ไข้เลือดออก แน่ใจนะว่ารู้จักดี


ตั้งแต่เริ่มฝนเป็นต้นมา ไข้เลือดออกกลายเป็นโรคที่คนเป็นพ่อแม่หวาดวิตก เนื่องจากความรู้สึกไม่มั่นใจต่อการป้องกันของหน่วยงานรัฐที่ดูจะเข้าถึงโรคได้ช้า ประกอบกับข่าวคราวการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็น เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความกังวล กลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกมีมากขึ้น จนเกินความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโรคนี้ไป

เรื่องนี้สำคัญค่ะ รักลูกจึงรีบไปขอความรู้จาก รศ.นท.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ กุมารแพทย์ ประจำหน่วยโรคติดเชื้อภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำข้อมูลของโรคนี้มาบอกให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้ เข้าใจ และสามารถป้องกันโรคได้อย่างถูกต้องค่ะ

รักลูก : จริงๆ แล้วอาการของไข้เลือดออกนี่เป็นอย่างไรค่ะ
มีไข้สูงลอยครับ ไข้สูงคืออุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส เป็นอยู่ 3-7 วัน ไข้ลอยคือทำอย่างไรไข้ก็ไม่ลดลง หรือลดเพียงเล็กน้อย อาการเด่นอื่นๆ คือคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียนและปวดท้อง

อาการแบบหวัด เช่น น้ำมูกไหลชัดเจน ไอรุนแรง โอกาสเป็นไข้เลือดออกจะลดลง

ในเด็กโตหน่อยหรือผู้ใหญ่ จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว ปวดเข้ากระดูกดำ (break bone fever) ฉะนั้นในผู้ใหญ่อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่เพราะอาการคล้ายกันมาก ด้วยเหตุนี้ล่ะครับอาจทำให้วินิจฉัยไม่ถูกต้องในช่วงแรกของไข้

ประกอบกับปกติอาการไข้เลือดออกจะชัดเจนเมื่อป่วย 2-3 วันไปแล้ว ทำให้ในวันแรกๆ อาจวินิจฉัยไม่ได้ จึงจำเป็นครับที่พ่อแม่ต้องติดตามอาการต่อไป จึงจะรู้ว่าใช้หรือไม่ใช่

รักลูก : การติดตามอาการนั้นจะสามารถสังเกตได้อย่างไรคะ
ความสำคัญโรคไข้เลือดออกคือ ช่วงวิกฤตหรือช่วงที่ไข้ลดครับ สังเกตได้ว่าช่วงที่ไข้ลดลงลูกมีอาการดีขึ้น ตรงนี้พ่อแม่สบายใจได้ครับว่าลูกคงไม่เป็นไข้เลือดออก แต่ถ้าช่วงไข้ลดลูกกลับมีอาการแย่ลง เช่น ซึม หงุดหงิด งอแง อย่างนี้ไม่ค่อยดี ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นไข้เลือดออกได้

ในเด็กที่มีอาการรุนแรงมักมีการรั่วของพลาสมาร่วมด้วย การตรวจเลือดเบื้องต้นจะทำให้วินิจฉัยโรคได้ โดยดูความเข้มข้นของเลือดว่าเพิ่มขึ้นมั้ย เช่น คนทั่วไปเลือดเข้มข้นอยู่ที่ 35% ถ้ามีน้ำรั่วออกมาเยอะๆ ความเข้มข้นเพิ่มเป็น 40, 45, 50% แม้คนไข้จะยังไม่ช็อก แต่เราก็รู้ว่ามีการรั่วของพลาสมา ก็ต้องรีบรับเข้าไว้ในโรงพยาบาลเพื่อรักษา เช่น อาจต้องให้น้ำเกลือ หรือถ้าพลาสมารั่วรุนแรง อาจเกิดภาวะช็อกก็ต้องให้น้ำเกลือเพิ่มขึ้นครับ

รักลูก : ระยะวิกฤตของโรคนี่ยาวนานไหมคะ
24-72 ชั่วโมงเท่านั้นเองครับ ถ้าแก้ไขได้ทันก็ไม่มีปัญหา น้ำที่รั่วอาจกลับมาที่ร่างกายดังเดิม ทำให้ความเข้มข้นของเลือดกลับมาเป็นปกติ

