ใกล้จะขึ้นปีใหม่แล้วหรือนี่? วันวันคืนช่างผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว (แล้วจะไม่ให้แก่ได้อย่างไร?..โธ่!
) ที่เพิ่งรู้ว่ากำลังย่างเข้าสู่ปี 2550 ก็เพราะมีเหตุร้ายเข้ามาในห้องฉุกเฉินให้ช่วยกู้ชีพด่วน นั่นคือ
ลูกโป่งติดคอ
เด็กหญิงแป้น (6 ขวบ) คือเหยื่อเคราะห์ร้าย เพราะหนูน้อยไปค้นไปคุ้ยเอาถุงใหญ่ใสของเล่น ที่คุณแม่คุณแม่เตรียมไว้สำหรับจัดงานปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ ในสารพัดนั้น หนูแป้งได้คว้าเอายางลูกโป่งมาชิ้นหนึ่งแล้วก็ยืดปากยางลูกโป่ง เป่าลมพู่ๆ พรวดๆ เข้าไปเป็นการใหญ่
แต่อนิจจา
ทำอย่างไรไม่ทราบได้ หรืออาจเป็นจังหวะที่หายใจเข้า
ทำให้หนูแป้นพลาด เลยเผลอดูดพรืดเข้าไปลงคอ
ทำให้ลูกโป่งหลุดเข้าไปติดในหลอดลม
หนูแป้นไอติดๆ กันหน้าเขียว เสียงแหบหาย ดีนะที่เดชา (พี่ชายที่เป็นนักศึกษาปี 2) เดินเข้ามาในครัว เห็นน้องสาวทุรนทุราย และใช้นิ้วไปที่คอ เดชาตะโกนบอกแม่ แล้วรีบเข้าไปตบหลังน้อง แม่มาถึงพอรู้เรื่องบ้างว่าปฐมพยาบาลควรทำอย่างไร จึงอ้อมไปยืนด้านหลังเด็กแล้วโอบมือมาด้านหน้า โดยวางกำปั้นมือหนึ่งไว้ที่ลิ้นปี่เหนือสะดืออีกมือก็วางประกบลงไป แล้วออกแรงกระทุ้งกำปั้นเข้าใส่ท้องโดยให้ทิศทางของแรงเข้าในเฉียงขึ้น คุณแม่ทำติดต่อกัน 3-4 ครั้ง หนูแป้นก็ไอ แล้วอาเจียนออกมา คุณแม่เห็นลูกโป่งปนออกมาด้วย หนูแป้นร้องเสียงดังขึ้นใบหน้าหายเขียวแล้วแต่คุณแม่ก็รีบอุ้มน้องขึ้นรถและขับมาโรงพยาบาลทันที
หนูแป้นโชคดีมากครับ คุณแม่เก่งมากเลย แต่ควรจะป้องกันไว้ก่อนดีกว่าเพราะหากคราวหน้าถ้าคุณแม่ไม่อยู่ใกล้ชิด อาจไม่โชคดีเท่านี้ก็ได้ครับ หลังจากหนูแป้นได้รับการช่วยเหลือจนปลอดภัยดีแล้ว พร้อมกับแนะนำคุณแม่ถึงภัยต่างๆ แล้ว ก็กลับมาคิดถึงภัยอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในงานปีใหม่ทำให้งานสังสรรค์วันปีใหม่ กลายเป็นการต้อนรับความเศร้าและสูญเสียได้ลองมาดูกันครับว่ามีสาเหตุอะไรที่ต้องระมัดระวังกันบ้าง
1. เด็กๆ ไม่เป่าลูกโป่ง ลูกโป่งเป็นของคู่กับปีใหม่ งานไหนงานนั้นต้องมีลูกโป่งทั้งประดับประดา ทั้งเอามาเล่นกันสนุกสนาน ความเหนียวของยางลูกโป่งนั้น ถ้ามันเข้าไปติดหลอดลมเมื่อไหร่ อันตรายถึงตายเชียวนะครับ ไม่ว่าจะเกิดจากการเป่าผิดวิธี
หรือเด็กที่ไปเก็บเศษลูกโป่งที่แตกแล้ว เอามาดูด หรือเคี้ยวเล่น (พบบ่อยในเด็กเล็ก) แม้แต่เด็กโตที่เป่าลูกโป่งเป็นแล้ว ก็ยังเกิดเหตุเป่าจนระเบิดโป้ง เข้าหน้าเข้าตาจนได้รับบาดเจ็บ
เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนการเป่าลูกโป่งจึงควรเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ครับ อีกทั้งผู้ใหญ่ก็ควรสอนให้เด็กๆ ได้เข้าใจว่า ลูกโป่งมีไว้เพื่อให้ดูเล่นหรือถือเล่น ไม่ใช่ให้ไว้เหยียบหรือเอาไปคลึงไปหน้าเล่น
