คุมกำเนิด เรื่องใกล้ตัวที่ต้องอัพเดต


อีกเรื่องสำคัญของการมีชีวิตคู่ (รวมถึงโลกใบนี้) ก็คงไม่พ้นการคุมกำเนิดให้มีเด็กๆ เกิดใหม่อย่างพอเหมาะ แล้วตอนนี้ความก้าวหน้าในเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว ลองมา update กันดีกว่าค่ะ

ผู้หญิงเราเมื่อ 30-40 ปีก่อนหน้านี้ออกเรือนเร็ว ตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ มีลูกแบบไม่กลัวจน อย่างน้อย 5-6 คน บางคนหลังแต่งงานไม่เคยมีประจำเดือนอีกเลย เพราะลูกแต่ละคนไม่ทันจะหย่านมแม่กันก็มีอีกคนแล้ว เรียกได้ว่ามีลูกหัวปีท้ายปี โดยเฉพาะยุคท่านจอมพล ป.(แปลก) พิบูลสงคราม มีการประกวดแม่ลูกดก เพื่อส่งเสริมให้มีลูกกันมากๆ เพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างอำนาจให้แก่ประเทศชาติ คุณแม่ที่ชนะการประกวดมีลูกเกินโหลคือ 15 คน ไม่รู้ว่ายามหลงๆ ลืมๆ ตอนแก่ตัวลงจะขานชื่อลูกได้ครบทุกคนหรือไม่


หลากวิธีที่คุ้นเคย

จนมาถึง พ.ศ.2513 ได้มีการประกาศนโยบายประชากรของรัฐบาลในยุคนั้น มีการเร่งรณรงค์ให้ประชาชนคุมกำเนิดเพราะเชื่อว่ามีลูกมาก ก่อให้เกิดวงจร จน-โง่-เจ็บ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ จึงได้มีการจัดตั้งโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและอกชน และได้ดำเนินการสืบเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี จนเพิ่งจบสิ้นโครงการไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ส่งผลให้ผู้หญิงยุคใหม่คุ้นเคยและรู้จักวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผล จึงมีเพศสัมพันธ์เร็ว แต่กลับแต่งงานช้า มีลูกกันน้อยจนมีลูกยากเพราะเลยวัยที่ควรจะมีลูก จนต้องพึ่งพาให้คุณหมอรักษากันก็มี

วิธีคุมกำเนิดที่นิยมและรู้จักกันดีคือ ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งหาซื้อได้ง่ายแม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย สำหรับฝ่ายหญิง ที่นิยมสูงสุดคือยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งหาซื้อได้ง่ายเช่นกันใช้สะดวก รองลงมาคือยาชนิดฉีดทุก 12 สัปดาห์ ส่วนชนิดฝัง แม้จะคุมได้นานถึง 3 ปี แต่ต้องจ่ายทีเดียว 2,000-3,000 บาท ในขณะที่ยาเม็ดยังผ่อนซื้อเดือนละแผงได้ ซึ่งถ้าคิดราคารวม 3 ปี แล้วดูจะแพงกว่ายาฝังด้วยซ้ำไป

ส่วนการทำหมันทั้งหญิงและชาย เมื่อมีลูกพอแล้วมีความนิยมทำลดลงไป เพราะรู้สึกว่าวิธีที่ใช้อยู่ก็ดูปลอดภัยและลงตัวดีอยู่แล้ว ไม่รู้จะดิ้นรนไปเจ็บตัวและต้องลางานไปทำไม


ความสะดวกที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมี 2 ค่ายใหญ่ระดับโลก คือองค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization) และ Popolation Council ของสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นและพัฒนาวิธีคุมกำเนิดใหม่ๆ ให้ได้ใช้กัน แม้จะชะลอไปบ้าง เพราะมีงานใหญ่คือการควบคุมโรคติดต่อของชาวโลก เช่น เอดส์ ไข้หวัดนก ซึ่งเชื้อโรคก็มีพัฒนาตัวเองไปเหมือนกัน วิธีคุมกำเนิดที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ คือยาเม็ดคุมกำเนิดเพราะสามารถใช้รักษาโรคบางชนิดของรังไข่ได้ และมีผลด้านบวกต่อสุขภาพของผู้หญิง เช่น ใช้รักษาให้หน้าใสไร้สิว หรือลดอาการปวดประจำเดือนได้

ปัจจุบันมียาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง ซึ่งมีจำหน่ายแล้วในบ้านเรา หนึ่งแผ่นจะใช้ได้นาน 1 สัปดาห์ และต้องแปะติดต่อกัน 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีประจำเดือน ค่าใช้จ่ายต่อ 1 เดือน ประมาณเกือบ 500 บาท ในขณะที่ยาเม็ดชนิดแพงที่สุดก็ไม่น่าจะเกิน 350 บาท ที่สำคัญคืออาจร่อนหลุดก่อนถ้าไม่แนบผิวหนัง หรือเหงื่อออกมาก ทำให้ไม่ได้ผลหรือสิ้นเปลือง จึงน่าจะเหมาะกับสาวมีเงินทำงานในห้องแอร์และมีรถขับเท่านั้น

ส่วนยาชนิดฉีดก็เริ่มฉีดทุก 4 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น เลือดออกกะปริบกะปรอยได้แต่ต้องลำบากไปฉีดทุกเดือน ซึ่งถ้าเกิดพลาดนัดเลยเวลาฉีด ก็อาจจะเกิดการตั้งครรภ์ที่ยังไม่ได้เตรียมตังก็ได้

ส่วนห่วงอนามัย ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีไม่แพ้กัน และราคาก็ไม่แพง เมื่อเทียบอายุใช้งาน ซึ่งนานถึง 5 ปี แต่ที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะกลัวเจ็บ และถ้าเกิดการตั้งครรภ์พร้อมห่วง คุณหมอก็มักถูกกล่าวหาว่าใส่ให้ไม่ดี ทั้งที่โอกาสตั้งครรภ์น้อยมากพอๆ กับยาเม็ด ซึ่งถ้าพลาดผู้หญิงเราก็โทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง เช่น อาจลืมกินยา หรือกินไม่ตรงเวลา

ปัจจุบันมีห่วงอนามัยชนิดใหม่ ที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณประจำเดือน จึงเหมาะกับคนที่มีประจำเดือนมามาก หรือมานาน แต่ยังมีราคาแพงมาก ในราว 4,000-5,000 บาท และมีจำหน่าย แล้วในบ้านเราในโรงพยาบาลใหญ่ๆ

สำหรับการทำหมันหญิงก็มีการพัฒนา วิธีทำหมันที่ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่เจ็บ และไม่ต้องหยุดงาน คือการใส่ขดลวดปริงอันเล็กๆ ผ่านทางช่องคลอด เข้าไปในกล้องที่สอดผ่านปากมดลูกเข้าอุดบริเวณท่อรังไข่ทั้งสองข้าง แต่ยังไม่มีบริการในบ้านเรา เพราะค่าใช้จ่ายแพงมากเป็นหลักหมื่น เพราะขดลวดสปริงทำด้วยทองคำขาว เพื่อไม่ให้มีปฏิกิริยาต่อต้านจากเนื้อเยื่อรอบด้านในท่อรังไข่


แนวทางใหม่ที่ยังไม่ลงตัว

ส่วนวิธีคุมกำเนิดที่ยังอยู่ในห้องปฏิบัติการวิจัย หรือระยะทดสอบใช้ในอาสาสมัคร เช่น ฝ่ายหญิงมีการวิจัยยาฉีดต่อต้านเนื้อเยื่อของตัวอ่อนที่เกิดจาการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ซึ่งยังให้ไม่ผลไม่แน่นอน และยังมีปัญหาจริยธรรมว่าเป็นการทำแท้งแบบไม่รู้ไม่เห็น แต่ยังเป็นตราบาปทางใจหรือไม่ ส่วนฝ่ายชายก็มียาฉีด ซึ่งเป็นฮอร์โมนลดการผลิตอสุจิแม้จะมีงานวิจัยรับรองว่าได้ผลดี แต่ก็ยังกลัวกันเรื่องเดิมๆ คือนกเขาไม่ขัน หรือมีผลต่อสุขภาพระยะยาวหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

ถึงแม้จะมีพัฒนาการวิธีคุมกำเนิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่วิธีที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลกในปัจจุบัน รวมทั้งในบ้านเราก็ให้ผลดีอยู่แล้ว หากเลือกใช้ให้ถูกคน ถูกเวลา ถูกกับสภาพเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องพึ่งพาหรือรอคอยวิธีใหม่ๆ

แต่ในบ้านเราก็ยังมีปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และมีการทำแท้งที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดโรค และคุมกำเนิดให้ปลอดลูกในกลุ่มวัยรุ่นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรให้ความสนใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นเรื่องดาบสองคมที่มีความขัดแย้งในทัศนะของศีลธรรมและวัฒนธรรมก็ตาม จริงไหมคะ


(update 18 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.141 July 2007]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600