แต่ที่มีปัญหาคือ เด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง (ซึ่งพบไม่บ่อย) เพราะการรักษาดูแลในเด็กเล็กจะทำได้ยากกว่า อีกกลุ่มคือเด็กอ้วน เพราะหาเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือได้ยาก การพิจารณาให้น้ำเกลือต้องให้ตามน้ำหนัก แต่บางครั้งเด็กหนักตั้ง 70-80 กก. เราจะคิดตัวเลข 70-80 ตามน้ำหนักไม่ได้ ถ้าเราให้น้ำเกลือมากไปก็ไม่ดี เพราะเมื่อน้ำย้อนกลับมา จะเกิดภาวะน้ำเกิน ถ้าเกินนิดๆ ก็จะมาในรูปบวม หน้าบวม แขนขาบวม หน้าแปลกไป น้ำหนักขึ้น แต่ถ้าเกินมากไปน้ำอาจท่วมปอดได้ ช่วงที่น้ำย้อนกลับมาก็เป็นช่วงที่เรามีความกังวลใจ แต่ก็ไม่เท่าช่วงที่ช็อกครับ

รักลูก : ไข้เลือดออกติดต่อได้จากยุงลายใช่ไหมคะ
ครับ พาหะอย่างอื่นเท่าที่ทราบไม่มี และไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง ในพี่น้องเป็นได้ 2 กรณีคือ โดนยุงตัวเดียวกัน ซึ่งมีเชื้อเดงกี่อยู่กัดทั้งสองคน

อีกกรณีคือ ยุงลายที่เดิมไม่มีเชื่อเดงกี่อยู่ พอกัดพี่ที่เป็นไข้เลือดออก ยุงได้รับเชื้อแล้วก็ไปกัดน้อง น้องก็เป็นได้

รักลูก : โรคนี้เป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่
เป็นแล้วเป็นอีกได้ครับ เพราะไวรัสเดงกี่มีหลายชนิด การติดเชื้อครั้งแรกแทบจะไม่มีอาการเลย หรือมีอาการแค่ไข้ต่ำๆ เราไม่รู้คิดว่าเป็นไข้หวัด

ครั้งที่เป็นแรงๆ มักจะเป็นครั้งที่สองครับ อาจเป็นไข้เลือดออกหรือมีอาการรั่วของพลาสมาได้บ่อย

รักลูก : ถ้าเช่นนั้นมีปัจจัยอะไรที่ทำให้โรคนี้มีอาการรุนแรง
ปัจจัยขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้ ชนิดและปริมาณของไวรัสเดงกี่ จำนวนครั้งที่เคยเป็นมาก่อนครับ เช่น ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ปัจจุบัน (พบถึง 40% ของผู้ป่วยทั้งหมด) ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อครั้งที่ 2 แต่พบการรั่วของพลาสมาเล็กน้อย และส่วนใหญ่ไม่มีภาวะช็อก

รักลูก : คุณหมอบอกว่าโรคไข้เลือดออกมักแสดงอาการรุนแรงเมื่อติดเชื่อครั้งที่ 2 หรือคะ
ครับ คือการติดเชื้อครั้งแรกจะทำให้มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อครั้งต่อไป พอมีการติดเชื้อครั้งที่สอง จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองมากผิดปกติ ส่วนใหญ่โรคไข้เลือดออกที่เราวินิจฉัยกันตามโรงพยาบาลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จะเป็นการติดเชื้อครั้งที่สอง ครั้งแรกอาจจะเคยติดเชื้อมาแล้วแต่ไม่ทราบ ก็เพราะอาการจะน้อย ผลเลือดอาจช่วยบอกว่าเป็นการติดเชื้อครั้งแรกหรือครั้งที่สอง

รักลูก : คุณหมอคะ ถ้าเช่นนั้นหากอยากรู้ว่าเราติดเชื้อเลือดออกเป็นครั้งที่สองหรือเปล่า ก็ต้องไปตรวจเลือดสิคะ
ใช่ครับ แต่โดยทั่วไปๆ ไม่ได้มีการตรวจเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อเสมอ เพราะการตรวจยุ่งยาก และมักได้ผลช้า

