ถามตนเองดูสิครับว่าอยากเป็นพ่อแม่แบบไหน ถ้าเป็นผมนะครับ ผมอยากเป็นพ่อแม่แบบสั่งลูกทีเดียวอยู่หมัด นั่นคือเขาไม่เถียงและทำตาม เขาไปไกลจากสายตาของเราก็ไม่ทำอะไรชั่วๆ
แต่ปัญหามีอยู่ว่าลูกเราฉลาดเกินกว่าจะเชื่อเราง่ายๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ง่ายแล้วที่ผมจะได้เป็นพ่ออย่างที่ว่า
อันที่จริงแล้วยากมากเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะยุคสมัยปัจจุบันที่หมาจิ้งจอกและแมวเจ้าเล่ห์เดินเพ่นพ่านเต็มบ้าน เต็มเมือง รอคอยที่จะหลอกลวงพิน็อกคิโอให้ไม่ไปโรงเรียน
ใช่แล้วครับ ลูกของเราคือพิน็อกคิโอ หุ่นไม้รักสนุกที่พร้อมจะหลงระเริงไปกับอบายมุขได้ทุกเวลา เขาเป็นหุ่นไม้สมองจึงคงจะกลวง แต่เขามีหัวใจ เขาจึงมิใช่หุ่นไม้ตลอดไปไงครับ เราจึงจำเป็นต้องติดต่อกับเขาด้วยหัวใจ
รวมทั้งเพื่อนใจ
ผมไม่สามารถเป็นพ่อที่สั่งลูกได้ทุกเรื่อง สั่งบางเรื่องนั้นได้แต่สั่งทุกเรื่องทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าผมพูดกับลูกได้ทุกเรื่อง ส่วนเขาจะพูดกับเราได้ทุกเรื่องหรือเปล่านั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
แน่ใจนะลูกใช้ยาคุมกำเนิดเป็น ผมพูดกับลูกสาวตั้งแต่เขาอยู่ ป.6
ป๊าพูดอะไรอย่างนั้นน่ะ! ตอนนั้นเขาตอบผมแบบนี้
แน่ใจนะว่าลูกรู้วิธีไม่ท้อง ผมพูดแบบนี้กับลูกสาวตอนเขาอยู่ ม.1
ป๊าเห็นหนูท้องหรือยังล่ะคะ ตอนนั้นเขาตอบผมแบบนี้
บ่อยครั้งที่ผมจะคุยกับลูกเรื่องเซ็กซ์ ยาเสพติด การพนัน เอดส์ รวมทั้งเรื่องตั้งใจเรียนหนังสือ เวลาคุยเรื่องเครียดๆ แบบนี้จำเป็นที่เราจะต้องคุยแบบเพื่อน นั่นคือชวนคุยให้มากที่สุดเท่าที่เรามีความรู้และปัญญาจะคุยได้ (ซึ่งต้องยอมรับด้วยนะครับว่า ที่แท้แล้วอาจจะรู้น้อยกว่าเขาเยอะเลย) แต่ระลึกไว้เสมอว่าเป็นการพูดคุยเพียงเพื่อโยนประเด็นเหล่านี้ขึ้นกลางอากาศในบ้านเขาเราเท่านั้น ไม่คาดหวังว่าเขาจะคิดอะไร ตัดสินอะไร เชื่ออะไร
ยิ่งไม่คาดหวังจะเชื่อเราเพียงโยนเรื่องเซ็กซ์ ยา พนันบอล เอดส์ หรือการหนีเรียนเอาไว้กลางบ้านของเราทราบเท่านั้น
ทั้งนี้เพื่อสื่อให้เขาทราบว่าบ้านหลังนี้เราคุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ ในอนาคตหากลูกอยากคุยอะไรลูกสามารถกลับมาคุยที่นี่ได้
เวลาคุยเรื่องเหล่านี้ผมจึงคุยสนุกได้ทุกครั้ง อำไปอำมากับลูกได้บ่อยๆ แต่ในใจก็สวดภาวนาอยู่ว่าลูกจะเอาตัวรอดได้กับโลกภายนอกนั้น
ลูกใช้ถุงยางเป็นหรือยังน่ะ ผมถามลูกชายต่อหน้าลูกสาว
เห็น ยังไม่เคยเห็นเลยป๊า ลูกสาวแย่งตอบ
