ไวรัสโรตา (Rotavirus) เล่นงานเข้าให้แล้วล่ะ


ถ้าอยู่ๆ เจ้าตัวเล็กวัยน้อยกว่า 2 ขวบ มีอาการอาเจียน มีไข้ ท้องเสียถ่ายเป็นน้ำ เหมือนอาหารไม่ย่อย อุจจาระเป็นฟอง มีกลิ่นเปรี้ยวแล้วล่ะก็ สงสัยว่า เจ้าตัวเล็กจะโดน ไวรัสโรตาเล่นงานเข้าให้แล้วล่ะ


ไวรัสโรตา (Rotavirus) คืออะไร ?

ไวรัสโรตา เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงได้รุนแรงพอควรทีเดียวค่ะ โดยเด็กที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี และเจ้าเชื้อนี้จะออกมาในอุจจาระค่ะ คือถ้าเด็กที่มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ถ่ายออกมาแล้วบ้านนั้นมีการกำจัดอุจจาระไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อแพร่กระจายไปติดเด็กคนอื่นๆ ได้

แต่อุจจาระเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้นค่ะที่ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ที่ร้ายกว่านั้นคือ เชื้อโรคไวรัสโรตา เด็กมักจะเป็นกันอย่างถ้วนหน้าโดยไม่เลือกฐานะ ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา หรือต่อให้คุณดูแลสุขลักษณะ สุขอนามัยดีมากแค่ไหน ก็ต้องบอกคุณเลยค่ะว่า คุณไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้หรอก ขนาดวงการแพทย์เองก็ยังไม่สามารถจะสรุปได้ชัดเลยค่ะว่า โรคนี้มีการติดต่ออย่างไรแน่ อาจจะติดต่อโดยการสัมผัส หรือการหายใจเข้าแล้วกลืนเชื้อลงสู่กระเพาะอาหาร ลำไส้ และเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าที่ไหนบ้างที่มีเชื้อโรคนี้ อาจจะติดอยู่ในสิ่งของจำพวกของเล่นของลูกก็ได้ เพราะฉะนั้นการป้องกันจึงทำได้ยากมาก แต่กระนั้นเราก็ยังต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาด ล้างของเล่นเสมอๆ และเตรียมอาหารให้สะอาด สุก โดยการผ่านความร้อน สุขอนามัยอยู่ดีค่ะ


อายุน้อย ความเสี่ยงสูง

โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรตานี้ จะพบได้มากสุดในช่วงอายุ 6-24 เดือน พบได้น้อยลงหลังอายุ 2 ปี จึงพบว่ายิ่งเด็กทารกที่มีอายุน้อยก็จะมีความสี่ยงสูงในการติดเชื้อไวรัสโรตา การติดเชื้อมักเริ่มเกิดในช่วงอายุตั้งแต่ 3 เดือน ที่เป็นเช่นนี้เพราะในทารกวัยนี้ ภูมิต้านทานที่ได้จากแม่เริ่มน้อยลง อาการในทารกจะดูรุนแรง เพราะโรคนี้มักจะทำให้อาเจียนและถ่ายบ่อย และเมื่อเด็กถ่ายมากๆ จนขาดน้ำ ไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเอง หาน้ำมากินได้เหมือนเด็กโตหรือผู้ใหญ่

แต่ก็มีข้อแนะนำค่ะว่า ในทารกถ้าได้กินนมแม่ถึงแม้จะติดเชื้อไวรัสโรตา ก็จะไม่มีอาการหรือมีน้อย มีสารบางอย่างในนมแม่ที่ไปช่วยล่อให้เชื้อไวรัสโรตามาจับตัวกันแล้ว จะไม่สามารถแผลงฤทธิ์ได้ แต่ถ้าหยุดกินนมแม่สารที่ช่วยป้องกันเชื้อนี้ก็จะหมดไป แต่เมื่อเด็กโตขึ้นธรรมชาติจะค่อยๆ กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติขึ้นมาได้เอง


อาการอย่างนี้สิโรคติดเชื้อไวรัสโรตา

บ้านเราไม่ค่อยมีแนวคิดเรื่องการติดเชื้อโรค คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากโรคติดเชื้อ หลายบ้านทีเดียวค่ะที่มีความเข้าใจผิดๆ เวลาที่เจ้าหนูน้อยวัย 0-2 ปี ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ก็คิดตามความเชื่อว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนท่า เช่น เปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน จากยืนเป็นเดิน ก็เลยมีอาการถ่ายเหลวเพื่อให้ตัวเบาสบายขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะคะ

ถ้ามีอาการอุจจาระร่วง ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเป็นฟองหลายๆ หน อาเจียนเวลาที่กินอาหารเข้าไป บางคนน้ำมูกไหล มีไข้ ไม่ใช่มาจากการเปลี่ยนท่าค่ะ แต่โดนเชื้อไวรัสโรตาเล่นงานเข้าให้แล้ว ซึ่งเชื้อนี้เป็นสาเหตุของการขาดน้ำในเด็กได้มากที่สุด ซึ่งถ้าหากเด็กขาดน้ำมากๆ ก็จะเกิดภาวะช็อกได้

ภาวะช็อกก็คือ การขาดน้ำมากจนกระทั่งระบบไหลเวียนล้มเหลว เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เลือดไปเลี้ยงที่ไตไม่พอ ทำให้เกิดอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ความดันลด หัวใจเต้นเร็ว แต่ชีพจรเบา ปัสสาวะไม่ค่อยออก เลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนังได้ไม่ดี ทำให้ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเย็น ระบบไหลเวียนล้มเหลว แต่ในบ้านเราไม่ค่อยมีภาวะช็อกค่ะ เพราะส่วนใหญ่ก็ไปหาหมอกันทันเวลา


