โรคเริม


โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 2 ชนิดคือ เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 เกิดโรคเริมเฉพาะที่ปาก และเฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเริมเฉพาะที่อวัยวะเพศ


โรคเริมคืออะไร ?

โรคเริม เป็นโรคผิวหนังและเยื่อบุ (บริเวณปากและอวัยวะเพศ) ที่พบบ่อยชนิดหนึ่ง

เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ (Herpes simplex virus) ซึ่งมี 2 ชนิด คือ เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 และ เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 2

ส่วนเฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเฉพาะที่อวัยวะเพศ ปัจจุบันพบว่าไวรัสทั้ง 2 ชนิดก่อโรคได้กับผิวหนังทั้ง 2 แห่ง


การติดเชื้อ

การติดเชื้อจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสภาพการณ์ดังนี้ มีเชื้อไวรัสในน้ำเหลืองจากแผล น้ำลาย น้ำเหลือง หรือน้ำอสุจิ (Semen) แล้วเชื้อไวรัสต้องเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือรอยแผล และอาจจะเข้าสู่เยื่อเมือก เช่น บริเวณปากและอวัยวะเพศ

เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีกระบวนการติดเชื้อ ดังนี้

เฮอร์ปีส์ไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างๆ ของผิวหนังโดยที่บางครั้งก็ไม่มีอาการ แต่บางรายไวรัสจะแบ่งตัวและทำงายเซลล์ผิวหนังจึงมีการอักเสบทำให้มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนปื้นแดง เมื่อตุ่มน้ำแห้งหรือแตกไปจะเกิดเป็นสะเก็ด แล้วหายโดยไม่มีแผลเป็น

ภายหลังการแบ่งตัวครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว ทำให้ไวรัสและเซลล์อยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ

เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีช่วงใดบ้างที่ไวรัสจะมีการแบ่งตัวและแพร่กระจายออกมาจากเซลล์ที่แฝงตัวอยู่ ในช่วงนี้เองที่จะพบไวรัสในของเหลวของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแก่ผู้สัมผัสได้ บ่อยครั้งที่การแบ่งตัวของไวรัสเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ


อาการของโรคเริมเป็นอย่างไร

อาการของโรคเริมขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคในครั้งแรกระยะแฝง (ไม่มีอาการ) หรือระยะเป็นซ้ำ


อาการทั่วไปของการเป็นโรคครั้งแรก

ผื่นผิวหนังและอาการปวด ภายหลังจากได้รับเชื้อ 2-12 วัน จะมีอาการดังนี้

มีรอยบวมแดงบริเวณที่ติดเชื้อ ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มอย่างรวดเร็ว ตุ่มน้ำใสจะแห้งไปภายใน 7-10 วัน และหายโดยไม่มีแผลเป็น ตุ่มน้ำในบริเวณที่ชื้นแฉะจะเป็นอยู่นานกว่า อาจจะมีอาการคันร่วมด้วยได้

เมื่อสะเก็ดหลุดแล้วจะไม่ติดต่อ

เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว อาจจะแพร่กระจายไปยังเยื่อเมือกที่อยู่ไกลออกไปได้ โดยผ่านทางเซลล์ประสาท

ในการติดเชื้อเฮอร์ปีส์ครั้งแรกอาจจะมีอาการอยู่นาน 2-3 สัปดาห์ แต่อาการปวดจะเป็นนาน 1-6 สัปดาห์

อาการอื่นๆ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเตือนก่อนจะมีผื่นขึ้นได้ ดังนี้

มีไข้ (อาจจะถึง 38.9 องศาเซลเซียส) ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อ ครั้นตัว คล้ายจะเป็นหวัด มีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้รอยโรคอักเสบและโตขึ้น

ระยะแฝงและแพร่เชื้อ
ระยะแฝง ภายหลังจากการเป็นครั้งแรก โรคจะเข้าสู่ระยะแฝง ซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีอาการและไม่ติดต่อ

ระยะแพร่เชื้อโดยไม่มีอาการ ในบางเวลาที่แม้ไม่มีอาการแต่จะมีการแบ่งตัวของไวรัสและแพร่กระจายไปในของเหลวของร่างกายทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้ประมาณ 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีเชื้อแพร่กระจายเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ

