งควรจะตรวจสอบแบตเตอรี่ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ
- หากเด็กได้รับบาดเจ็บจากความร้อนลวก ให้ใช้น้ำเย็นหรือน้ำประปาสะอาดแช่หรือล้างบาดแผลเพื่อให้ความร้อนลดลงจนเด็กหยุดร้อง หลังจากนั้นใช้ผ้าสะอาดปิดบาดแผลก่อนที่จะนำส่งแพทย์ ห้ามทาบาดแผลด้วยน้ำปลาหรือยาสีฟัน เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้
เด็กไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด แม้จะยังคลานหรือเดินไม่ได้ แม้จะดูว่ายังไม่คล่องแคล่วแต่เด็กก็พร้อมจะลุยไปข้างหน้า สนใจไขว่คว้าทุกอย่างที่อยู่ใกล้ จนดูเหมือนเข้าจะอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา การเอะอะเอ็ดตะโรคอยห้ามปรามไปเสียทุกอย่าง แม้จะอยู่บนความห่วงใยของพ่อแม่ แต่ก็ยากที่ทารกจะเข้าใจ และอาจจะฝืนธรรมชาติแห่งวัยพัฒนาการ ปิดกั้นการเจริญเติบโต
ดังนั้น การที่คุณพ่อคุณแม่ให้อิสรภาพแก่ลูก โดยดูแลอย่างใกล้ชิดควบคู่ไปด้วยจึงเป็นสิ่งจำเป็นครับ
(update 26 พฤษภาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 291 เมษายน 2550 ]
|