10% เห็นด้วยเพราะสะดวกเรื่องการโอน-เบิก
15% แล้วแต่กรณีว่าจะให้ใช้บัตรเครดิตเพื่อทำอะไร
75% ไม่เห็นด้วยเพราะพ่อแม่ต้องดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ลูก
จากผลสำรวจจะเห็นว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงลูกด้วยบัตรเครดิต
หรือบัตรพลาสติกอื่นๆ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกจะนำเงินที่ได้ไปใช้ทำอะไรบ้าง
10% ของการเห็นด้วยพบว่า พ่อแม่ในสังคมเมืองส่วนใหญ่ที่มีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี
ไม่มีเวลาให้กับลูกเพราะต้องประกอบธุรกิจ หรือทำงานเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง
การทำบัตรเสริมเพื่อให้ลูกนำไปใช้ในแต่ละวันจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่กลุ่มนี้ปฏิบัติ
โดยไม่ได้นึกว่าจะมีผลกระทบต่อลูกอย่างไร ที่สำคัญการเติมวงเงินให้ตลอดเวลา
กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เด็กคิดว่าเงินหาง่าย เพราะใช้เท่าไรก็ไม่หมดจากบัญชี สิ่งที่ติดเป็นนิสัยเมื่อลูกโตคือ
การมีนิสัยการใช้จ่ายที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของวุฒิภาวะในการคิดไตร่ตรองว่า
บางสิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ใช้ไปเหมาะสมหรือไม่ ผลเสียที่ตามมาจะรู้ก็ต่อเมื่อเด็กกลุ่มนี้ได้เข้าไปอยู่ในวงจรของยาเสพติด
ที่สร้างปัญหาให้กับทุกสถาบันไปเสียแล้ว
15% เห็นว่าการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเสริมอื่นๆ ใช้เพื่อต้องการโอนเงินก้อนใหญ่สำหรับเป็นค่าเล่าเรียน
ที่ต้องจ่ายให้กับสถาบันการเรียนหรือใช้เมื่อยามฉุกเฉินจริงๆ
75% ไม่เห็นด้วยเพราะพ่อแม่ต้องควบคุมดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของลูกเพราะ
เด็กในวัยเรียนยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเองควรที่จะเรียนรู้เรื่องการใช้เงินเท่าที่จำเป็น
จากการพูดคุยพบว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มของคนทำงานที่มีฐานะปานกลาง
การบริหารการเงินเพื่อใช้จ่ายในครอบครัวต้องมีการวางแผนการเงินอย่างดี
บันทึกคุณแม่จึงอยากนำเสนอเรื่องของการสอนลูกให้ใช้เงินเป็นซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยหรือยากจนพึงกระทำ ถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่วัฒนธรรมยุค
ไร้เงินสด เพราะข้อเสนอของบัตรพลาสติกที่สามารถเนรมิตทุกความฝันที่คุณอยากมีอยากได้เพียงกด...
หาเราภายในเวลา...ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป สื่อต่างๆ เหล่านี้คนเป็นพ่อและแม่ต้องอธิบายให้ลูกๆ
เข้าใจว่าอิทธิพลของการใช้จ่ายที่ไร้เงินสดนี้เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้มนุษย์สร้างหนี้จากการใช้จ่ายที่หลงเชื่อคำโฆษณา
โดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี แต่ก็ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า เมื่อจำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยบัตรเหล่านี้ก็ต้องรู้จักวางแผนการใช้อย่างดี
และมีวินัยในตัวเองอย่างเข้มงวด
ฝึกลูกให้ใช้เงินตามอายุ
- เด็กวัย 1-3 ขวบ
เด็กวัยนี้บางคนอาจจะนับเลขได้บ้างแล้วแต่ยังไม่เข้าใจว่ารวมกันได้เท่าไหร่
เมื่อพ่อแม่ต้องพาลูกไปซื้อของด้วยควรที่จะให้ลูกเรียนรู้เรื่องการจ่ายเงิน ที่สำคัญควรจ่ายเป็นเงินสดให้เห็นแทนการจ่ายด้วยบัตรเครดิต
เพราะบัตรเครดิตเป็นนามธรรมเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจว่าทำไมไม่จ่ายเป็นเงิน
- เด็กวัย 3-5 ขวบ
พ่อแม่ส่วนใหญ่สอนให้ลูกรู้จักหยอดกระปุกแล้ว
นอกจากจะเป็นการสอนพัฒนาการการควบคุมสมองสั่งการแล้ว ยังปลูกนิสัยให้รู้จักเก็บ
ถ้าจะให้ดีแนะนำว่าให้หยอดในกระปุกใสเพื่อที่เด็กจะได้เห็นว่าเงินที่หยอดไปนั้นมันเพิ่มขึ้นทุกวัน
- เด็กวัย 5-7 ขวบ
วัยนี้เป็นวัยที่ต้องเข้าเรียน สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่
ปฏิบัติคือการให้เงินค่าขนม วัยนี้ฝึกให้ใช้เป็นรายวัน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์ แล้วเป็นรายเดือนในที่สุด
เพื่อให้รู้จักบริหารเงินก้อนของตัวเอง
- เด็กวัย 8-10 ขวบ
เป็นวัยที่อ่านออกเขียนได้
พ่อแม่ควรพาไปเปิดบัญชีเป็นของตัวเอง โดยอธิบายว่าเมื่อฝากแล้วธนาคารจะให้ดอกเบี้ยกับลูกเป็นการตอบแทน
- เด็กวัย 11-15 ปี
เป็นช่วงของการเรียนมัธยมต้น
เด็กเริ่มเรียนรู้โครงสร้างของการเงินแล้ว สิ่งที่เด็กวัยนี้ทำได้คือการรู้จักทำธุรกิจเล็กๆ
เช่น ซื้อของมาขายเพื่อให้ได้กำไรเป็นเงินเก็บไว้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้
- เด็กวัย 15-18 ปี
เป็นวัยที่ต้องใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
บางคนเริ่มเรียนรู้เรื่องอนาคตว่าเรียนจบแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร จะทำงานที่ไหน
ช่วงหลักเลิกเรียนควรฝึกให้มีการทำงานหารายได้พิเศษ ทำงานพาร์ทไทม์ที่ถูกต้องกับร้านที่ทำธุรกิจแบบถูกกฎหมาย
เพื่อให้เรียนรู้ว่าเมื่อมีการเบิกจ่ายจะเรื่องของภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง
สิ่งเหล่านี้เป็นการปูพื้นฐานการบริหารรายรับและรายจ่ายได้อย่างดี
ถึงวันนี้เมื่อได้มีฝึกให้ลูกรู้จักการใช้เงินแล้ว จะทำให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เงินเป็นค่ะ
(update 14 กุมภาพันธ์ 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มีนาคม 2005]
|