วันก่อนนั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินหาดใหญ่ หันไปเห็นหญิงสาวซึ่งดูตอนแรกนึกว่ายังเป็นเด็กเพราะตัวเล็ก เธอนั่งโป๊มากเพราะใส่กระโปรงบาน สั้น บาง แถมนั่งถ่างขาเห็นไปถึงไหนๆ หมด ที่แปลกใจก็คือเธอนั่งข้างคุณแม่ ซึ่งก็ไม่เห็นใส่ใจในพฤติกรรมของลูกสาวเลย ด้ายซ้ายของหมอเป็นที่นั่งของพระซึ่งก็มีพระนั่งอยู่หนึ่งรูป ดูแล้วคิดได้อย่างเดียวขอให้ท่านปลงนะ
สาวน้อยคนนี้ตัวค่อนข้างเล็กแต่ที่รู้ว่าเป็นสาวแล้วก็คือหน้าตาและมีเอวมีหน้าอกหน้าใจเล็กน้อย เมื่อมองหน้าชัดๆ หมอรู้สึกสะดุดว่าเขาโตแล้วทำไมถึงนั่งไม่เรียบร้อย ใจยังนึกอยากเดินเข้าไปเตือนแต่อีกใจคิดว่ามีวิธีดีกว่านี้ไหม มันไม่เหมือนเรื่องอื่นที่ถ้าทำให้สังคมเดือดร้อน หมอจะเดินเข้าไปบอก แต่นี่เป็นสิ่งที่เจ้าตัวควรเดือดร้อน ดีไม่ดีไม่เดือดร้อนด้วยเพราะทางกายภาพไม่มีอะไรเสียหาย
ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทำอะไร แต่เก็บเอามาคิดว่าอะไรทำให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้ หมอนึกถึงคำว่า ยางอาย
แฟชั่นสมัยนี้มีรูปแบบที่โชว์สัดส่วนมากขึ้นตั้งแต่สายเดี่ยว คอลึก เกาะอก เอวลอย เอวต่ำ กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้นมาก กระโปรงผ่าสูง
หรือเสื้อผ้าบางมากๆ ทุกอย่างล้วนกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ทั้งนั้น หมอเองมีแนวคิดว่าอะไรที่พอดีๆ ไม่มากจนน่าเกลียดน่าจะเหมาะสมมากกว่า
สิ่งที่มาก่อนการแต่งตัวแบบนี้น่าจะเป็นวิธีของเจ้าตัว หลายคนปล่อยให้เกิดความเคยชินในความไม่งดงาม บางคนชอบที่จะทำตัวเช่นนั้น เมื่อนึกย้อนถึงวัยเด็กจำได้ว่าหมอจะถูกสอนให้นั่งเรียบร้อย ระวังโป๊ ทั้งพ่อแม่ คุณครูล้วนสอนเช่นนั้น โดยให้เหตุผลเพียงว่าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงพึงระวัง ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น สอนจนคำสอนนั้นฝังลึกลงไปในใจ กลายเป็นสัญชาตญาณ รวมไปถึงความรู้สึกเป็นห่วงเมื่อเห็นผู้หญิงนั่งไม่เรียบร้อย
ห่วงอะไร?
ห่วงอย่างแรก ก็คือดูจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชายคิดว่าจงใจยั่วยวน หรือเป็นผู้หญิงที่คุณภาพไม่งดงาม หมอออกจะห่วงว่าเขาคิดอะไรนะ ดูเหมือนจะไม่สนใจที่จะระสัดระวังหรือประเมินตนเอง ถ้านั่งโป๊แป๊บเดียวคงไม่เป็นไรอาจเพราะเผลอ แต่ถ้านั่งเปิดเผยตลอดเวลา แบบนี้คงไม่ใช่แน่นอน
เบื้องหลังที่ควรมีคือความคิดที่ควรจะรู้สึกอาย ซึ่งจะทำให้ระวังตนตามคำสอนของผู้ใหญ่ เด็กรุ่นใหม่คงเข้าใจยากว่าอะไรไม่เหมาะ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตัวและพฤติกรรม เด็กเล็กถูกจับแต่งตัวตั้งแต่เด็กๆ บางคนมีพ่อแม่เป็นต้นแบบด้วย ดังนั้นถ้าแม่สายเดี่ยว เอวต่ำ ลูกก็คงเติบโตมาด้วยความเคยชินกับภาพแบบนั้น ดังที่รู้อยู่ว่าระเบียบวินัยเริ่มที่ครอบครัว เมื่อครอบครัวไม่มีวินัยเด็กๆ เหล่านี้ก็คงเติบโตมาเหมือนต้นฉบับ
