ตัวอย่างผู้ป่วยนายที่ 52
หญิงไทยม่ายอายุ 82 ปี ได้รับการผ่าตัดระบายเลือดที่คั่งในสมองทั้ง 2 ข้างในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 โดยตัดกะโหลกด้านข้างออกไป จรศรีษะบุ๋มเข้า
หลังผ่าตัดผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้และสื่อสารอะไรได้เลย ไม่สามารถขยับแขนขาและทำอะไรได้ ต้องนอนแบ็บอยู่บนพื้นในบ้านแคบๆ ในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งรถเข้าไม่ถึง เพราะทางเข้าถึงบ้านเป็นทางเดินแคบๆ ที่รถเข้าไม่ได้เลย
เวลาจะเข้าออกจากบ้าน จึงต้องจ้างคนแข็งแรงอุ้มหรือแบกผู้ป่วยออกจากบ้านมาขึ้นรถแท็กซี่ที่ถนนแล้วจึงจะไปตรวจที่โรงพยาบาลตามนัดได้ หลังนัดไปตรวจ 3 ครั้ง ไม่มีอะไรดีขึ้น แพทย์เจ้าของไข้บอกให้ญาติทำใจ และไม่ต้องพาผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลอีก
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลได้ช่วยส่งแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและพยาบาลไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านและพบว่า
ผู้ป่วยเป็นหญิงชราที่อยู่ในสภาพช่วยตนเองไม่ได้เลย นอนอยู่บนพื้นในห้องแคบๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ระเกะระกะไปหมด แขนซ้ายงอเกร็งและเหยียดออกไม่ได้ เช่นเดียวกับแขน 2 ข้าง
ผู้ป่วยลืมตาเวลาเรียกหรือเจ็บ แต่แววตาเหม่อลอยไม่มีความหมาย ปากอ้า หายใจทางปาก มีเสียงเสมหะในคอ จมูกมีท่อยางให้อาหารคาอยู่ ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้ สะโพกด้านหลังเป็นแผลกดทับขนาดใหญ่ ลึกเกือบถึงกระดูก
เวลาทำแผล ผู้ป่วยจะร้องแต่ไม่ค่อยมีเสียง เพราะสายเสียงคงพิการจากการใส่ท่อช่วยหายใจไว้หลายวันหลังการผ่าตัด
เมื่อพ.ศ.2545 ผู้ป่วยเคยอัมพาตซีกซ้ายจากหลอดเลือดสมองตีบตัน เพราะเป็นโรคความดันเลือดสูงและโรคหัวใจมานาน แต่ไม่สามารถรับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะความยากจน และต้องดูแลเลี้ยงลูกและหลาน โดยร้อยพวงมาลัยขาย เนื่องจากสามีเสียชีวิตไปนานแล้ว
ในบ้านเล็กๆ นั้น นอกจากผู้ป่วยแล้วยังมีผู้อยู่อาศัยอีก 4 คนคือ ลูกสาว หลานสาว และเหลน 2 คน ทำให้คับแคบและแออัดมาก
หลังผ่าตัดสมองและผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาพ พัก ถาวร (chronic persistent vegetative state) ลูกสาวซึ่งเป็นโรคเอดส์ (ลูกเขยเสียชีวิตไปแล้วจากโรคเอดส์) ต้องทำหน้าที่หาเลี้ยงทั้ง 5 ชีวิตด้วยการขายพวงมาลัย
และให้หลานสาวผู้ป่วย (ลูกของลูกสาว) ลาออกจากงานมาดูแลผู้ป่วยและลูกของตนเอง (เหลนของผู้ป่วย) โดยสามีของหลานสาวก็เสียชีวิตจากโรคเอดส์เช่นกัน และต่อมาตรวจพบว่าหลานก็ติดเอดส์ด้วย แต่ยังไม่มีอาการ
แพทย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ที่ไปเยี่ยมบ้าน ก็ทำได้เพียงช่วยเหลือให้คำแนะนำในการให้อาหาร การทำแผล การรักษาความสะอาดของร่างกายการปลอบโยนให้กำลังใจหลานสาวที่เริ่มอ่อนล้าจากการต้องดูแลผู้ป่วยและลูกของตนเองตลอด 24 ชั่วโมงและบางครั้งก็ต้องควักเงินจากกระเป๋าตนเองเพื่อช่วยค่าอาหารและขนมสำหรับเด็กๆ