เด็กที่ตะเป่าลูกโป่งได้เองต้องมีอายุตั้งแต่ 8 ปีขึ้นไป และหากลูกโป่งแตกกระจัดกระจายตามพื้นต้องเก็บเศษๆ ออกให้หมดอย่างเร่งด่วนครับ มีเด็กบางคนเอาเศษลูกโป่งไปขึงดูดหรือเป่าให้พองออกแล้วหลุดติดคอเสียชีวิตได้ครับ
นอกจากนั้นยังมีลูกโป่งใช้เป่าที่ต้องบีบยางเหนียวๆ ออกจากหลอดเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ สินค้าต้องห้ามที่ทุกวันนี้ยังขายกันอย่างเย้ยกฎหมายทั้งตามแผงลอย หรือร้านค้าเล็กๆ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้จำหน่ายมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งที่อันตรายของมันก็คือทินเนอร์ อันเป็นสารเสพติด และสีที่มีสารตะกั่ว (ไม่ใช่สีผสมอาหาร) แต่ก็ยังเสี่ยงขายกันอยู่ ก็เนื่องจากยังมีผู้ซื้อ ที่อาจยังไม่รู้ชัดถึงมหันตภัยของมันจึงได้ซื้อมาให้ลูกหลานเล่น ด้วยความยินดี
2. ห้ามให้เล่นพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟอย่างเด็ดขาด เพราะมันเป็นตัวการแห่งการบาดเจ็บ พิการในทุกเทศกาลเนื่องจากลักษณะของมันมีทั้งที่เกิดเป็นแรงอัด พุ่งวาบไปยังทิศทางต่างๆ ก่อนจะระเบิดตู้ม (เช่น ประทัด กระจับ
จรวด
กระเทียม
วี๊ดบึ้ม) หรือบางประเภท จะแล้วจะเกิดเป็นประกายไฟ กระจัดกระจาบไปทุกทิศ โดยความร้อนของมันรุนแรงขนาดหลอมทองให้เหลวได้เลย
ความรุนแรงของดอกไม้ไฟมันมีอานุภาพขนาดไหน ให้ลองพลิกดูข่าวที่พาดอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะฉบับใกล้ถึงวันเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะปีใหม่ ทั้งที่สงขลา.. จ.สุพรรณบุรี.. จ.อยุธยา และรายล่าสุด (นสพ.คมชัดลึก- 6พ.ย. 2549) ที่อ.แม่จัน จ.เชียงราย ทำเอาเจ้าของโรงงานเล็กๆ ซึ่งเป็นช่างทำดอกไม้ไฟด้วยโดนแรงระเบิดอัดกระเด็นจนลอยขึ้นไปติดแหงกอยู่บนหลังคา และไปเสียชีวิตในโรงพยาบาล
นอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ชีวิต และทรัพย์สินของผู้ก่อเหตุเองแล้ว ยังทำให้ผู้คนในละแวกดังกล่าวก็เกิดความสูญเสียหรือเดือดร้อนไปด้วย เนื่องจากเป็นสาเหตุแห่งเพลิงไหม้ได้ นอกจากนั้นยังเป็นอันตรายต่อประสาทหู ก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยินในระยะยาวได้
ดังนั้น
ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ห้ามเล่นพลุ ดอกไม้ไฟ หรือประทัด อย่างเด็ดขาด
3. ระวัง! ของกินอันตราย ความปลอดภัยของอาหาร นอกจากเรื่องของความสะอาดและมีอนามัยแล้วงานเลี้ยงที่มีเด็กๆ ด้วย ขนาดของอาหารก็ควรนึกถึงปากน้อยๆ ของพวกเขาด้วย
สำรวจว่าในงานนั้นจะมีขนมอันตรายหรือไม่ เยลลี่เหนียวหนึบที่มักมีรูปกรวยสามเหลี่ยม (อันเป็นรูปร่างและขนาดที่จะอุดหลอดลมของเด็กได้อย่างพอดิบพอดี!) เนื่องจากได้คร่าชีวิตมาแล้วทั่วโลก แม้แต่ในเด็กไทยเราก็ไม่พ้นภัย (24 ก.ค. 2545 ที่ จ.นครศรีธรรมราช มีเด็กชายตกเป็นเหยื่อ เยลลี่มรณะติดคาหลอดลมจนสิ้นใจตาย)