ฉะนั้นหมอว่าการที่รู้จักโรคไข้เลือดออกในแง่ของอาการ จะเป็นหัวใจหลักที่ทำให้เราเข้าใจ สามารถติดตามและให้การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้เอง สามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ แล้วไปหาหมอในเวลาที่เหมาะสมได้ ไม่ใช่กลัวไปหมด เป็นไข้นิดๆ หน่อยๆ มียุงกัด 1 ตุ่มก็พาไปหาหมอแล้ว

ตอนนี้เราอยู่ในช่วงวิกฤตของไข้เลือดออก ข่าวที่ออกไปคือไข้เลือดออกเป็นภัยร้าย มีไข้ห้ามรักษาเองต้องรีบหาหมอ ต้องตรวจเลือด คนไข้ก็เลยมุ่งไปหาหมอ บางทีอาการไม่เหมือนไข้เลือดออกเลย แต่เซ้าซี้ให้หมอตรวจเลือด ผลเสียที่เกิดตามมาคือการสิ้นเปลือง และเด็กต้องเจ็บตัวโดยไม่จำเป็น

รักลูก : คุณหมอกำลังจะบอกว่าการกลัวเกินไปก็ไม่ดี
ใช่ครับ เพราะการกลัวเกินไป นอกจากจะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นแล้ว ตัวเด็กจะได้รับผลกระทบมาก เด็กเล็กจะกลัวหมอ กลัวพยาบาล และกลัวโรงพยาบาล บางครั้งเจาะแล้วพ่อแม่ก็ยังไม่หายกังวลใจ มีไข้ครั้งต่อไปก็เจาะเลือดอีก ทั้งนี้เพราะขาดองค์ความรู้ที่ดี การตรวจเลือดไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ผลอาจจะบอกว่าไม่เหมือนไข้เลือดออก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็น ซึ่งตรงนี้ประชาชนต้องมีความรู้และเข้าใจ แล้วเฝ้าติดตามต่อไปซึ่งจะทำให้ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้

รักลูก : แล้วเราควรจะรู้ เข้าใจ และป้องกันดูแลโรคไข้เลือดออกอย่างไรค่ะ
ต้องเข้าใจก่อนว่า ไข้เลือดออกไม่มียาในการรักษาโดยเฉพาะนะครับ

เบื้องต้นในช่วงไข้ เราดูแลเรื่องไข้ เฝ้าดูอาการ อาเจียนมากหรือไม่ ถ้าดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ อาจต้องนอนโรงพยาบาล ถ้ายังดื่มน้ำได้หมอก็ยังไม่เชียร์ให้นอนนะครับ แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่ แล้วเฝ้าติดตามอาการ หมอมักนัดมาดูทุก 2 วัน ติดตามดูผลจนกว่าคนไข้จะสบาย ถ้าช่วงไข้ลดลงเด็กมีอาการแย่ลงต้องมาพบหมอก่อนนัด

ช่วงวิกฤตก็ต้องดูว่า วิกฤตมากหรือน้อย ถ้าไม่วิกฤตมากดื่มน้ำเยอะๆ ก็เพียงพอ แต่ถ้ามีการรั่วของพลาสมามากและมีอาการช็อกแล้ว หมอจะให้น้ำเกลือ ต้องนอนโรงพยาบาล ปรับน้ำให้พอเหมาะกับการรั่วของพลาสมาโดยไม่มากเกินไป

การรักษาตรงนี้เราจะให้น้ำปริมาณที่เพียงพอเพื่อรักษาสมดุลในร่างกาย ไม่ให้เผื่อ ไม่ให้มากไป พอถึงระยะพักฟื้นเด็กก็จะดูดีขึ้น กินได้มากขึ้น เพราะน้ำในร่างกายเริ่มกลับสู่ร่างกายแล้ว ถ้ากลับมาเกินไตก็ขับออกเป็นปัสสาวะเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นช้าลงและมีผื่นขึ้น

ไข้เลือดออกในระยะไข้และระยะวิกฤตมักไม่ค่อยพบผื่น ยกเว้นในระยะพักฟื้น เวลาที่เด็กเป็นไข้พ่อแม่มักจะมองหาผื่น ซึ่งจะเจอไม่บ่อยนัก ถ้าเจอก็เป็นจุดเลือดออก ผื่นมักพบในระยะพักฟื้นและมีอาการคันด้วย ถ้าเราเจอผื่นขึ้นแล้วมักสบายใจได้ เพราะถึงระยะที่เราเรียกว่าปลอดภัยแล้ว ผ่านระยะวิกฤตมาแล้ว

