อาเจียนท้องเสียแย่แน่ๆ ถ้าไม่ทัน


เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงจะเคยเจอปัญหาลูกมีอาการอาเจียนและมีท้องเสีย และรู้สึกเป็นกังวลที่ลูกมีอาการป่วยเช่นนี้ขึ้น ฉะนั้นการเตรียมการเพื่อลดอาการกังวล การรู้วิธีการดูแลและป้องกันในเบื้องต้น เพื่อที่จะได้เฝ้าระวังและสังเกตอาการที่ลูกเป็น จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ก่อนที่ทุกอย่างจะแย่จนแก้ไขไม่ทัน


อาเจียนและท้องเสียเกิดจากอะไร ?

อาการอาเจียนและท้องเสียในเด็กนั้นมีได้จากหลายสาเหตุ บางอย่างจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ ในรายที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงควรนำลูกมาพบแพทย์ทันที เพราะการอาเจียนอาจเป็นอาการนำของโรคอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่จากโรคของระบบทางเดินอาหารก็ได้ ตัวอย่างเช่น อาการที่เด็กซึมลง ปวดหัว และมีอาเจียนอาจเกิดจากการที่มีความดันสูงในสมองถ้าเด็กมีอาการคอแข็งและไข้สูงด้วย ให้นึกถึงการติดเชื้อของสมอง ไข้สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ หรืออาจเป็นจากการมีก้อนเนื้องอกในสมอง หรือเลือดออกในสมองจากอุบัติเหตุหรือเส้นโลหิตแตกในสมอง ฯลฯ เด็กที่มีอาการปวดท้องร่วมกับอาเจียนค่อนข้างมากจนบางครั้งเห็นสิ่งที่อาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นสีเหลืองของน้ำดี ที่ออกมาจากถุงน้ำดี แสดงว่าอาการค่อนข่างรุนแรง อาจต้องนึกถึงเรื่องไส้ติ่งอักเสบ ภาวะลำไส้กลืนกัน หรือภาวะทางศัลยกรรมอื่นๆ ที่ต้องการการผ่าตัด หรือแม้แต่เด็กเป็นเบาหวานในระยะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมาก จนเกิดภาวะเลือดเป็นกรดร่วมด้วย ก็จะมีอาการอาเจียนที่รุนแรงร่วมด้วยได้ ในบางรายพบว่า แม้การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ก็ทำให้เด็กอาเจียนค่อนข้างมากได้เช่นกัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุของอาการอาเจียนและท้องเสียในเด็กนั้นมักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ไวรัสลงกระเพาะนั่นเอง ซึ่งในรายที่ไม่รุนแรงก็มักจะหายได้เองในเวลา 5-7 วัน ในเมืองไทยของเราก็มี โรต้าไวรัส (Rotaviruses), เอนเตอโรไวรัส (Enteroviruses) ฯลฯ เป็น 2 กลุ่มที่สำคัญที่ทำให้เด็กป่วยกัน ที่เรียกว่าเป็นกลุ่ม เพราะโรต้าไวรัสนั้นมี 4 สายพันธ์ ซึ่งแต่ละสายพันธ์ก็มีความแตกต่างกันเองบ้าง และในแต่ละปีจะวนเวียนกันเข้ามาระบาด ในหน้าหนาว การระบาดของโรตาไวรัสจะยิ่งมากขึ้น ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโรต้าไวรัสสายพันธ์หนึ่งอาจจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อโรต้าไวรัสสายพันธ์อื่นๆ ได้ สำหรับเอนเตอโรไวรัสก็เช่นกัน มีมากเป็นร้อยๆ สายพันธุ์

และที่เห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เป็นระยะๆ มาจากเอนเตอโรไวรัส 71 ที่ทำให้เกิดโรค มือ เท้า ปากเปื่อยในเด็กและมีอาการท้องเสีย และมีไข้สูงได้ และที่อันตรายคือ ในบางรายเอนเตอโรไวรัสบางชนิด เช่น เอนเตอโรไวรัส 71 จะมีความสามารถในการทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือมีการติดเชื้อไวรัสขึ้นสมอง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มที่เรียกว่าอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อชิกเกลล่า (shigella), เชื้อไทฟอยด์ หรือเชื้อซาลโมเนลล่ากลุ่มอื่นๆ, เชื้ออหิวาต์, เชื้อแอโรโมแนส (Aeromonas) เชื้อแคมโพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) ฯลฯ


