มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่ทุกคนป้องกันได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าเป็นมะเร็งแล้วอาการอยู่ในระยะที่ไม่สาหัสจนเกินไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถรักษาให้หายได้
ทำไมถึงเรียกว่ามะเร็ง
มะเร็งคือเนื้องอกชนิดหนึ่ง
เนื้องอกในร่างกายคนเราแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง ไม่ใช่เนื้อร้าย และเนื้องอกที่เป็นมะเร็ง
เซลล์ในร่างกายมีการแบ่งตัวปกติ ต่อมามีการแบ่งตัวผิดปกติ จนกระทั่งมีก้อนเนื้อยื่นออกมา เป็นก้อนเนื้อใหญ่กว่า อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ เช่น ผิวหนัง ลำไส้
เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง มักจะโตช้า บางครั้งหยุดโต
เนื้องอกที่เป็นมะเร็ง จะโตขึ้นมาก่อนเวลา โตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการหยุด ไม่มีการควบคุม เรียกการโตแบบนี้ว่ามะเร็ง
มะเร็ง ภาษาอังกฤษเรียก cancer หมายถึง ปู เปรียบเสมือนเนื้องอกที่โตขึ้นเรื่อยๆ คืบคลานไปไม่มีการหยุด เมื่อไม่มีการหยุด ทุกครั้งที่มีการแบ่งตัวก็อาศัยพลังงานในร่างกาย และลุกลามสู่อวัยวะใกล้เคียงที่เกี่ยวข้อง ทำให้หน้าที่ของอวัยวะในร่างกายเสียไป และใช้พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพ เช่น เป็นมะเร็งที่อยู่ใกล้ท่อน้ำดี ก็ทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน มะเร็งกระเพาะอาหารก็อาจจะกินลึกเข้าไปถึงหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดฉีกขาด มีเลือดออก
มะเร็งกับความตาย
ประมาณ 5-10 ปีที่ผ่านมา มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรโลก
ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งจะน้อยกว่าอุบัติเหตุน้อยกว่าโรคหัวใจ แต่ตายมากกว่า เพราะบางคนเป็นโรคหัวใจแต่ไม่ตาย แต่เป็นมะเร็งส่วนมากจะตาย
ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกที่เสียชีวิตมากที่สุดคือผู้ป่วย มะเร็งปอด รองลงมาคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่
ทำไมมะเร็งปอดถึงทำให้เสียชีวิตมากที่สุด เพราะเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอด เพียง 1-2 เซนติเมตร มะเร็งปอดกระจายไปต่อมน้ำเหลือง อาการมักจะรุนแรงมากแล้ว รักษาไม่ได้ผล ถ้าตัดออกก็ไม่ได้ ต้องให้เคมีบำบัดอย่างเดียว
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ก่อนปี พ.ศ. 2540 คนไทยตายจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุมาก แต่หลังจากปี พ.ศ. 2540 การตายจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุลดจำนวนลง จนกระทั่งหลังปี พ.ศ. 2545 โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนไทย
มีข้อสังเกตว่า มะเร็งชนิดไหนก็ตามที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยมักจะรอดชีวิต แต่ถ้ามะเร็งชนิดนั้นระยะแรกไม่สามารถตรวจพบได้ เพราะเมื่อตรวจพบมักจะเป็นมากแล้ว ทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตยาก
มะเร็งลำไส้ใหญ่คืออะไร
มะเร็งลำไส้ใหญ่ คือการแบ่งงอกที่ผิดปกติของเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่แบ่งออกเป็นชั้นๆ ด้านในมีเยื่อบุ แบ่งตัวผิดปกติ และค่อยๆ งอกโตขึ้นมา ด้านหนึ่งงอกเข้ามาด้านใน อีกด้านหนึ่งลุกลามไปที่ผนังทั้ง 2 ด้าน คือ คืบคลานไป
ถ้าอยู่แค่เยื่อบุลำไส้ เรียกว่า มะเร็งระยะไม่ลุกลาม เพราะไม่มีท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอย (ท่อน้ำเหลืองอยู่ที่ผนังลำไส้ลึกเข้าอีกนิดหนึ่ง)