ที่พูดนี้ก็รวมถึงความระมัดระวังมารยาทแห่งผู้หญิงด้วย หมอเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเปรี้ยว เชื่อมั่นในตัวเอง ดูเหมือนจะแหวกกรอบ แต่ทุกสิ่งเกิดจากความคิดมาก่อนแล้ว ต่างจากสิ่งที่เห็นในสังคมทุกวันนี้ วัยรุ่นดูเปรี้ยว ซ่าส์ แต่พูดถึงกึ๋นนี่ซิยังเป็นปัญหาผู้หญิงสมัยนี้ไม่มีสิ่งที่ผู้หญิงควรมี หมออาจเรียกว่ายางอาย เวลานั่งรถผ่านไปตามท้องถนนก็จะเห็นเด็กสาวพยายามเชื้อเชิญ ลากจูงเสนอตัวให้กับฝ่ายชายที่ดูจะไม่เหมาะ สิ่งที่หมอพบเห็นคงเทียบแล้วน้อยมากกับสิ่งที่เป็นในสังคม
ยางอาย จะถูกปลูกฝังได้อย่างไร
หมอเชื่อว่าต้องเริ่มจากตัวเราเอง หมายถึง ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างให้กับลูก ให้กับเยาวชนในสังคม นอกจากเป็นตัวอย่างแล้วต้องสอนปลูกฝัง ตรวจสอบวิธีกันเด็กๆ ออกจากสิ่งไม่ดี ไม่ให้รู้ไม่ให้เห้นด้วยคิดว่าไม่เคยรู้เคยเห็นก็จะไม่มีแนวคิดในหัวที่จะปล่อยตัวเองง่ายๆ แต่ในสมัยปัจจุบัน การป้องกันทำได้ยาก ภัยต่อเยาวชนแทรกเข้าไปทุกหย่อมหญ้าของสังคมเล็กๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต เมื่อกันไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนนโยบายเป็นการกระตุ้นให้ตระหนักถึงสิ่งไม่ถูกต้อง ให้เป็นตัวของตัวเองไม่ทำอะไรตามใครง่ายๆ กล้าพอที่จะทำในสิ่งดีแม้จะต้านกระแสข้อสุดท้ายนี้แหละที่ยากมาก ในสื่อทุกสื่อมีแต่เรื่องราวที่ชี้ชวนให้เยาวชนคล้อยตามในสิ่งที่ผิด แนวคิดของหมอเพื่อสร้าง ยางอาย น่าจะยากเย็นยิ่งนัก
แล้วทำไมหมอถึงคิดฝืนกระแส อยากให้สังคมลองศึกษาจากข่าวหนังสือพิมพ์ ทุกๆ วันจะเห็นข่าวความล้มเหลวของความเป็นผู้หญิง ข่าวข่มขืน ข่าวการถูกหลอกให้ขายบริการทางเพศทั้งในประเทศและนอกประเทศ ข่าวท้องไม่มีพ่อ คลอดลูกแล้วทิ้งเด็ก คลอดลูกแล้วถูกทิ้งให้เลี้ยงตามลำพัง บางคนหาใหม่ได้แต่สามีก็ทำร้ายลูก ความรุนแรงที่เล่ามาล้วนสะท้องว่าผู้หญิงเสียเปรียบทั้งนั้น
ทำอย่างไรจะให้ผู้หญิงคิดเสียทีว่า ยางอาย นั้นหนาสำคัญยิ่งนัก ถ้าไม่ใส่ใจอารมณ์ชั่ววูบจะทำให้เกิดความสูญเสียกับตัวเอง เบาที่สุดก็คือความสูญเสียภาพพจน์ ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่มีคุณภาพ เวลาที่คบกับผู้ชายจะไม่สร้างความผูกพันได้มากนัก พูดง่ายๆ หากจะรักก็รักไม่มาก ไม่นาน มีสัมพันธ์ด้วยก็เพียงปลดปล่อยความใคร่มิใช่หวังแต่งงาน หรืออยู่กินด้วยกันจนมีลูกก็ไม่ได้ผูกพันกับลูก มักทอดทิ้งลูกและผู้หญิงไปผูกสัมพันธ์กับคนอื่น
ผู้หญิงเป็นจำนวนมากมองสั้นๆ มองใกล้ๆ ดูให้ดีๆ ก็ชอบหลอกตัวเอง มองว่า ยางอาย เป็นอะไรที่เชยล้าสมัย ไม่มีใครเขาให้ความสำคัญกันแล้ว แต่ถ้ามองไปให้ไกลหน่อย มองไปที่ชีวิตคนอื่นจะเห็นสถานภาพของผู้หญิงในสังคมได้ว่าถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากผู้ชายมีแนวคิดเปลี่ยนไป แต่ฝ่ายหญิงนี่สิไปลดคุณค่าตัวเองด้วยเลยยิ่งฉุดให้ต่ำลงไปอีก
หมอเคยเปรียบเทียบให้ฟังแล้วว่าผู้หญิงเปรียบเหมือนปลั๊กไฟฟ้าตัวเมีย ผู้ชายเหมือนปลั๊กไฟฟ้าตัวผู้ ส่วนของตัวผู้ติดอยู่กับเครื่องไฟฟ้าเคลื่อนที่อิสระ แต่ปลั๊กตัวเมียมักอยู่ติดกับฝาผนังหรือไม่ก็มีสายต่อเคลื่อนย้ายได้บ้าง ไม่อิสระเหมือนปลั๊กตัวผู้ธรรมชาติของมนุษย์ก็เช่นนี้จริงๆ
เชื่อหมอเถอะว่า ยางอาย สำคัญ
(update 19 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
teen&family Vol.10 No.120 May 2006]
|