ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงจะเคยได้ยินข่าวบ่อยครั้งเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากที่เกิดการระบาดขึ้นในโรงเรียนจนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดเรียนชั่วคราวเพื่อไม่ให้โรคแพร่กระจายออกเป็นวงกว้าง โรคมือเท้าปากเกิดจากอะไร และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ
นายแพทย์เสน่ห์ เจียสกุล ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในเด็ก อธิบายให้ฟังว่าโรคมือเท้าปาก (Hand-Food-Mouth Disease) เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และอาการของโรคจะมีความรุนแรงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากร่างกายยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่มีมานานแล้ว แต่เราไม่ค่อยได้พูดถึงหรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคนี้มากนัก โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่ม Enteroviuses ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ค๊อกแซกกี้ (Coxsackievirus) ที่พบบ่อยคือ Coxsackievirus A ttpe 16 (A 16) เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่มีความรุนแรงมากนัก เด็กที่ป่วยจากเชื้อไวรัสนี้จะสามารถหายได้เอง แต่เชื้อไวรัสที่ทำให้เด็กอาจมีอาการรุนแรง แม้จะพบได้น้อยมาก คือ เชื้อเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ที่รุนแรงที่สุดคือ เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ และ ปอดบวมน้ำ โดยผู้ป่วยจะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวกับสมองเป็นส่วนใหญ่
เด็กๆ จะได้รับเชื้อเหล่านี้มาจากการรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน การสัมผัส คลุกคลี และใช้ของใช้ร่วมกันกับเด็กที่ป่วย โดยเชื้อจะปนออกมากับน้ำมูก น้ำลาย และ อุจจาระ ซึ่งสำหรับเด็กเล็กที่ยังไม่รู้จักดูแลและป้องกันตัวเองก็จะมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อสูง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องไปเนอสเซอรี่ เพราะต้องอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากและไม่ได้รับการดูแลรักษาความสะอาดอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะจากพี่เลี้ยงเด็กที่อาจมีการปนเปื้อนเชื้อที่มือจากการดูแลเด็กที่มีอาการของโรค โอกาสที่จะติดเชื้อและเกิดการแพร่กระจายของเชื้อมีสูง
เด็กที่ได้รับเชื้อจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและชนิดของเชื้อไวรัสที่ได้รับเข้าไป โดยอาการจะมีตั้งแต่ เป็นไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีแผลในปากโดยเฉพาะบริเวณ ลิ้น เหงือก และ กระพุ้งแก้ม ทำให้มีอาการเจ็บแสบเวลาดูดนมและรับประทานอาหาร เด็กจึงปฏิเสธนมและอาหาร นอกจากนี้ยังพบตุ่มขึ้นที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบบริเวณก้นด้วย แต่จะไม่มีอาการคัน โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาและหายไปเองภายใน 7-10 วัน แต่หากเด็กมีไข้สูง ซึม และมีการอาเจียนร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพราะเด็กอาจได้รับเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
เนื่องจากเชื้อไวรัสเหล่านี้ยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ ฉะนั้นแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ หากมีไข้ก็ให้ยาลดไข้ ซึ่งโดยปกติไข้จะลดภายใน 2-3 วัน ส่วนอาการเจ็บแผลในปากที่ทำให้ไม่สามารถดูดนมได้ คุณแม่อาจใช้ช้อนตักนมป้อนลูกแทนการดูดจากขวดนม ส่วนอาหารก็ควรเลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด สำหรับตุ่มที่ขึ้นบริเวณมือและเท้า หากเด็กไม่แกะเกาจนทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะจะค่อยๆ หายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากมีการแกะเกาจนเกิดการติดเชื้อก็ต้องใช้ยาทารักษาต่อไป
เนื่องจากเชื้อนี้พบในน้ำมูก น้ำลาย และ อุจจาระ โดยเฉพาะในอุจจาระนั้นเชื้อสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 สัปดาห์ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วย หลังจากสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และอย่างที่ทราบแล้วว่าโรคนี้จะมีอาการรุนแรงในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าเนอสเซอรี่ ฉะนั้นเมื่อพบว่ามีเด็กในโรงเรียนป่วยเป็นโรค มือเท้าปาก คุณแม่ควรให้ลูกหยุดไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในขณะเดียวกันหากลูกติดเชื้อโรคมือเท้าปาก คุณแม่ก็ควรให้ลูกหยุดเรียนเช่นกันเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่เด็กคนอื่น ในกรณีที่เชื้อมีการระบาดมาก ทางดรงเรียนควรงดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายออกไปมากขึ้น
แม้ปัจจุบันโรคมือเท้าปากจะเป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับเด็ก แต่ก้สามารถป้องกันได้หากทุกฝ่ายร่วมมือกันต้องคอยดูแลเอาใจใส่และรักษาสุขอนามัยให้เด็กๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการล้างมือ ถือเป็นวิธีการป้องกันโรคได้ดีที่สุดค่ะ
เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก จะอาศัยอยู่ในลำไส้ได้นานและไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งสามารถพบเชื้อนี้ได้ในคนเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เชื้อออกมาสู่ภายนอก และมีการสัมผัสในขณะที่ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคก็จะทำให้เกิดโรคขึ้นได้ แต่เชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายไม่ได้เลยหากไม่มี มือ เป้นตัวการสำคัญในการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
(update 8 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.160 November 2006]
|