วัตถุนิยม เรื่องน่ากลัวใกล้ตัว


ท่ามกลางกระแสสังคมบริโภคนิยมรุนแรงอย่างทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่คงคิดหนักเพื่อหาหนทางสร้างภูมิคุ้มกันลูกให้ห่างไกลการแข่งขันทางวัตถุ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่จับต้องยากแต่ก็ไม่ยากเกินไปที่ป้องกันและปลูกฝังพฤติกรรมอยู่อย่างพอเพียงให้ลูกค่ะ


ที่มาของวัตถุนิยม

คำว่า “วัตถุนิยม” รู้จักกันแพร่หลายพร้อมๆ กับกระแสบริโภคนิยมค่ะ คือการที่คนให้คุณค่ากับวัตถุสิ่งของซึ่งเป็นรูปธรรมมากกว่าคุณค่าความรู้สึกทางจิตใจ (นามธรรม) และมีความอยากได้ อยากเป็น และอยากครอบครองมากขึ้น จนลืมย้อนมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

สำหรับคุณแม่ Modern Mom ลูกอยู่ในวัยเด็กเล็กคงยังไม่เห็นแวววัตถุนิยมชัดเจนเท่ากับคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นค่ะ เพราะความอยากยังเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ยึดติดกับแบมนุษยสัมของสินค้า ดังนั้น ถ้าจะแนะนำให้คุณแม่ที่มีลูกเล็กสังเกตนิสัยวัตถุนิยมจากการเลือกซื้อสิ่งของดูเหมือนเป็นการชี้ที่ปลายเหตุจนเกินไป แต่อยากให้มองย้อนกลับไปถึงต้นตอเราจะพบว่าวัตถุนิยมในตัวลูกนั้นถูกกระตุ้นมาจาก…
  • สื่อต่างๆ อิทธิพลจากการโหมโฆษณาของสื่อ ทั้งทางทีวี นิตยสาร และสื่อพิมพ์ต่างๆ ล้วนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ชักนำและชี้นำให้ลูกตัดสินใจซื้อสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งได้ค่ะ สังเกตว่าถ้าปล่อยให้ลูกดูทีวีเป็นประจำ เขาจะซื้อขนมหรือของเล่นตามที่เห็นจากโฆษณาแสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นของสื่อมีอิทธิพลและมีผลกับการตัดสินใจของลูกเรามากเพียงใดค่ะ

  • สังคมและสิ่งแวดล้อม ความเจริญทางเทคโนโลยีและการแข่งขันทางเสรษฐกิจทำให้ชีวิตผู้คนทันสมัย และแสวงหาความเป็นส่วนตัว ความมีระดับ และความเป็นหนึ่งมากขึ้น หากลูกถูกปลูกฝังความคิดค่านิยมแบบนี้ตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นเขาจะพยายามคิดหาวิธีให้ได้วัตถุต่างๆ มาครอบครอง ถ้าเขาหาเงินมาไม่ได้หรือไม่พอก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมอื่นๆ ซึ่งข้อนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลกระทบค่ะ

  • พ่อแม่ เป็นผู้นำกระแสวัตถุนิยมสู่ตัวลูกทางอ้อมค่ะ เพราะเด็กวัยเบบี๋เปรียบเสมือนผ้าขาวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องบรรจงแต่งแต้มสีสันต่างๆ ถ้าอยากให้ลูกโตขึ้นมาเป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะนิสัยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับต้นแบบค่ะ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรสำรวจตัวเองก่อนว่ามีนิสัยวัตถุนิยมอยู่ในตัวหรือไม่ เพราะความคิดนี้จะถูกส่งไปสู่ลูกผ่านการเลี้ยงดูของคุณค่ะ
แม้ว่าปัจจุบันกระแสของวัตถุนิยมจะหลั่งไหลเข้ามาถึงในบ้านแต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีหลักและใส่ใจสอนลูกในเรื่องนี้ ก็จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้ลูกไม่หลงอยู่ในวังวนของวัตถุนิยมเมื่อโตขึ้นได้ค่ะ