พอเริ่มเป็นชนิดลุกลามเมื่อไหร่ ลึกถึงชั้นก่อนถึงกล้ามเนื้อ มีท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอย ก็เริ่มต้นนับเป็นมะเร็งระยะที่ 1 เริ่มลุกลาม
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเซลล์มะเร็งของเนื้อเยื่อลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง คือมะเร็งที่เติบโตมาจากเนื้อเยื่อที่มีลักษณะเป็นต่อมในลำไส้ใหญ่ โดยก่อนที่เซลล์จะกลายเป็นมะเร็ง บางครั้งอาจพบลักษณะคล้ายติ่งเนื้องอกในลำไส้ขึ้นมาก่อน ซึ่งการผ่าตัดกิ่งเนื้องอกออกสามารถป้องกันไม่ให้เซลล์กลายเป็นมะเร็งได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจลุกลามทะลุผนังลำไส้ หรือแพร่กระจายต่อไปยังตับ ปอด สมอง และกระดูกได้
ระยะของมะเร็งลำไส้ใหญ่
การแบ่งระยะของโรคเป็นการแบ่งตามความรุนแรงคือ
ระยะที่ 1 การรักษา ผ่าตัดอย่างเดียว ร้อยละ 95 หายจากโรค
ระยะที่ 2 แบบเนื้อเยื่อชนิดเลว จะต้องให้เคมีบำบัดตาม เพราะการผ่าตัดอย่างเดียวได้ผลประมาณร้อยละ 70 และจะต้องให้เคมีบำบัด โอกาสหายร้อยละ 80-90
ระยะที่ 3 มะเร็งแพร่กระจายต่อมน้ำเหลืองแล้วการผ่าตัดจะต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุดเพรราะกระจายไปตามต่อน้ำเหลือง อย่างน้อยจะต้องไม่น้อยกว่า 12 ต่อม และทุกกรณีหลังผ่าตัด ต้องให้เคมีบำบัดตามหมด เป็นการรักษาเสริม การผ่าตัดคือการรักษาหลัก เพื่อเอาเนื้อมะเร็งออกไป และนำหน่วยลาดตระเวน คือยาเคมีบำบัดฉีด หรือกินเข้าไปในร่างกายเพื่อไปฆ่าทหารแตกทัพทิ้งให้หมด
ผู้ป่วยที่ให้เคมีบำบัดระยะที่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดอย่างเดียว และผู้ป่วยที่ผ่าตัด เคมีบำบัด ชนิดไหนรอดมากกว่ากัน
พบว่า ผ่าตัด + เคมีบำบัด รอดมากกว่า ก็เลยกลายเป็นมาตรฐานว่าต่อไปนี้ ผ่าตัดต้องให้เคมีบำบัดด้วย
ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปที่ตับ ถ้าตามไปตัดตับบางส่วน (เหลือตับไว้ร้อยละ 25) ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตเท่ากับระยะที่ 3 รวมถึงให้เคมีบำบัดด้วย
ชนิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่มี 3 รูปแบบดังนี้
1. ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ พบยีนส์ที่ถ่ายทอดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างชัดเจน มีประมาณร้อยละ 10-20
2. เกิดขึ้นเอง ปกติเซลล์แบ่งตัวเรื่อยๆ ได้เซลล์ผิดปกติ เรียกว่าการแบ่งแบบผ่าเหล่า เกิดขึ้นบ่อยๆ ผิดปกติเรื่อยๆ คือมะเร็ง พบประมาณร้อยละ 70
3. ไม่ทราบสาเหตุ ประมาณร้อยละ 10-20 มีคนเป็นกันมากในครอบครัว แต่หายีนที่เป็นตัวถ่ายทอดไม่ได้ และสรุปไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งแบบที่ 1 หรือ 2 เรียกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแบบเป็นครอบครัว เช่น ตัวเอง ญาติ พี่น้อง
มะเร็งที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ป้องกันได้หรือไม่
มะเร็งชนิดใดก็ตาม สามารถป้องกันได้เสมอ
เกิดจากกรรมพันธุ์ คือเติบโตมาพร้อมกับได้รับถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติข้างหนึ่งมาจากพ่อหรือแม่ (ยีนจะอยู่กันเป็นคู่)
คนที่ได้รับการถ่ายทอดยีนกรรมพันธุ์ คือได้รับมาข้างเดียว พออีกข้างเปลี่ยนปุ๊บ กลายเป็นมะเร็งเลยเนื่องจากมะเร็งเป็นลักษณะด้อย เป็นธรรมชาติกำหนดให้โรคต่างๆ มีลักษณะด้อย เมื่ออยู่เป็นคู่ยีนเปลี่ยนไปข้างเดียว อีกข้างยังอยู่ ไม่เกิดมะเร็ง ไม่เกิดโรค ต่อมาเปลี่ยน 2 ข้างจึงเกิดโรค
