คาวาซากิ… โรคร้ายของเด็กเล็กๆ


คุณพ่อคุณแม่ท่านใดเคยได้ยินหรือรู้จักโรค “คาวาซากิ” บ้างคะ เชื่อค่ะว่ามีหลายท่านส่ายหน้า ในขณะที่บางท่านอาจเคยได้ยิน หรือเข้าใจว่าโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เพราะอาการของโรคจะแสดงออกชัดเจนที่ผิวหนัง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างที่คิดค่ะ วันนี้รักลูกจึงขออาสาพาคุณไปรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้นค่ะ

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) พบครั้งแรก โดยแพทย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ Tomisaku Kawasaki เมื่อปี พ.ศ. 2510 หลังจากนั้นก็มีรายงานว่าพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยค่ะ


สาเหตุของโรค

ในประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยโรคคาวาซากิครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2519 จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบว่าโรคนี้เกิดจากสาเหตุใด แม้จะมีการศึกษาอย่างมากมายก็ตาม แต่จากหลักฐานทางการแพทย์หลายๆ อย่าง ทำให้คาดว่าเกิดจาการติดเชื้อ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเชื้ออะไร และยังไม่ทราบว่าสภาพแวดล้อมเช่นไรที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้แต่จะพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวค่ะ

โรคนี้จะพบในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบและพบมากในช่วงอายุ 1-2 ปี ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อ เพราะในเด็ก 6 เดือนแรก จะมีภูมิต้านทานจากนมแม่ ทำให้เป็นโรคติดเชื้อได้น้อย และเกินกว่า 5 ขวบขึ้นไป เด็กก็จะมีภูมิคุ้มกันแล้วจึงไม่พบว่าเป็นโรคนี้ และเมื่อเปรียบเทียบอัตราผู้ป่วยระหว่างเด็กชายและเด็กหญิงจะเท่ากับ 1.5 : 1 คนค่ะ


สัญญาณบอก "คาวาซากิ"

อาการเริ่มต้นของโรคนี้ คือ
1. เริ่มต้นมีไข้สูงแบบเฉียบพลัน จะไม่ใช่ค่อยๆ สูงขึ้น ซึ่งไข้จะสูงมากถึง 39-40 องศาเซลเซียส และ มีไข้มาแล้วอย่างน้อย 5 วัน

2. ตาแดง เยื่อบุตาขาวทั้งสองข้างแดง ไม่แฉะ ไม่มีขี้ตาเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์

3. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและในช่องปาก คือ ริมฝีปากแห้ง แดงแตก ลิ้นเป็นตุ่มนูนและแดงลักษณะเหมือนผิวสตรอว์เบอร์รี่ (Strawberytongue) โดยจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

4. การเปลี่ยนแปลงของมือและเท้า ในระยะแรกจะพบฝ่ามือ ฝ่าเท้าแดงและ/หรือบวม ในระยะหลังประมาณวันที่ 12 ของโรคอาจพบการลอกของผิวหนัง ซึ่งจะเริ่มต้นที่บริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า และสามารถลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจเล็บหลุดได้ บางราย 1-2 เดือน จะมีรอยขวางที่เล็บค่ะ

5. มีผื่นขึ้นตามร่างกาย มักเกิดหลังมีไข้ 1-2 วันซึ่งมีได้หลายแบบ เช่น เป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ทั่วตัวหรือเป็นผื่นแดงๆ เล็กๆ เหมือนหัดก็ได้ บางคนเป็นผื่นนูนใหญ่ๆ คล้ายลมพิษ

6. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต ส่วนใหญ่จะโตข้างเดียว มีขนาดใหญ่พอสมควรคือมากกว่า 1.5 ซม. อาจจะมีอาการแดงของผิวหนังบริเวณที่ต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย พบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย
อาการอื่นๆ ทีอาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ท้องเสีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

