โชคดีจังเลยวันนี้ที่เจอคุณหมอด้วยน้องแพรธุจ้าลุงหมอก่อนซิคะ
สวัสดีจ้า คุณแม่กับน้องแพร วันนี้มาออกกำลังกายด้วยนะ
เห็นคุณหมอมาวิ่งบ่อยๆ นี่คะ ดีแล้วที่เจอลุงหมอ น้องแพรลูกสาวอายุ 1 ปีกับ 4 เดือนแล้ว เป็นหวัดบ๊อยบ่อย ไม่รู้ว่าโรคหวัดในเด็กนี่เกิดจากอะไรคะ
ไข้หวัด หรือโรคหวัดของเด็กๆ นั้นสำหรับไข้หวัดธรรมดาเด็กก็เป็นได้บ่อย บางการศึกษาระบุว่าสามารถเป็นได้ปีละ 10-12 ครั้งทีเดียว
เพราะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แล้วทำให้เด็กมีไข้ เจ็บคอ ส่วนใหญ่เป็นอยู่ประมาณ 5-7 วันก็หายไปเอง
ในการรักษายาที่คุณหมอให้ทานก็จะเป็นยาลดไข้แบบพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการไข้ อาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่อาจพบได้
ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ หรือแม้แต่ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ เพราะไม่ได้ทำให้เด็กหายไวขึ้น
แต่อาจทำให้มีอาการข้างเคียงของยาได้
ทีนี้เวลาที่น้องแพรเป็นไข้หวัดธรรมดาคุณแม่จะขอดูแลเองที่บ้านก่อนก็ได้ใช่ไหมคะ แต่ต้องคอยให้ยาลดไข้ เช็ดตัวทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เอ
แล้วถ้าแกมีน้ำมูกไหลออกมา เราจะทำยังไงดีคะ
ให้ใช้ผ้านุ่มพันปลายไม้เล็กๆ สอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อซับน้ำมูก ถ้าโตขึ้นอีกหน่อยก็สอนให้สั่งน้ำมูกออกมาเองได้ครับ
แล้วหวัดที่เป็นสัญญาณอันตรายว่าไม่ได้เป็นหวัดเฉยๆ เราจะดูรู้ได้อย่างไรคะวันก่อนสายใจเพื่อนที่ทำงาน เค้าว่าลูกชายวัย 8 ขวบก็เริ่มแค่เป็นหวัด ต่อมาหมอบอกว่าลูกเป็นไข้เลือดออก ต้องไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย ได้ยินอย่างนี้ทำเอากลัวเลยค่ะ
อย่างที่แม่น้องแพรว่า บางโรคเด็กเริ่มต้นจากมีอาการแบบเป็นหวัดได้ก่อนแล้วต่อมามีลักษณะเฉพาะที่พอบอกได้ว่าเป็นอะไร
นอกจากไข้เลือดออกแล้วยังอีกหลายโรค เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม สุกใส ไอกรน พวกนี้เริ่มต้นเหมือนไข้หวัดทั้งนั้น
แต่หลายโรคเราป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนก็จะตัดออกไป
เวลาลูกเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ถ้าไข้ไม่ลดลงเลยหลังให้ยาลดไข้ หรือเป็นหวัด 7-10 วันแล้วไม่หายแต่กลับหายใจหอบ หายใจเสียงดัง ทานอาหาร น้ำ และนมไม่ได้ ซึม เอาแต่นอน ปลุกไม่ตื่น อาเจียนตลอดเลย สังเกตว่าตัวเขียว มือเท้าเย็น หรือดูแล้วอาการของลูกไม่ดีก็ต้องพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาว่าลูกเป็นโรคอะไร จะได้รักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป
อืม
เข้าใจแล้วละค่ะ แต่คุณหมอคะการที่ลูกเป็นหวัดบ่อยๆ เดือนละ 2-3 ครั้งแบบที่ทเค้าว่าเป็นหวัดเรื้อรังนี้เกิดจากอะไรจะรักษายังไงให้หายขาด หรือถ้าทิ้งเอาไว้จะเป็นอันตรายหรือเปล่าคะ
อย่างที่บอกว่าเด็กเป็นหวัดได้ถึงปีละ 10-12 ครั้ง แต่ถ้าเดือนหนึ่งเป็น 2-3 ครั้งนี้ต้องพาไปตรวจ เพราะส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นหวัดธรรมดาแล้วล่ะ แต่มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ที่จมูก เป็นผลให้มีน้ำมูกไหลเรื้อรัง คัดจมูกเรื้อรัง และยังทำให้มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอีกเสบกลายเป็นโรคหูน้ำหนวก หรือที่สำคัญอาจมีโรคทางภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย เช่น โรคหอบ หืด ที่จะทำให้เป็นโรคปอดบวมตามมาได้ ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้จึงควรได้รับการรักษาแบบโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย ต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลการรักษาที่ดีและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ขอบคุณมากค่ะ งั้นไม่กวนเวลาออกกำลังคุณหมอแล้วดีกว่า อ้าว
น้องแพร มาธุจ้าลาลุงหมอ