ระยะเป็นซ้ำ
อาการในระยะเป็นซ้ำ โรคเริมมักจะมีอาการเป็นซ้ำโดยมีอาการดังนี้

อาการเตือน ก่อนผื่นของโรคเริมจะเกิดขึ้น มักจะมีอาการเตือนนำมาก่อน อาจจะมีอาการคัน ปวด หรือเสียวๆ ในบริเวณที่จะเป็นโรค โดยเป็นอยู่ 2 ชั่วโมง ถึง 2 วัน ร่วมกับมีอาการปวดศรีษะ ต่อมนำเหลืองบริเวณใกล้รอยโรคไต

ผื่นขึ้น ในระยะเป็นซ้ำจะเหมือนในระยะแรก เพียงแต่มีอาการน้อยกว่าและหายเร็วกว่า บางครั้งจะเป็นเพียงรอยอักเสบหรือถลอกเล็กน้อย

ปัจจัยที่กระตุ้น ยังไม่ทราบแน่ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้มีการเกิดซ้ำของโรคเริม แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิด ได้แก่ แสงแดด ลม ไข้ ความกังวลและความเครียด การมีประจำเดือน การบาดเจ็บและภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง โรคเริมที่ปากอาจจะเกิดขึ้นภายใน 3 วันหลังการถอนฟันหรือรักษารากฟัน และเกิดขึ้นได้ในการทำเลเซอร์ลอกผิว

ช่วงเวลาในการเกิดโรคซ้ำ ในการเกิดโรคซ้ำอาจจะมีระยะห่างเป็นวัน สัปดาห์ หรือเป็นปี โดยทั่วไปในช่วงแรกภายหลังการติดเชื้อครั้งแรกจะเกิดโรคซ้ำได้ถี่กว่า ต่อเมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้มากขึ้นจะเป็นห่างขึ้นและรุนแรงน้อยลง

บริเวณที่พบโรคเริมที่ผิวหนังได้บ่อย คือ ปาก และอวัยวะเพศ ในที่นี้จะกล่าวละเอียดเฉพาะโรคเริมที่ปาก


โรคเริมที่ปาก

มักจะเป็นที่ริมฝีปาก ในการติดเชื้อครั้งแรกอาจจะเป็นเยื่อเมือในปากด้วย โรคเริมที่หน้าบริเวณแก้มและจมูกพบได้น้อย

โรคเริมที่ปากครั้งแรก
อาจจะมีอาการปวดมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นในเด็กตุ่มน้ำใสจะเกิดที่ริมฝีปากแต่อาจจะขึ้นที่ลิ้นได้ เมื่อตุ่มน้ำใสแตกจะเป็นแผลเจ็บที่มีเยื่อสีเหลืองคุมอยู่ ก่อนแผลจะหายภายใน 7-14 วัน อาจมีน้ำลายมากขึ้นและมีกลิ่นปาก อาการอื่นๆ ที่พบได้น้อย คือมีไข้หนาวสั่นปวดกล้ามเนื้อ กลืนลำบากและหูได้ยินเสียงลดลง ในเด็กแผลโรคเริมมักจะเป็นในปาก ในผู้ใหญ่มักจะเป็นในลำคอส่วนบน

โรคเริมที่ปากระยะเป็นซ้ำ
ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักจะเป็นปีละ 2-3 ครั้ง โรคเริมชนิดเป็นซ้ำมักจะมีอาการน้อยกว่าและหายเร็วกว่า แผลเริมในระยะที่เป็นซ้ำมักจะเป็นที่ขอบริมฝีปากด้านนอก

การติดต่อของโรคเริมที่ปาก
พบเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในน้ำลายและนำเหลืองของผู้ป่วยที่ยังมีแผลอยู่ มีความชุกมากในเด็กระยะก่อนวัยเรียน ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัส โดยเฉพาะการจูบกัน นอกจากนี้ อาจจะติดกันได้จากการใช้แปรงสีฟันหรือใช้ภาชนะในการดื่มหรือกินด้วยกัน

ใครบ้างมีโอกาสติดโรค
ทุกคนมีโอกาสติดโรคเริมที่ปากได้ มากกว่าร้อยละ 85 ของประชากรโลกติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเริมที่ปาก

การติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่อุบัติการณ์สูงสุดในวัยเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ขวบ เด็กในชุมชนแออัดและสุขอนามัยไม่ดีมีโอกาสติดเชื้อมากกว่า


การรักษา

ในกรณีที่เป็นครั้งแรก มีอาการรุนแรง การให้ยากินอะไซโคลเวียร์ (Acyclivir) ภายใน 48 ชั่วโมงแรกจะทำให้อาการของโรคหายเร็วขึ้น ดังนั้น ในกรณีที่เป็นครั้งแรกและไม่ได้รับยาอะไซโคลเวียร์ใน 2 วันแรกอาจจะให้การรักษาโดยประคบด้วยนำเกลือวันละ 4-5 ครั้งและทายาครีมพญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย)

ในกรณีที่เป็นโรคเริมระยะเป็นซ้ำ การให้ยากินอะไซโคลเวียร์ไม่ได้ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นและไม่ได้ลดโอกาสในการเป็นซ้ำ ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการไม่มากหากมีอาการปวดการประคบด้วยนำเกลือหรือน้ำเย็นวันละ 4-5 ครั้ง จะลดอาการลงได้ ภายหลังประคบแผลหากได้ทาด้วยครีมพญายอจะทำให้โรคหายได้เร็วขึ้น

การใช้ยาอะไซโคลเวียร์ชนิดทาไม่ได้ผลดีกว่าครีมพญายอ

สิ่งสำคัญประการหนึ่ง คือการรักษาสุขอนามัยที่ดี ผู้ที่เป็นโรคเริมต้องระวังอย่าจับบริเวณที่เป็นแผล และต้องล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปติดผิวหนังส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะที่ตา และเพื่อป้องกันไม่ให้ไปติดผู้อื่น


ยาสมุนไพรรักษาโรคเริมชนิดใหม่

แป๊ะตำลึงหรือจักรนารายณ์ (Gynura procumbens) มีสรรพคุณที่ระบุในตำรายาไทยเป็นยาใช้ภายนอก บรรเทาอาการอักเสบ ปวดบวม ผื่นคัน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย พืชในสกุลเดียวกับแป๊ะปึง คือ ว่านมหากาฬ (G.psudochina var. hispida) มีสรรพคุณบรรเทาอาการอักเสบเนื่องจากเริมและงูสวัสสารสกัดเอทานอลจากส่วนเหนือดินของแป๊ะตำปึงสามารถบรรเทาอาการคัน อักเสบและสมานแผล

จากการศึกษาด้านพฤษเคมีและคุณสมบัติทางชีวภาพพบว่า สารสกัดเอทานอลมีคุณสมบัติต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ และสารสำคัญที่แสดงฤทธิ์ต่านไวรัสเฮอร์ปีส์ คือสารผสมของกรดคาฟีออยควินิก (3, 5- และ4, 5-di -0-caffeoyl quinic acids)

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว ร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองไม่พบว่าแป๊ะตำปึงมีพิษ แป๊ะตำปึงจึงเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพเป็นยาทาภายนอกบรรเทาอาการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนังอันเนื่องมาจากการแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย และโรคเริม


แป๊ะตำปึง (Gynura procumbens)

โครงการรักษาโรคเริมที่ปากด้วยสมุนไพรแป๊ะตำปึง
การพัฒนาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคในแนวทางวิทยาศาสตร์ คือพัฒนาให้เป็นยาทาสำเร็จรูป เพื่อสะดวกในการใช้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะประหยัดเงินตราในการซื้อยาจากต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรไทยและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยาสมุนไพรไทย

ขณะนี้ที่หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กำลังทดลองใช้ยานี้ใน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเริมที่ปากในระยะเป็นซ้ำ อายุมากกว่า 18 ปี และมีอาการกำเริบภายในไม่เกิน 48 ชั่วโมง

หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีปัญหาจากโรคนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ และสามารถมาติดตามการรักษาได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขอเชิญรับการรักษาด้วยยาสมุนไพรแป๊ะตำปึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-1870-5758, 0-9923-6456, 0-1846-0369, 0-1488-7338.


(update 28 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 320 ธันวาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600