3 เดือนต่อมา ผู้ป่วยก็เสียชีวิตที่บ้านจากการติดเชื้อที่แผล และจากการสำลักอาหาร ลูกและหลานไม่ได้นำผู้ป่วยไปโรงพยาบาล เพราะไม่อยากให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานจากการใส่ท่อช่วยหายใจและจากการทำแผล
ที่น่าอนาถในคือเจ้าหน้าที่เขต (อำเภอ) ไม่ยอมรับแจ้งการเสียชีวิตที่บ้านของผู้ป่วย และให้ญาติผู้ป่วยนำศพผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ออกใบรับรองการตายและสาเหตุของการตาย (ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติที่ซ้ำเติมความชอกช้ำของญาติผู้เสียชีวิต) ทำให้ญาติต้องเหมารถกระบะนำศพไปโรงพยาบาล
ที่น่าอนาถใจยิ่งกว่าคือ แพทย์นิติเวชที่โรงพยาบาลไม่ยอมออกใบมรณบัตรให้ โดยอ้างว่าไม่รู้สาเหตุการตายที่แท้จริง ต้องผ่าตรวจศพก่อน (แพทย์นิติเวชจะได้เงินค่าผ่าตรวจศพรายละประมาณ 4,000 บาท) ทำให้ญาติต้องเสียเวลารอรับศพผู้ป่วยไปที่วัดอีกหลายชั่วโมงและเสียงเงินโดยไม่จำเป็นอีก
บทเรียนจากกรณีผู้ป่วยรายนี้คือ
1. แพทย์มุ่งรักษาโรค (เลือดคั่งในสมอง) มากกว่ารักษาคน จึงนำผู้ป่วยไปตัดกะโหลกศรีษะออกทั้ง 2 ข้าง ทั้งที่น่าจะรู้ว่า ผู้ป่วยอายุมากแล้ว และมีโรคประจำตัวรุนแรง จนไม่น่าทำให้ผู้ป่วยสามารถรู้เรื่องและช่วยตนเองได้หลังผ่าตัด และสภาพครอบครัวก็ยากจนมาก และอยู่ในชุมชนแออัดที่เข้าออกลำบาก การฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัดจึงเป็นไปได้ยาก จึงเกิดแผลกดทับรุนแรงในรายนี้
2. แพทย์เฉพาะทาง (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะอวัยวะหรือเฉพาะโรค) จะสนใจแต่อวัยวะหรือโรคที่ตนชำนาญและลืมดูอวัยวะอื่น หรือโรคอื่นของผู้ป่วย เพื่อนำมาพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนว่าถ้ารักษาอวัยวะหนึ่งดีขึ้นแล้วอวัยวะอื่นจะแย่ลงหรือไม่ เช่น ผ่าตัดให้อวัยวะหนึ่งดีขึ้น แต่อวัยวะอื่น เช่น หัวใจ ไต ปอด จะแย่ลงเพราะการดมยาและการผ่าตัดหรือไม่
3. แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว คือแพทย์ที่สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งคน (ทุกอวัยวะ ทุกระบบ) ทั้งกายและใจ และทั้งตัวผู้ป่วยเองและครอบครัวของผู้ป่วยด้วย
แต่ผู้ป่วยและประชาชนกลับถูกโฆษณามอมเมาให้ชอบตรวจรักษากับแพทย์เฉพาะทาง และใช้เครื่องมือหรูหราต่างๆ จึงทำให้ไม่มีผู้สนใจจะฝึกอบรมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ทำให้ผู้ป่วย 1 คนต้องมีแพทย์ตรวจรักษาหลายคน เพราะหลายโรค เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และเป็นอันตรายเพิ่มขึ้นมากเพราะ มากหมอมากความ นั่นเอง และยาที่ได้รับจากหมอแต่ละคน คนละ 2-4 ชนิด รวมแล้วเป็น 10 กว่าชนิด มักจะเกิดปฏิกิริยากัน ( ยาตีกัน ทำให้เป็นพิษ) ได้
4. กฎระเบียบต่างๆ ที่ฝ่ายปกครอง (รัฐบาล) สร้างขึ้น มักทำให้เกิดความยุ่งยาก ลำบากแก่ผู้ป่วยและประชาชนเพิ่มขึ้น แม้แต่ในกรณีที่ตายตามธรรมชาติ เช่น ในผู้ป่วยรายนี้ และทำให้แพทย์นิติเวชสามารถหากินจากศพโดยไม่สมควรอีกด้วย
(update 4 ตุลาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 340 สิงหาคม 2550]
|