ลูกฝาแฝดไม่ว่าจะเป็น แฝดคู่เหมือน (Identical Twins) หรือฝาแฝดไม่เหมือน (Non Identical Twins) นับได้ว่าเป็นความน่าอัศจรรย์ในโลก หลายๆ ครอบครัวที่มีลูกแฝด ต่างก็แสนดีใจเพราะถือว่าเป็นโชค 2 ชั้น โดยเฉพาะในครอบครัวใหญ่ที่คุณปู่ย่าหรือคุณตายายยังไม่เคยมีหลาน ก็ยิ่งชอบใจเพราะไม่ต้องแย่งกันอุ้มแย่งกันดูแลหลาน
ในขณะที่อีกหลายครอบครัว ก็ต้องทำใจไว้เลยว่า มีลูกแฝดก็หมายถึง ต้องเหนื่อยเป็น 2 เท่า ทั้งสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่ตามมา แต่ไม่ว่าจะเป็นโชค 2 ชั้น หรือ เหนื่อย 2 เท่า ยังมีอีกสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังเป็น 2 เท่าเช่นกัน ก็คือ เรื่องของความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ
1. ว่ากันว่าตั้งแต่แบเบาะ ความประมาทหรือเผอเรอที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ การวางทารกน้อยไว้บนเตียง, บนโซฟา, บนโต๊ะ, โดยนึกเอาเองว่า เด็กน้อยยังนอนแบเบาะ ยังพลิกตัวไม่ได้ ยังกลิ้งก็ไม่เป็น แต่เขาก็ดิ้นได้ (ถีบเท้าไปๆ มาๆ แขนขากวัดแกว่ง) หรือหากพ่อแม่วางเขาไม้เช่นนั้นเสมอจนคุ้นชิน แล้วลืมคิดไปว่า วันหนึ่งเขาก็จะพลิกตัวได้ คืบได้
การพลัดตกจากที่สูงของเด็กทารกจึงมักเกิดขึ้นเสมอยิ่งมีคู่แฝดให้ต้องดูแล ข้อที่ควรระวังก็คือ หากในมืออุ้มทารกคนหนึ่ง แล้วจู่ๆ ทารกอีกคนร้องไห้ลั่น ถ้าคนอุ้มรีบร้อนวางทารกที่อยู่ในมือลงในที่ๆ ไม่เหมาะสม เช่น บนโต๊ะ บนเก้าอี้ บนขั้นบันได บนเตียงสูง เพื่อรีบไปปลอบโยน ดูแลเห่กล่อม หรือป้อนนมเจ้าคนที่กำลังร้องไห้ลั่น นั่นก็เท่ากับเราได้ทิ้งทารกคนแรกให้เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง
2. เด็กทารกคู่แฝดยามอารมณ์ดี หัวเราะเอิ๊กอ๊ากแน่นอนครับ..ย่อมทำให้โลกสดใสเป็น 2 เท่า แต่ในยามอารมณ์บูด ไม่ว่าจะเป็นเพราะหิว อยากให้อุ้ม หรือไม่สบายเนื้อสบายตัว จนร้องไห้โยเย หรือร้องแผดจ้า นั่นย่อมกลายเป็นประสานเสียงที่ดังลั่นเป็น 2 เท่าเช่นกัน
.
ซึ่งนั่นก็คือชั่วโมงแห่งความโกลาหลอลหม่านและสุดเครียด จนอาจกลายเป็น ชั่วโมงอันตราย ที่หากพ่อแม่ หรือผู้ที่เลี้ยงเด็กยับยั้งอารมณ์ไม่อยู่ เกิดบันดาลโทสะ ก็อาจถึงขั้นทำร้ายเด็ก ที่พบบ่อยก็คือ
การคว้าเด็กขึ้น (กรณีเด็กแฝด อาจโดนทั้งคู่!) แล้วเขย่าตัวเด็กอย่างรุนแรง พร้อมตวาดเสียงดังลั่น เงียบซะทีได้มั้ยยยย
เงียบ ๆ ๆ ๆ ๆ
..!!!
ซึ่งก็อาจได้ผล ก็คือ
ทารกคนที่โดนเขย่า ๆ ๆ ๆนั้น..เงียบไปเลย
คือนอนนิ่ง หายใจช้ามาพบแพทย์อาจตรวจพบว่าเด็กซึม การตอบสนองน้อยลงหายใจน้อยกว่า 15 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้นช้ากว่า 80 ครั้งต่อนาที มีเลือดออกที่จอรับภาพ เมื่อตรวจสมองด้วยเครื่อง CT หรือ MRI จะพบว่ามีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง หรือระหว่างรอยแบ่งแยกของสมอง สุดท้ายเด็กบางคนจะเสียชีวิต บางคนพิการ บางคนตาบอด
เพราะการเคลื่อนที่ของสมองในความเร็วที่สูง ทำให้เกิดการฉีกขาดของเส้นใยประสาท รวมทั้งการฉีกขาดของเส้นเลือดดำ ที่ต่อจากสมองไปยังเยื่อหุ้มสมอง (Bridging Vein) ทำให้มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และเกิดภาวะสมองบวม การเขย่าตัวเด็กยังเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ และกระดูกต้นคอ ซึ่งยังไม่แข็งแรง เด็กทารก ผู้ใหญ่ (บางคน) ยามโกรธ นอกจากจับเด็กเขย่าๆ แล้ว ยังจับกระแทกกับที่นอน ยิ่งทำให้สมองของลูกได้รับความกระทบกระเทือนและมีเลือดออกได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น เมื่อทราบล่วงหน้าว่าจะมีลูกแฝด ก็ควรวางแผนไว้ รับมือ แต่เนิ่นๆ โดยการมียาติพี่น้องหรือพี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้มาเป็นผู้ช่วยดูแลลูกร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณา
.