ไม่มียา แต่รักษาได้

เชื้อไวรัสโรตาตัวนี้ไม่มียารักษาจำเพาะค่ะ เพราะฉะนั้นการรักษาที่ทำได้จึงเป็นการรักษาตามอาการ และพ่อแม่ก็สามารถรักษาได้เองด้วยนะคะ โดยให้กินน้ำโออาร์เอส (ผงน้ำตาลเกลือแร่) แต่มีข้อแม้ว่าต้องกินให้ถูกวิธีนะคะ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ผลอะไร

วิธีป้อนที่ถูกคือใช้ช้อนป้อนทีละนิด ถ้าเด็กโตอาจจะใช้วิธีให้กินน้ำอัดลม (ไม่มีสี) ละลายน้ำเท่าตัว เติมเกลือลงไปนิดหน่อย หยอดทีละ 1 หลอด ในเด็กเล็กไม่ให้ใส่ขวดดูดนะคะ เพราะเขาจะกินมากเกินไปแล้วอาเจียนออกหมด เราจะใช้สูตรนี้ค่ะ

ถ้าปกติใน 4 ชั่วโมงเด็กกินนม 3 ออนซ์ เราจะให้เพิ่มเป็น 6 ออนซ์ ชั่วโมงละประมาณ 2 ออนซ์ หลังจากนั้นก็เข้าสูตรเดิม คือใน 4 ชั่วโมงให้นมครั้งละ 1 ออนซ์ครึ่ง และให้น้ำโออาร์เอส 1 ออนซ์ครึ่งสลับกันทุก 2 ชั่วโมง

ที่ต้องป้อนทีละนิดก็เพราะว่าถ้าให้กินชนิดที่เรียกว่ารวดเดียว พอดื่มรวดเดียวเลยก็ทำให้เจ้าตัวเล็กอาเจียนออกมาหมด คุณลองนึกสภาพของฟองน้ำนะคะ เราจะเปรียบเทียบฟองน้ำเป็นกระเพาะ เวลาที่บีบฟองน้ำจนน้ำออกหมดแล้ว เราจะเติมน้ำเข้าไป ถ้าเราเติมเข้าไปทีละมากๆ น้ำก็จะรั่วออกมาอีก แต่ถ้าเราเติมทีละนิดๆ ฟองน้ำก็จะซับน้ำไว้ไม่รั่วออกมาค่ะ

ในเด็กที่อายุ 4 เดือนไปแล้ว เมื่อกินนมไปแล้วก็ให้เริ่มป้อนข้าว ซึ่งในเวลาปกติเด็ก 4-6 เดือน จะกินข้าว 1 มื้อ แต่เมื่อไรก็ตามที่ลูกคุณเป็นท้องร่วงให้ป้อนเพิ่มเป็นสองมื้อค่ะ โดยให้กินกับน้ำซุป น้ำแกงจืด ข้าวต้ม โจ๊ก หรือถ้าในเด็กที่โตแล้วไม่ยอมกินข้าว ไม่กินน้ำโออาร์เอส ก็สามารถกินมันแผ่นกรอบได้แล้วดื่มน้ำตามค่ะ แต่ขอให้เป็นรสธรรมดา เด็กอาจจะชอบมากกว่าและเป็นกลอุบายให้เด็กได้เกลือด้วยค่ะ ซึ่งเกลือในอาหารก็จะช่วยทดแทนเกลือที่เสียไปทางอาเจียนและอุจจาระ


วัคซีนลดความรุนแรง

อย่างที่บอกไปค่ะว่าโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรตานี้ยังไม่มียารักษา หรือมีวิธีป้องกัน เพราะฉะนั้นวัคซีนที่ผลิตออกมาในตอนนี้จะมีประสิทธิภาพในแง่ของการลดความรุนแรงของโรค อาการที่เป็นก็จะไม่หนักมาก และลดอัตราการเข้าไปนอนในโรงพยาบาลของเด็ก โดยเฉพาะเด็กบางคนที่มีอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถกินอะไรได้เลย วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงลงได้มาก นั่นคือหลังได้วัคซีนตัวนี้ ติดเชื้อไวรัสโรตาได้อยู่ แต่จะมีอาการน้อย ไม่ค่อยอาเจียนหรือขาดน้ำ

การให้วัคซีนโดยการกินเริ่มตอนอายุ 2 เดือนและ 4 เดือน แค่ 2 ครั้งเท่านั้นค่ะ วัคซีนนี้ต้องให้เร็วเพราะเด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อได้เร็ว โดยให้ร่วมกับวัคซีนป้องกันโปลิโอ ในขณะนี้ วัคซีนไวรัสโรตาอยู่ในขั้นตอนขออนุมัติจากสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

ความสำคัญของโรคนี้คือการดูแลอย่าให้ลูกขาดน้ำจนถึงภาวะช็อก ถ้าลูกยังสามารถดื่มน้ำได้ กินอาหารได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็เบาใจได้ค่ะ เพราะจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่ถ้าเมื่อไรที่ไม่สามารถกินอะไรได้เลย อาเจียน แล้วถ่ายไม่หยุด ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันทีค่ะ


(update 19 มกราคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 272 กันยายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600