ปลูกฝังความคิดให้กับลูก

หากสังเกตแล้วพบว่าลูกของเราเริ่มหลงไปตามกระแสวัตถุนิยมวิธีแก้ไขหรือปลูกฝังนั้นไม่ยากค่ะ เพียงแค่…
  • ดูโฆษณาทางทีวี หรือ catalog สินค้าให้น้อยลง ถ้าดูทีวีกับลูกควรสอนวิธีการเลือกซื้อสินค้าให้เข้าด้วย

  • ไม่สนับสนุนให้ลูกนำของเล่นหรือสิ่งของอื่นๆ ไปอวดเพื่อนที่โรงเรียน

  • อย่าสอนให้ซื้อของ “เผื่อได้ใช้” ซื้อเพราะ “กำลังลดราคา” หรือ “ซื้อเยอะๆ ถูกกว่า”” ควรสอนเด็กให้ซื้อแค่พอใช้

  • ถ้าลูกอยากได้ของอะไรให้เขาเก็บสะสมเงินซื้อเอง แต่ถ้าอยากได้หลายอย่างพร้อมกันควรช่วยเขาเรียงลำดับความสำคัญดูว่าสิ่งใดควรซื้อก่อน เพราะอะไร

  • ฝึกให้เด็กทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองแบบง่ายๆ เพื่อเขาจะรู้ว่าวันหนึ่งเขาใช้เงินไปเท่าไหร่ ซื้ออะไรที่ไม่จำเป็นไปบ้าง

  • สอนให้ลูกทำของขวัญ บัตรอวยพรให้เพื่อนแทนการคิดว่าจะซื้ออะไรดี

  • สอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันไม่ยึดติดกับสิ่งของหรือการเป็นเจ้าของและสละของที่มีให้คนอื่นได้

  • พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการตัดสินใจซื้อของแต่ละชิ้น
หากจะช่วยบรรเทาไม่ให้ลูกตกอยู่ในกระแสวัตถุนิยม จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณคุณแม่ต้องเร่งปลูกฝังให้เขารู้เท่าทัน และรู้จักเลือกจับจ่ายใช้สอยอย่างฉลาดค่ะ


Doctor Advice

คุณหมอปราโมทย์ สุคนิชย์ จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ฝากคำแนะนำถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า…

“การใช้ของถูกไม้ได้แปลว่า ไม่วัตถุนิยม ขึ้นอยู่กับคุณค่าที่คุณให้กับของและวิธีการได้มามากกว่า อีกอย่างในแง่คุณค่าคือ การระลึกถึงจิตใจคนที่ให้บริการตน ไม่ว่าคนขายทั่วไป ครู หมอ ไม่ต้องถึงขนาดเป็นบุญคุณแต่ไม่คิดแต่เพียงความสัมพันธ์ว่าฉันจ้างเธอทำให้ฉันพอใจก็แล้วกัน นิสัยอีกอย่างที่อยากให้พ่อแม่สอนลูกคือ นิสัยรู้จักรัก ถนอม ซ่อมแซมของที่มีอยู่ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการซื้อใหม่เรื่อยๆ แต่ไม่ดูแล ถ้าเห็นลูกเป็นอย่างที่ว่า มองได้แล้วว่าวัตถุนิยม

หากจะช่วยบรรเทาความเป็นวัตถุนิยมในเด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) เราอาจต้อง “ฉลาด” ขึ้นทั้งในแง่เป้าหมายวัตถุหรือสถานะ และวิธีที่จะได้มาโดยไม่จำกัดอยู่ที่ความเชื่อในกำลังซื้อ สำคัญอยู่ที่ว่าพ่อแม่เองรู้ตัวแค่ไหนเพราะแนวคิดวัตถุนิยมกับทุนนิยมที่ทำให้เราเป็นแค่ “ผู้ซื้อ” ในปัจจุบันนี้ได้ปกคลุมเราจนเรารู้สึกเหมือนว่าเป็นการได้หายใจเอาอากาศก้อนนี้เป็นเรื่องจำเป็นและถูกต้องทั้งสิ้น”


(update 20 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.126 April 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600