4 คดีเด็ด…ห้องฉุกเฉิน


เปิดตัว 4 กรณีคดีเด็ดของเจ้าหนูที่เกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องฮิตแบบสุดอันตรายในห้องฉุกเฉิน เพื่อเตืนใจคุณพ่อคุณแม่ชาวรักลูกให้ระแวดระวังเจ้าตัวเล็กที่บ้านกันครับ


  • ฮิตที่ 1 หมากัด โฮ่ง โฮ่ง…
ถ้าหากเจ้าของมีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ทั้งเราเองสังเกตเห็นว่ามันไม่มีอาการผิดปกติ เช่น กระสับกระส่าย กัดแหลกทุกอย่างที่ขวางหน้า ตาขวาง น้ำลายไหลยืด หางตก กลัวแสงแดด กลัวเสียงดัง กินอาหารไม่ลง เด็กหรือผู้ใหญ่ที่โดนกัดก็ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าครับ

แต่หากไม่มั่นใจเพราะหมาที่กัดเป็นหมาจรจัด คุณหมอจะฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (ภูมิต้านทานสำเร็จรูป) ให้ครับ อีกอย่างคือคุณหมอจะถามประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยักของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะได้รับมาก่อนตั้งแต่อายุ 2 เดือน

หากเราเลี้ยงหมาไม่ว่าสักกี่ตัวก็ตามแต่จะต้องพามันไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตในท้องที่นั้นๆ หรือพาไปคลินิกสัตวแพทย์ใกล้บ้าน เพื่อจะได้ออก บัตรประจำตัวสุนัข ที่เจ้าของจะต้องพกไว้ทุกครั้งที่พาเจ้าหมาออกนอกบ้าน

รับมือฉุกเฉิน

ภัยหมากัดพบได้ถึง 10-24% ของเด็กที่บาดเจ็บในห้องฉุกเฉิน เมื่อเด็กมาถึงคุณหมอจะรีบล้างแผลให้ด้วยสบู่และน้ำสะอาด เพื่อชะล้างน้ำลาย สิ่งสกปรกอื่นๆ ออกไปให้หมดถ้าหากแผลลึกไปข้างในจะต้องฉีดล้างให้ดีเพราะแผลสุนัขกัดมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 5% แต่ถ้ากัดเป็นรูลึก หากปล่อยทิ้งไว้นานมากกว่า 6 ชั่วโมงโอกาสติดเชื้อจะสูงขึ้นอีก


  • ฮิตที่ 2 เจ้าหนูมอเตอร์ไซค์
ตั้งแต่ทางการออก พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะต้องสวมหมวกกันน็อค วันนี้ได้เห็นผู้ขี่มอเตอร์ไซสวมหมวกกันน็อคกันถ้วนหน้าชื่นใจจริงๆ ครับ แต่แล้วความชื่นใจนั้นก็มาหายวับ เมื่อพบว่าเด็กๆ ที่ซ้อนท้ายไม่ได้ใส่หมวกกันน็อค ทั้งผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน

จากงานวิจัยได้สรุปว่าเด็กเล็กวัยยังไม่ถึง 2 ขวบ ห้ามนั่งมอเตอร์ไซค์โดยเด็ดขาด และเด็กวัยไม่เกิน 15 ปี ห้ามขับขี่มอเตอร์ไซค์เด็ดขาดครับ

อย่าลืม…เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เสียชีวิตเพราะมอเตอร์ไซค์ถึงปีละ 400 ราย และ บาดเจ็บจนต้องนอนโรงพยาบาลอีกกว่า 12,000-15,000 ราย

จริงๆ แล้วหมวกกันน็อคสำหรับเด็กๆ มีการพัฒนาดีขึ้น (ควรเลือกที่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) มีให้เลือกหลากหลายและเหมาะสมตามช่วงวัยของเด็ก ราคาก็ถูกกว่าช่วงแรกๆ ที่ออกจำหน่าย

รับมือฉุกเฉิน

ภัยมอเตอร์ไซค์จะพบได้ประมาณ 20% ของอาการบาดเจ็บที่นำมายังห้องฉุกเฉินบาดแผลมอเตอร์ไซค์มักจะเป็นแผลถลอกปอกเปิดตามแข้งขา จนกระทั่งสมองบาดเจ็บบริเวณศรีษะเป็นเหตุสำคัญของการตายของเด็ก