แม่มีอันหนึ่ง ที่ทำงานเขาแจกมาเดี๋ยวแม่ไปเอามาให้ดู คุณแม่ร่วมวง
เคยเห็นแล้วๆๆๆ ลูกชายรีบห้าม
ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สั่งอะไรลูกมากจนเกินไป แต่ถ้าจะสั่งก็มีพิธีกรรมอยู่บ้าง เช่น หาเวลาที่เหมาะสม เป็นส่วนตัว พูดให้ชัดๆ ว่าเรื่องนี้พ่อสั่ง พูดขณะมองตาเขาตรงๆ จากนั้นกอดเขาหนึ่งครั้ง
ได้ผลหรือเปล่าก็ไม่รู้อีกเช่นกันครับ บอกแล้วว่าหมาจิ้งจอกกับแมวเจ้าเล่ห์รออยูนอกบ้านนั้นเต็มไปหมด
ไม่อยู่ในห้องกับเพื่อนชายสองต่อสองนะ โอเคมั้ย ถ้าผมจะพูดอะไรแบบนี้ผมจะคุยสั้น ชัด มองหน้า และกอดเขาหนึ่งครั้ง (คล้ายๆ ประทับตรายาง)
ห้ามเถียงคุณยาย แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก ตกลงมั้ย ผมจะสั่งลูกแบบนี้ คือสั้น ชัด แต่ก็อาจจะหาเวลาคุยด้วยอีกทีว่าเพราะอะไรเราจึงจะสั่งเขาเช่นนั้น
อันที่จริงแล้วเรื่องอบายมุขและเลวทรามต่ำช้าทั้งหลายในสังคมเราอาจจะจะต้องคุยกับลูกฉันเพื่อน แต่เรื่องความมีวินัยความอดกลั้น ความกตัญญูกตเวทิตา หรือศีลธรรมจรรยาเราอาจจะต้องคุยแบบพ่อแม่ ประเภทว่าขงจื้อ
ผมคิดว่าการคุยกันแบบเพื่อนนั้น เราต้องคุยกันด้วยเหตุเวลาคุยเรื่องเซ็กซ์ การตั้งครรภ์ การทำแท้ง เอดส์ การพนัน เราอาจจะต้องคุยไป ตลกไป แต่ก็ให้เหตุผลไป ประเภทว่าแลกเปลี่ยนและถกเถียงกัน แต่ถ้าเมื่อไรเราจะสั่ง เรากลับต้องบไม่ให้เหตุผล คำสั่งก็คือคำสั่ง
คำสั่งจึงต้องมีไม่มาก ใช้เมื่อเวลาจำเป็น สงวนไว้อย่าสั่งพร่ำเพรื่อจนหมดความขลังเก็บโควต้าเอาไว้สั่งเมื่อถึงเวลาต้องสั่ง
เวลาขงจื้อสอนไม่เห็นให้เหตุผลเลย
การเป็นพ่อแม่ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ออกจะยากด้วยซ้ำต้องการเวลาที่มากพอ ความว่องไวที่สูงพอ และทักษะที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บางเวลาเป็นเพื่อน บางเวลาเป็นพ่อแม่
กลวิธีเหล่านี้จะไม่มีปู่ย่าตายายสอนอีกต่อไป หนังสือฮาวทูและนิตยสารประเภทรักลูกอาจจะช่วยได้บ้าง แต่ที่สำคัญมากที่สุดคือ การตระหนักอย่างแท้จริงว่าลูกเป็นความรับผิดชอบของเรา อยู่กับเขาให้มาก คุยให้มาก เล่นให้มาก ทำตั้งแต่แลกเกิดจนถึงวัยรุ่น ปัญหาต่างๆ มักจีคลี่คลายตัวได้เองด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ไม่ว่าจะด้วยความเป็นพ่อแม่หรือด้วยความเป็นเพื่อนก็ตาม
ถ้าเราไม่มีทัศนคติ โทษหรือโยนความรับผิดชอบลูกของเราให้แก่ผู้อื่น ลูกเขาจับสัญญาณได้เองว่าเราใหญ่ที่สุดครับ
(update 24 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา..
teen&family Vol.11 no.125 August 2006]
|