แต่อาจจะมีอาการไม่ครบทั้งหมดก็ได้ค่ะ คือถ้ามีไข้ร่วมกับอาการ 4 อย่างจากทั้งหมด 5 อย่างคุณหมอก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้


ปัญหาสำคัญของโรคคาวาซากิ

อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับโรคนี้ เพราะสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ และเนื่องจากเมื่อเด็กเป็นโรคนี้และมีอาการไข้แล้ว บางครั้งไข้สามารถลดลงเองได้ ทำให้คุณพ่อแม่ไม่ทราบว่าลูกเป็นโรคนี้ และเกิดความเข้าใจผิดว่าลูกหายเป็นปกติแล้ว

แต่ความจริงก็คือ โรคคาวาซากิสามารถก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือดได้ คือทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจอักเสบ มีการโป่งพอง และหากเส้นเลือดเกิดการโป่งพองเกิน 8 มิลลิเมตร อาจทำให้เส้นเลือดแตกและทำให้เด็กเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ค่ะ

ถึงแม้จะไม่ทราบว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีวิธีการรักษาค่ะ คือ เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคนี้ก็รักษาโดยการให้ IVIG (Intravenous immunoglobulin) ซึ่งเป็นภูมิต้านทานที่สกัดมาจากเลือด หยดให้ทางเส้นเลือดเหมือนน้ำเกลือ ในปริมาณ 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

โดยคุณหมอจะให้ IVIG ครั้งเดียวนานประมาณ 12 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อได้รับ IVIG แล้วภายใน 24-48 ชั่วโมง ไข้จะลดลง และรักษาโดยยาแอสไพรินซึ่งเป็นตัวยาลดไข้ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยให้ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ประมาณ 14 วัน หลังจากนั้นลดลงเหลือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ต่อไปอีก ท6-8 สัปดาห์ ก็จะจบคอร์สการรักษาค่ะ

สมัยก่อนยังไม่มี IVIG แพทย์จะรักษาโดยใช้ยาแอสไพรินอย่างเดียว พบว่าเด็กมีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนหัวใจ 20-25% คือในเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ 4 คน จะมีโรคแทรกซ้อนหัวใจ 1 คน แต่หลังจากมีการรักษาด้วย IVIG อัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนหัวใจลดลงเหลือเพียง 2-4% เท่านั้นค่ะ

ปัญหาข้อหนึ่งของการรักษาด้วย IVIG คือราคาสูงมาก เนื่องจากต้องให้ในปริมาณต่อน้ำหนักตัวเด็กน้ำหนักน้อยอาจจะจ่ายค่ายา 40,000-50,000 บาท ในขณะที่เด็กน้ำหนักตัวมากค่ายาอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากนั้นยังต้องมีการทำ Echocardiogram เพื่อตรวจดูว่ามีโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกันค่ะ


เมื่อรักษาหายแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่

โดยมากเด็กที่ได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติดีแล้ว ก็จะสามารถเล่นและทำกิจกรรมเหมือนเด็กทั่วๆ ไปค่ะ โอกาสที่จะกลับมาป่วยเป็นโรคนี้อีกมีน้อยมาก อาจจะพบได้เพียง 1-3% เท่านั้น

ได้ทราบข้อมูลของโรคและอาการแทรกซ้อนของโรคคาวาซากิแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเกิดอาการเป็นกังวลเมื่อลูกเป็นไข้ อย่าเพิ่งตกอกตกใจไปนะคะ เพราะในประเทศไทยพบโรคนี้ไม่บ่อยค่ะ แต่หากลูกเป็นไข้และคุณแม่พาไปหาหมอหลายวันแล้วอาการไข้ คอแดงยังไม่หาย ก็ควรจะพาลูกไปตรวจซ้ำ เพราะโรคนี้หากวินิจฉัยได้เร็ว ผลแทรกซ้อนก็จะพบได้น้อยเช่นกันค่ะ


(update 17 กรกฎาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600