คนปกติต้องเปลี่ยนทั้ง 2 ข้างถึงจะเกิดโรค เกิดการผ่าเหล่าทั้ง 2 ข้าง เมื่ออายุมากขึ้นเกิดโรคได้ประมาณ 63-65 ปี
เมื่อไหร่ที่มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในคนอายุ 20-30-40 ให้สงสัยได้เลยว่าถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เพราะโตมาก็หงิกไป 1 ข้างแล้ว แต่สามารถดึงให้ยีนเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ ด้วยการใช้ชีวิตที่ดี เช่น การออกกำลังกาย กินอาหารได้สัดส่วนสมดุล ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผักสด ผลไม้ เส้นใย ปริมารที่มีความพอเพียง สมดุล มีสัดส่วนอาหารที่ถูกต้อง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ก็อาจจะช่วยยืดเวลาการเกิดโรคออกไปได้
กรรมพันธุ์ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่แก้ด้วยพฤติกรรม เพราะคนที่มีพื้นฐานกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกิดมาปุ๊บเป็นโรคเลย ต้องกินเวลาอีก 20-30 ปี ถึงจะเป็นโรคช่วงนี้ยืดเวลาได้หรือไม่ บางส่วนอาจจะยืดเวลาออกไปได้และจะต้องตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้พบมะเร็งตั้งแต่เริ่มแรก
การป้องกันไม่แตกต่างกัน แต่การตรวจเช็กแต่เนิ่นๆ ว่าสงสัยเป็นกรรมพันธุ์ เพราะกลุ่มนี้จะมีเนื้องอกตั้งแต่อายุ 20
ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง สิ่งใดก็ได้ที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดโรค สำหรับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
1. มีประวัติติ่งเนื้องอกในลำไส้ ซึ่งติ่งเนื้อบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมาได้
การตรวจลำไส้ใหญ่โดยการส่องกล้องสามารถตรวจพบและตัดติ่งเนื้อออกได้ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งต่อไป
2. อายุ พบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดในกลุ่มอายุมากกว่า 50 ปี
3. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่บางชนิด อาจเกิดการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ และกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงได้
4. มีประวัติเป็นมะเร็งชนิดอื่นมาก่อนในบุคคลนั้น
5. มีประวัติเป็นมะเร็งในครอบครัว หรือมีโรคแต่กำเนิดบางชนิด เช่น โรคเนื้องอกแต่กำเนิดในลำไส้ อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้
6. กิจวัตรประจำวัน เช่น การกินอาหารไขมันสูงหรือไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงได้
7. การสูบบุหรี่
การกินยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสตีรอยด์ เช่น แอสไพริน อาจช่วยป้องกันการเกิดติ่งเนื้องอกในผู้ป่วยที่มีประวัติสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง
อะไรคือตัวกระตุ้นมะเร็งลำไส้ใหญ่
ตัวกระตุ้นคือตัวสัมผัส เกี่ยวข้องกับอาหารการกินเข้าไป
ถ้าถ่ายตอนเช้า วันละครั้ง อุจจาระจะสัมผัส 24 ชั่วโมง ถ้าถ่ายเช้าและเย็น อุจจาระสัมผัส 12 ชั่วโมง
ประเมินว่า คนถ่ายวันละครั้ง เฉลี่ยอายุ 63 ปี เป็นมะเร็ง แต่ถ้าถ่ายวันละ 2 ครั้งอายุ 126 ปีแล้วเป็นมะเร็งใช่ไหม
มีการแนะนำให้กินผัก ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายจนสามารถถ่ายอุจจาระได้เช้า-เย็น เพื่อจะยืดเวลาที่มะเร็งสัมผัสกับลำไส้ใหญ่ออกไป
การป้องกัน
แพทย์จะให้คำแนะนำในการตรวจสอบผู้ป่วยแต่ละราย เช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง การตรวจสอบมีหลายวิธี เช่น