สวัสดีจ้า นอกจากจะให้เด็กๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ และได้พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอแล้ว การออกกำลังกายก็สำคัญนะครับ ให้เด็กได้เล่นได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ลุงหมอเชื่อว่าน้องแพรจะต้องแข็งแรง ไม่เป็นหวัดบ่อยๆ แน่นอน
รู้หรือเปล่าว่า
- ไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิด จึงยังไม่มีวัคซีนเพื่อเป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
- หลายคนเชื่อว่ากินวิตามินซีจะป้องกันโรคหวัดได้ แต่ถ้าหากให้ในปริมาณที่มากเกินความต้องการและเป็นระยะเวลานานอาจเกิดอันตราย เช่น อาจทำให้ท้องเสียรุนแรง
- ปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่สบายบ่อยๆ นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ลูกที่คลอดออกมาน้ำหนักตัวน้อยหรือคลอดไม่ครบกำหนด ไม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โรคประจำตัวของเด็ก เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด บ้านเรือนที่อยู่อาศัยแออัด ฝุ่นควันมาก หรือมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ และอากาศ เด็กเป็นหวัดบ่อยๆ ช่วงหน้าหนาว อากาศเย็น ฝนตก สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้ลูกเป็นหวัดบ่อยๆ ได้
4 โรคแทรกซ้อนต้องระวัง
เมื่อลูกป่วยเป็นหวัดนานกว่า 10 วัน ลองสังเกตลูกดูสักนิดว่ามีอาการของโรคแทรกซ้อนอื่นหรือเปล่า เช่น
- ไซนัสอักเสบ มีอาการปวดศรีษะ น้ำมูกไหลต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10-14 วัน น้ำมูกข้นเขียว และมีไข้
- โรคหูชั้นกลางอักเสบ จะมีอาการปวดหู หูอื้อ เด็กเล็กๆ อาจชอบเอามือจับหู หรืออาจพบว่ามีหนองไหลออกมาจากหู
- โรคหอบหืด เริ่มแรกเป็นหวัดนำก่อน จากนั้นจะไอมาก หอบ หายใจลำบาก หายใจออกได้ยินเป็นเสียงวี้ดๆ
- โรคปอดบวม เริ่มจากการเป็นหวัดก่อนเหมือนกัน ต่อมาจะไอมาก หอบ ซึ่งการหอบแบบปอดบวมจะหอบแบบหายใจเร็วๆ ตื้นๆ เด็กเล็กๆ อายุน้อยกว่า 2 เดือนจะหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที เด็กเล็กอายุ 2 เดือน - 1 ขวบ จะหายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที และเด็กโตขึ้นกว่านั้นหายใจเร็วมากกว่า 40 ครั้งต่อนาทีก็ถือว่าหายใจหอบแล้ว
5 จุดสังเกต
หวัดไม่ธรรมดา
- เป็นหวัดนานกว่า 10-14 วัน
- น้ำมูกข้นเขียว
- มีไข้อยู่นาน และอาจจะไข้สูงจนชัก
- มีอาการหอบ หายใจแรง หายใจหน้าอกบุ๋มมองดูว่าเขียว มือเท้าเย็น หายใจดังทั้งช่วงการหายใจเข้า หรือ หายใจออกมีเสียงดังได้ยินเสียงวี้ด
- มีอาการซึม กินอาหาร ดื่มนม น้ำ ได้น้อยมีอาการแห้งขาดน้ำ
6 วิธีดูแลลูกเป็นหวัด
- ให้ลูกกินอาหารอ่อนๆ ถ้ามีอาการเบื่ออาหารควรให้กินทีละน้อยๆ บ่อยๆ อย่างดอาหารเด็ดขาดเพราะลูกจะขาดสารอาหารไปบำรุงร่างกาย
- ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยละลายเสมหะให้เหนียวข้นน้อยลง และเอาเสมหะออกได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นลูกวัยเบบี๋ให้กินนมแม่บ่อยๆ แทนน้ำ
- พักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ลูกหายเร็วขึ้น
- รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ งดดื่มน้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็น เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย
- ถ้าลูกอายุต่ำกว่า 1 ปี ควรช่วยลดน้ำมูกด้วยการใช้น้ำเกลือหยอดจมูก เพื่อให้น้ำมูกใสขึ้นจนสามารถไหลลงคอหรือดูดออกได้ง่าย แต่ไม่ควรใช้ยาลดน้ำมูก เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง
- เด็กเล็กต้องคอยเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นเสมอ ป้องกันไม่ให้ไข้สูงขึ้นเพราะลูกอาจชักได้
(update 14 ตุลาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No.129 July 2006]
|