3. ครอบครัวที่มีลูกแฝดจะต้องศึกษาเรื่องของพัฒนาการตามวัยของลูก โดยเฉพาะพัฒนาด้านการเคลื่อนไหว เช่น จากคืบ-คลาน-นั่ง-ยืน-เดิน-วิ่ง ทุกขั้นตอนล้วนมีความเสี่ยง จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะธรรมชาติของเด็กนั้นเกิดมาพร้อมกับความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้สำรวจโลก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง และเฉลียวฉลาด
แต่กว่าจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ (ด้วยความปลอดภัย) พ่อแม่จึงต้องให้อิสระ แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวัยขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ ที่นักวิชาการมักเรียกว่า วัยแห่งอุบัติเหตุ เนื่องจากกำลังซุกซนอยากรู้อยากลองไปหมดซะทุกอย่าง ประกอบกับพลังแห่งการเคลื่อนไหวก็ช่างล้นเหลือ ในขณะที่ยังไร้เดียงสานักต่ออันตรายรอบตัว ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็น
พลัดตกจากที่สูง, พื้นเปียกลื่นไถล, แหย่ปลั๊กไฟ, หยิบวัสดุต่างๆ ชิ้น เล็กๆ เข้าหู เข้าจมูก เข้าลูกตา หรือเข้าในปากจนติดหลอดลม, การสัมผัสหรือกลืนสารพิษ (ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก
น้ำยาขัดล้าง
กระทั่ง น้ำมันเครื่องยนต์)
ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะต้องคอยจับตาดูแลเด็กวัยซนถึง 2 คนในขณะเดียวกัน โดยเฉพาะหากวิ่งเข้าไปป้องกันภัยให้คนหนึ่งก็จะต้องเหลือบมองหรือจะต้องไม่หลงลืมอีกคนอย่างเด็ดขาด หรือในกรณีที่คนแรกกำลังกระโดดขึ้นๆ ลงๆ บนโซฟา ในขณะที่อีกคนกำลังเดินตรงเข้าไปใกล้สายไฟของกาต้มน้ำร้อน (ที่กำลังเสียบปลั๊กไว้ด้วย!) ดังนั้น นอกจากควรมีผู้ช่วยสักคน (ถ้าเป็นไปได้) ก็จะต้องจัด สิ่งแวดล้อม (ทั้งในและนอกบ้าน) ให้ปลอดภัย สำหรับลูกแฝดในวัยซน
4. แม้สถิติเด็กจมน้ำตายสูงสุดมักจะอยู่ในวัยเรียน แต่เหตุแห่งการจมน้ำของเด็กเล็กก็มีไม่น้อยเลย ที่เกิดขึ้นใน
ห้องน้ำ ในขณะการดูแลลูกคนเดียว เรายังห่วงใยหากคุณแม่ปล่อยให้ลูกน้อยนั่งแช่ในอ่างอาบน้ำลำพังคนเดียว เพราะออกไปรับโทรศัพท์
ไปรับไปคุยกับแขกที่มาเยี่ยม
ไปเปิดดูทีวีรายการสุดโปรด กว่าจะกลับมาอาบน้ำให้ลูกต่อ
ลูกน้อยก็เสียชีวิตซะแล้ว!
เหตุเพราะ
หน้าทิ่มลงไปในอ่างน้ำ ด้วยเด็กวัยนี้ยังดันตัวขึ้นไม่เป็น (เพียงเวลาไม่กี่นาที เด็กที่คว่ำหน้า หรือตกลงไปในภาชนะเก็บกักน้ำทั้งหลายจะนำไปสู่การขาดอากาศ และภาวะสมองตาย ซึ่งมักเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่แพทย์จะช่วยได้ทัน)
ยิ่งถ้าลูกแฝด ความน่าเป็นห่วงก็คือ
ในขณะที่กำลังอาบน้ำให้คนแรกแล้วมีเหตุให้ต้องวางมือจากคนแรกชั่วคราว เพื่อไปดูแลแฝดอีกคน คุณแม่ (หรือผู้ดูแล) ก็จะต้อง ห่วงหน้า-พะวงหลัง ไว้ให้ดี เพราะหากปล่อยปละละเลยคนใดคนหนึ่ง อันตรายก็อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
เฮ้อ
ฟังแล้วก็เหนื่อยแทนนะครับ แต่ก็ต้องทนเพราะเวลาลูกน่ารักพ่อแม่ก็มีความสุขเป็นสองเท่าใช่ไหมครับ เวลาเหนื่อยก็ต้องยอมเหนื่อยสองเท่าแบบนี้หละครับ เอาใจช่วยพ่อแม่ลูกแฝดเต็มที่เลยนะครับ.
(update 1 กุมภาพันธ์ 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.161 December 2006]
|