หลังจากอายุ 50 ปีไปแล้ว อาจได้รับการตรวจหาปริมาณเลือดปนเปื้อนในอุจจาระปีละครั้ง และ/หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทุก 5-10 ปี และหากสงสัยว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากอาจตรวจสอบถี่กว่าระยะเวลาที่กำหนด
นอกจากนี้ อาจมีการตรวจร่างกายโดยใช้นิ้วคลำบริเวณทวารหนัก การตรวจทางรังสี เช่น การสวนแป้งแบเรียม หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดงต่อไปนี้ อาจทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้เร็ว ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการดังกล่าว ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายในชีวิตประจำวันหรือลักษณะอุจจาระลีบเล็กลง
2. ท้องเสียหรือท้องผูกสลับกัน
3. อึดอัดแน่นท้อง มีอาการเกร็งคล้ายเป็นตะคริวในท้อง
4. น้ำหนักลดโดยไม่ได้จำกัดอาหาร
5. เลือดออกทางทวารหนัก หรือปนมากับอุจจาระ
6. เบื่ออาหาร อ่อนเพลียอย่างผิดปกติ
การวินิจฉัย
แพทย์จะตรวจวินิจฉัยตามวิธีการที่เหมาะสม การตัดชิ้นเนื้อเป็นวิธีที่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน ร่วมกับการตรวจเลือดหรือการตรวจทางรังสีอื่นๆ เพื่อตรวจการลุกลามแพร่กระจายของโรค โดยพิจารณาจากอายุโรคประจำตัวของผู้ป่วย ชนิดของมะเร็ง และความรุนแรงของอาการ
การรักษา
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก การกระจายของมะเร็ง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เช่น อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา และรังสีรักษาแพทย์ ร่วมวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วยแต่ละราย
การผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาลำไส้ใหญ่ที่นิยมที่สุด
จุดประสงค์เพื่อกำจัดเนื้อร้ายออกไป ควรได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านมะเร็ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ส่วนที่เป็นมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงออก ผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการนำลำไส้มาเปิดทางหน้าท้อง และการขับถ่ายทางถุงหน้าท้อง ซึ่งอาจเป็นการชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ปัจจุบันการนำรังสีรักษาและเคมีบำบัดมาใช้ร่วมกับการผ่าตัดสามารถลดการนำรังสีรักษาและเคมีบำบัดมาใช้ร่วมกับการผ่าตัดสามารถลดการนำลำไส้มาเปิดที่หน้าท้องอย่างถาวรได้
ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องทางหน้าท้อง ซึ่งลดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดใหญ่ได้ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย
เคมีบำบัด
ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่มาก หรือมีมะเร็งระยะที่แพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยมักจะต้องได้รับเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด เรียกว่า การรักษาเสริมหลังการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่กรณีนี้เป็นการรักษาเพื่อที่จะลดโอกาสของการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ รวมถึงช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วย
นอกจากนี้ ยาเคมีบำบัดยังใช้ในการรักษาหลักในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ ในกรณีที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โอกาสการรักษาให้หายขาดมีน้อยมาก