  • ฮิตที่ 3 พลัดตก หกล้ม
หนึ่งในสี่ของเด็กบาดเจ็บแล้วมารับการตรวจในห้องฉุกเฉิน มีสาเหตุหลักๆ มาจากการพลัดตกหกล้ม โดยมากจะเกิดในช่วงลูกเพิ่งหัดเดิน มักเดินไปสะดุดของตกหล่นหรือกีดขวางตามพื้น หรือไขว่คว้าสิ่งของเพื่อช่วยในการทรงตัว เช่น ผ้าปูโต๊ะ สายไฟที่ห้อยร่องแร่ง จนล้มคว่ำเกิดการบาดเจ็บ

ช่องราวบันไดเป็นจุดอันตราย เพราะเด็กจะชอบมุดตัวและลอดเข้าลอดออกจนร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นเบื้องล่าง เราพบว่าซี่ราวบันไดที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยมักมีความห่างเกินกว่า 9 ซม. และไม่มีไม้ทึบมาปิดกั้นช่องว่างหว่างราวบันได ประตูกั้นบันไดก็ไม่มีการติดตั้ง ทั้งๆ ที่จำเป็นต้องทำทั้ง 2 บาน คือ กั้นทางขึ้นและทางลง ต้องมีกลอนล็อกไว้เสมอ และต้องทำให้เปิดเข้าหาตัวได้เท่านั้น เพื่อกันไม่ให้เด็กผลักหรือไถลตกลงไป

รับมือฉุกเฉิน

การพลัดตกหกล้มก่อให้เกิดแผลฟกช้ำดำเขียว หากเอาศรีษะลงอาจก่อให้สมองบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะหากเป็นการตกจากที่สูงเกินกว่า 3 เมตร นอกจากดูแลบาดแผลแล้ว คุณหมอจะตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด และจะแนะนำให้คอยสังเกตอาการทางสมองอย่างใกล้ชิดอีก 24 ชั่วโมง


  • ฮิตที่ 4 ของเข้าหู จมูก ปาก
เหตุการณ์สิ่งแปลกปลอมเข้าปากจนสำลักเข้าหลอดลม มักพบบ่อยในเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี ซึ่งกรณีนี้หากขาดอากาศจะมีเวลาเพียงสี่นาทีที่ต้องช่วยเหลือให้ทัน มิฉะนั้นสมองก็จะเสียสภาพไป ส่งผลให้เด็กเสียชีวิตหือพิการไปตลอดชีวิตได้ทีเดียว

เพราะเด็กทารกจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยปาก หากเขาสนใจอะไรก็ตามมักจะนำเอาสิ่งนั้นใส่เข้าไปในปาก ดังนั้นเมื่อเด็กเริ่มไขว่คว้ากำของได้แล้ว จึงนำของเหล่านั้นใส่ปาก เป็นสาเหตุให้สำลักเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจ เช่น ของเล่น ของใช้ ชิ้นเล็กๆ เมล็ดผลไม้ ขนม ลูกแก้ว ลูกปัด ลูกโป่ง หรือเศษลูกโป่งที่แตกแล้ว

สำหรับสิ่งแปลกปลอมเข้าหูหรือเข้าจมูกมักพบในเด็กโตประมาณ 2-5 ปี วัตถุที่พบบ่อยคือ ลูกปัด ยางลบ เมล็ดผลไม้ ถั่วเขียว เม็ดมะขาม เป็นต้น

ถ้าหากเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าทางปากลงกระเพาะอาหารไปแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ต้องทำอะไรครับ ประมาณ 1-2 วันจะออกมาพร้อมอุจจาระ แต่มีของบางอย่างที่ปล่อยไว้ไม่ได้ อย่างถ่านอัลคาไลน์ก้อนกลมๆ เพราะหลอดอาหารอาจจะถูกกัดกร่อนจนทะลุได้จึงต้องส่องกล้องและเอาออกครับ

รับมือฉุกเฉิน

สังเกตอาการง่ายๆ ครับ ถ้าเด็กเข้าห้องฉุกเฉินแล้วไอ เสียงแหบ จะต้องส่องกล้องเอาออกอย่างเดียวครับ

สำหรับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ารูจมูก หากทิ้งไว้จะมีน้ำมูกเน่าเหม็น มีเลือดออก เยื่อบุจมูกบวม การเอาออกไม่ยากครับ สามารถทำได้ที่ห้องฉุกเฉิน ในทางตรงกันข้ามถ้าเข้าหูเอาออกยากมาก ต้องปรึกษาหมอ หู คอ จมูก และอาจต้องใช้ยาสลบเพื่อเอาออกครับ

ทั้งหมดนี้เป็นสี่เรื่องที่จะพบได้บ่อยในอุบัติเหตุของเด็กที่มารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน แต่อย่าให้มาเลยครับ เพราะทุกเหตุป้องกันได้ทั้งสิ้น โดยปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจัดระบบการดูแล และสอนเด็กให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงครับ


(update 5 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 288 มกราคม 2550 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600