พวกไส้กรอกชิ้นเล็ก ลูกชิ้นกลมๆ - ก็ควรตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ควรเสียบไม้เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ผลไม้ก็เช่นกันควรเลือกขนาดที่เด็กในวัยนั้นจะกินได้โดยปลอดภัย (ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 28 เมย.49-จ.ลำปาง
เด็กชายวัย 2 ขวบ แม่ป้อนผลเชอรี่ เด็กกลืน-ติดคอ ชักตาตั้งเสียชีวิต) ผลไม้มีเมล็ดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นลำใย มังคุด ละมุด หรือสละ เป็นต้น เช่นเดียวกับลูกกวาด ลูกอมก็ไม่เหมาะกบเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปีครับ
การจัดวางอาหารบนโต๊ะควรคิดถึงความปลอดภัย มากกว่าความสวยงามหรือความสะดวกสะบาย โดยเฉพาะบรรดาอาหารร้อนๆ เดือดๆ เช่น พวกน้ำแกง.. หม้อไฟ.. จานร้อน.. กระทะร้อน.. ที่ควรวางลึกเข้าไปตรงกลางโต๊ะ เพื่อให้พ้นมือเด็กไม่ใช่วางอย่างหมิ่นเหม่อยู่บนริมโต๊ะขอบโต๊ะและที่สำคัญก็คือ ไม่ควรใช้ผ้าปูโต๊ะเพื่อลดความเสี่ยง ที่อาจมีเด็กเล็ก หรือเด็กวัยเตาะแตะเดินเข้ามาดึง กระชากผ้าปูโต๊ะ จนทำให้อาหารร้อนๆ พรวดลงมาเทราดรดตัวเองได้
และแล้วก็ได้เวลาที่เด็กๆ ต่างรอคอย นั้นคือเวลาแห่งการหม่ำขนมเค้กชิ้นโต และสิ่งที่เรายังพบเห็นกันอยู่คือ
ผู้ใหญ่ที่ใช้มีดทำครัวหั่นเค้ก และวางลงไปในจานกระเบื้องแจกจ่ายแก่เด็กๆ ทั้งๆ ที่มีดพลาสติกสำหรับตัดขนมเค้ก และจานกระดาษนั้น เป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่ามากๆ และหาซื้อได้ไม่ยากเลย
4. อย่าวิ่งไล่วิ่งเล่นกัน ในหลายๆ งานเลี้ยงเรามักจะได้เห็นทั้งเด็กเล็กและเด็กโตที่มักวิ่งไล่ล่ากันไปมา ทั้งที่อมอาหารอยู่เต็มปาก ทั้งที่มีพนักงานเดินแบกถาดอาหาร (น้ำแกงร้อนๆ) อยู่ทั่วงาน แล้วงานเลี้ยงก็มีอันต้องล่ม เมื่อมีเด็กคนใดคนหนึ่งโดนของร้อนราดใส่ หรือ สำลักจนอาหารติดหลอดลม
5. พึงระวังเรื่องจุดไฟ การจุดเทียน จุดไฟใดๆ ในงานควรทำเท่าที่จำเป็น ทั้งยังต้องระมัดระวังในเรื่องการพลาดพลั้งจนอาจก่อให้เกิดเป็นอัคคีภัยโดยเฉพาะใบไม้ในฤดูหนาวที่มักจะแห้งกรอบ และติดไฟได้อย่างง่ายดาย
6. สุดท้ายก็ต้องเตือนสติคุณพ่อกันหน่อยครับ ว่าสุราเมรัยนั้นเป็นของต้องห้าม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ใหญ่และเด็กตาย พิการ นอกจากนั้นยังเป็นเหตุให้เด็กกำพร้าพ่ออีกเป็นจำนวนมาก หากจะดื่มให้หยุดก่อนแล้วมองดูลูกๆ ก่อนครับว่าอีกเดี๋ยวสักครู่ ในฐานะพ่อ เราจะต้องพาเขากลับบ้านส่งให้ถึงห้องนอนอย่างปลอดภัย เราคงไม่อยากให้ลูกคืนนี้ต้องนอนอยู่บนถนนด้วยความเจ็บปวด แล้วปีใหม่กลายเป็นเด็กพิการ ดังนั้นเราต้องเป็นสารถีที่ดีที่สุดสำหรับลูกเราครับ งดดื่มแล้วขับ พาลูกกลับให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ครับ!
ข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ คงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้การฉลองปีใหม่ที่น่าประทับใจ และเก็บสิ่งที่ดีดีนี้ไว้ในความทรงจำดีๆ ตลอดไป
.
(update 27 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.162 January 2007]
|