การใช้เคมีบำบัดจึงมักนิยมใช้เพื่อหยุดการกระจายตัวของมะเร็งไม่ให้ลุกลามต่อ รวมทั้งบรรเทาอาหาร หรือความทรมานจากมะเร็ง เพื่อให้คุณภาพในการดำเนินชีวิตดีที่สุด และเพิ่มอัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยได้นานขึ้นเรียกการรักษาแบบนี้ว่า การรักษาแบบบรรเทาอาการ
กรณีของมะเร็งลำไส้ตรง อาจพิจารณาให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงก่อนการผ่าตัด เพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง และลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง
เคมีบำบัดมี 2 ชนิด
ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ การให้ยาเคมีบำบัดแบบฉีด เป็นวิธีดั้งเดิมในการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด
ชนิดกิน เป็นรูปแบบยาเคมีบำบัดที่พัฒนาขึ้นมาช่วยเพิ่มความสะดวกต่อการรักษาให้กับผู้ป่วย ผู้ดูแลและครอบครัว ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถกินยาได้เองที่บ้าน และไม่ต้องมารับเคมีบำบัดที่โรงพยาบาล
รังสีรักษา
รักสีรักษาให้ก่อนหรือหลังผ่าตัด เพื่อทำลายโรคบริเวณต้นกำเนิด
การให้รังสีรักษาก่อนผ่าตัดสามารถช่วยลดขนาดก้อนเนื้อมะเร็ง ทำให้ผ่าตัดได้ง่ายขึ้น
ส่วนการให้หลังผ่าตัดสามารถช่วยทำลายโรคที่อาจหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันพบว่าการให้รังสีร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงก่อนการผ่าตัดได้ผลดีกว่าการให้หลังผ่าตัด สามารถลดการเกิดโรคขึ้นมาใหม่ และลดอัตราการผ่าตัดชนิดนำลำไส้มาเปิดไว้ที่หน้าท้องได้
รักสีรักษาวิธีการพิเศษ เช่น การฉายรังสีปริมาณสูงเพียงครั้งเดียวระหว่างผ่าตัด หรือการฝังแร่สามารถใช้ในบริเวณรอยโรคเล็กๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัดได้
การรักษาดังกล่าวมาทุกวิธี มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยได้แตกต่างกันไป ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำ และรักษาผลข้างเคียงดังกล่าวไปด้วย
มะเร็งลำไส้ใหญ่ หายเองได้หรือไม่
เท่าที่ปรากฏ ยังไม่มีใครที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษา หายจากโรคได้เอง
มะเร็งลำไส้ใหญ่หายขาดได้หรือไม่ ขึ้นกับว่าเป็นระยะไหน
ระยะก่อนเป็นมะเร็ง คือเป็นเนื้องอกธรรมดา หายขาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์
มะเร็งยังไม่ลุกลาม ตัดออก ก็หายขาด 100 เปอร์เซ็นต์
ระยะ 1 มะเร็งหายขาดร้อยละ 95
ระยะ 2 มะเร็งหายขาดร้อยละ 70-80
ระยะ 3 มะเร็งหายขาดร้อยละ 60 และบวกเคมีบำบัดก็หายขาดเพิ่มขึ้น
ระยะ 4 มะเร็งลามไปตับ
หลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ คนไข้ต้องมาให้หมอตรวจเป็นระยะ ทุก 3 เดือนใน 2 ปีแรก เพราะมะเร็งจะเกิดใหม่ส่วนใหญ่ประมาณ 2 ปีแรกร้อยละ 70
หลังจากนั้นอีก 3 ปีหลัง แค่ร้อยละ 30 เท่านั้น
หลังจาก 5 ปีไปแล้วว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เหมือนเมียหลวงผู้ซื่อสัตย์ นานเท่าไหร่ก็คอย และมักจะหายขาด
ดังนั้น จะต้องติดตามทุก 3 เดือนใน 2 ปีแรก หลังจาก 2 ปีแรกอาจจะทุก 6 เดือน หลังจาก 5 ปีก็ประมาณปีละครั้ง ตลอดชีวิต
วิถีชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพของตนเอง คือ หนทางที่จะนำพาชีวิตปราศจากโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ สิ่งสำคัญคือปฏิบัติต่อเนื่องและจริงจัง
(update 9 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550]
|