ขวบแรกของชีวิตลูก…พ่อแม่ต้องระวัง

ในบางครั้งจะพบว่ามีการติดเชื้อที่ทำให้ท้องเสียร่วมกันมากกว่าหนึ่งชนิดได้ เช่น การติดเชื้อไวรัสกับการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย 2 หรือมากกว่า 2 ชนิดร่วมกันได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ทำให้เด็กหลายคนมีปัญหาอาเจียนท้องเสียที่เป็นแล้วเป็นอีกได้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิต การปฏิบัติตน และสุขอนามัยของคนที่อยู่รอบข้างของเด็กว่าดูแลความสะอาดอย่างไรและมีการล้างมืออย่างถูกสุขอนามัยบ่อยๆ หรือไม่


เมื่อลูกท้องเสีย-อาเจียน รักษาอย่างไร ?

การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่สาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ในกลุ่มเชื้อไทฟอยด์, เชื้อชิกเกลล่า หรือเชื้ออหิวาต์ ก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะที่จะครอบคลุมเชื้อชนิดนั้นๆ ร่วมด้วย ส่วนในกรณีที่เป็นเชื้อไวรัส การให้ยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผลในการทำลายเชื้อ ต้องรอจนกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถขจัดเชื้อไวรัสนั้นๆ ออกไปจากร่างกายเองส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติ บางครั้งอาจจะไม่สามารถทราบได้ว่าเกิดจากการติดเชื้ออะไรได้แน่ชัด ในรายที่เป็นมากแพทย์ก็อาจจะต้องพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะด้วยเมื่อมีข้อบ่งชี้ เพราะปัญหาการติดเชื้อท้องเสียจากเชื้อแบคทีเรียก็เป็นสิ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเมืองไทยเช่นกัน

ในกรณีที่มีอาการรุนแรงจนขาดสารน้ำและอีเล็คโตรไลท์ (เช่นเกลือโซเดียมและโปตัสเซียม) จนเกิดภาวะช็อค ความดันต่ำ การไหลเวียนของเลือดไม่ดี มีปัสสาวะน้อย และมีภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) ก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องรีบทำให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำเพื่อชดเชยปริมาณสารน้ำและเกลือที่ร่างกายสูญเสียไปให้ทัน เพื่อป้องกันและแก้ไขอันตรายจากภาวะช็อคที่จะติดตามมา

สำหรับในรายที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียที่ไม่รุนแรงนักและมีการสารน้ำที่ไม่ค่อยรุนแรง เนื่องจากการดื่มหรือทานอาหารชดเชยได้ทันกับที่สูญเสียไป ก็สามารถให้การรักษาโดยการดื่มน้ำเกลือสำหรับท้องเสียอาเจียน ที่เรียกกันทั่วไปว่า น้ำเกลือแร่ หรือเกลือซองสำหรับท้องเสีย หรือ โออาร์เอส (oral rehydration solution,ORS) ซึ่งเป็นคำย่อมาจากน้ำเกลือชนิดรับประทานสำหรับกรณีท้องเสียอาเจียนนั่นเองซึ่งในสารน้ำเกลือนี้จะมีส่วนผสมของเกลือและน้ำตาลในระดับปริมาณที่เหมาะสม ใช้ทดแทนสารน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปจากภาวะท้องเสียหรืออาเจียนมากๆ ได้ โดยที่จะดีกว่าการให้ดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผสมกลูโคสเพียงอย่างเดียว

คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้ชนิดที่เป็นซองแบบที่นำมาผสมน้ำได้เองที่บ้านซึ่งจะมีราคาประหยัดกว่าน้ำเกลือสำหรับท้องเสียชนิดที่ผสมแล้วเป็นขวดพร้อมดื่ม แต่ในการชงนำเกลือนำเกลือผงชนิดซองนี้ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ในเรื่องปริมาณน้ำที่ใช้ในการผสมให้ถูกต้อง เพื่อให้ได้สารน้ำและเกลือในปริมาณที่ถูกต้อง นอกจากนี้ก็ควรชงนมเจือจาง (ใช้เนื้อนมในการชงน้อยลงครึ่งหนึ่งจากเดิม) หรือพิจารณาใช้นมพิเศษสำหรับกรณีท้องเสีย เช่น นมที่ไม่สารแลคโตส (Lactose-free formula) หรือนมถั่วเหลือง เพื่อช่วยให้ลำไส้สามารถย่อยและดูดซึมนมที่ดื่มเข้าไปได้ดีขึ้น เนื่องจากในช่วงที่มีลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อจะพบว่าการทำงานของลำไส้ในการย่อยและดูดซึมนมวัวมักจะลดลง เพราะมีเอนไซม์แลคโตสที่ใช้ในการย่อยลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาท้องอืดและมีแก๊สเยอะ ยิ่งดื่มนมวัวเยอะยิ่งทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้น

สำหรับเด็กโตที่สามารถรับประทานอาหารชนิดอื่นๆ ได้ ควรให้รับประทานเป็นอาหารอ่อน เช่น น้ำข้าว ข้าวต้ม หรือซุปใส (เช่นต้มกระดูกหมู, ไก่) จะใส่เกลือหรือซีอิ้วนิดหน่อยพอมีรสชาติได้ ควรงดน้ำผลไม่สด เช่น น้ำส้มสด แตงโม ฯลฯ เพราะบางครั้งอาจทำให้ท้องเสียมากขึ้น ในรายที่ไม่ชอบดื่มน้ำเกลือสำหรับท้องเสีย ในเด็กโต อาจให้ดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น น้ำอัดลมที่เปิดขวดปล่อยไว้ให้แก๊สหายซ่าแล้ว หรือใช้เครื่องดื่มรสผลไม้แบบกล่องหรือแบบกระป๋องที่มีรสชาติที่เด็กชอบให้ทานแทนได้บ้าง

อย่าลืมนะคะว่า อาเจียน-ท้องเสีย เกิดในผู้ใหญ่ยังแย่ แต่นี่ถ้าเกิดกับลูกเล็กๆ ของเรา…แย่แน่ๆ ถ้าแก้ไม่ทันค่ะ


สัญญาณต่อไปนี้ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์
1. มีอาการซึม หงอยลง ไม่เล่น ไม่คุยเหมือนก่อนบางทีจะพบว่าเด็กจะเพลียเอาแต่นอน ในบางรายอาจดูกระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย สลับกับอาการซึมก็ได้

2. ร้องไห้ไม่ค่อยมีน้ำตาออกมา น้ำลายแห้ง

3. ไม่ค่อยมีปัสสาวะ หรือสังเกตว่าผ้าอ้อมไม่เปียกจากการที่เด็กไม่มีปัสสาวะเลยหลายชั่วโมง (6-8 ชั่วโมง)

4. กระหม่อมหน้าบุ๋มลึก หรือมีกระบอกตาลึก ริมฝีปากแห้ง

5. การเต้นของหัวใจ หรือชีพจรเต้นค่อยข้างเบาแล้ว

6. ผิวหนังที่เคยดูอวบตึง กลับมีความรู้สึกเหี่ยวย่นแห้งๆ ไป

7. ในกรณีที่มีอาการชักและซึมลง ร่วมด้วย

8. ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 เดือน) เมื่อมีอาเจียนหรือท้องเสียค่อนข้างมาก ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเกิดอันตรายจากการขาดน้ำหรือการติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย และเนื่องจากเป็นเด็กเล็ก อาจทำให้อาการต่างๆ ของการขาดนั้น ติดเชื้อ สังเกตดูได้ยากกว่าเด็กโต.

(update 20 กันยายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.156 July 2006]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600