รักลูก : จุดเลือดออกนี่เป็นอย่างไรคะ อันตรายไหม
พ่อแม่ต้องเข้าใจก่อนครับว่า จุดเลือดไม่ได้หมายความว่าลูกจะเป็นไข้เลือดออก 100% หรือการเป็นไข้เลือดออกอาจจะไม่มีจุดเลือดเลยก็ได้ ซึ่งเราจะใช้การทดสอบที่เรียกว่าทูนิเกต์ที่เหมือน กับการวัดความดันแล้วค้างความดันเอาไว้ 5 นาที แล้วมาดูว่ามีจุดเลือดออกไหม อันนี้เป็นการทดสอบดูความแข็งแรงของเส้นเลือด ถ้ามีจุดเลือดออกเยอะ ขนาดใหญ่ ก็อาจจะทำให้แพทย์คิดถึงไข้เลือดออกมากขึ้น การติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมี 3 อย่างที่สำคัญ
1. อาการทั่วไปของคนไข้
2. การรัดแขนดูจุดเลือดออก
3. การตรวจนับเม็ดเลือด
ทั้ง 3 อย่างนี้จะช่วยให้การวินิจฉัยไข้เลือดออกชัดเจนมากส่วนการยืนยันว่าเป็นไข้เลือดออก 100% หรือไม่มีการตรวจหลายแบบ แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ในแง่การรักษาครับ

รักลูก : เรื่องการป้องกันโรคไข้เลือดออกทำได้อย่างไรคะ
เรารู้ว่าโรคนี้มากับยุงก็จัดการยุง ทำอย่างไรไม่ให้ยุงกัด ต้องมีมุ้งลวด นอนในมุ้งลวด ทายากันยุงป้องกันยุงกัด

เรากำจัดยุงให้น้อยลง ทั้งฉีดยาฆ่ายุง มีการพ่นหมอกควัน กทม.และรัฐบาลก็จะมาพ่น เป็นครั้งคราว ยุงมาจากลูกน้ำ เราก็ต้องไปจัดการแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งแหล่งเพาะพันธุ์จะอยู่ในแหล่งน้ำสะอาด ถ้าเป็นภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้ก็เทน้ำทิ้งซะ ถ้ามีแหล่งเก็บน้ำ เช่น มีอ่างบัวก็เลี้ยงปลา ขารองตู้เอาเกลือใส่ เอาน้ำส้มสายชูใส่ ยุ่งจะได้ไม่มาไข่ เพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงยุงกัด และการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและลูกน้ำ นั่นเป็นหัวใจครับ

แต่เราไม่สามารถทำลายยุงทั้งหมดได้ ได้แต่ผ่อนหนักเป็นเบา เรารอวัคซีนที่ทำมานานแล้ว เราคาดหวังว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราน่าจะมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกใช้ วัคซีนไข้เลือดออกจะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้น ภาพการระบาดของไข้เลือดออกน่าจะเปลี่ยนไป แต่ก็อย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก เพราะวัคซีนอาจมีราคาแพงมาก คนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสใช้ เพราะฉะนั้นมาตรการการปราบยุง การติดตามอาการผู้ป่วยยังมีความสำคัญเสมอ การมีความรู้เล็กน้อยทำให้คนกลัวโง่และกังวลใจง่าย การเพิ่มความรู้ให้ไปถึงจุดหนึ่งที่เราเข้าใจโรค ก็จะทำให้เรากลัวน้อยลง และจัดการกับมันได้ในที่สุด

รักลูก : จากสถานการณ์ที่มีการอพยพของคนในประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในบ้านเราเยอะ ทำให้โรคมาลาเรีย โรคเท้าช้าง หรืออาจจะรวมถึงโรคไข้เลือดออกกลับระบาดขึ้นมาอีกเรื่องนี้เราจะมีวิธีรับมืออย่างไรคะ
หมอคิดว่าโรคมาลาเรียกับเท้าช้างมีผลมาจากผู้ที่อพยพมาจากชายแดนชัดเจน ส่วนไข้เลือดออกอาจจะไม่ใช่ หรือาจจะมีส่วนน้อย เนื่องจากผู้อพยพอยู่กันเป็นกลุ่ม ที่ไนมีคนที่นั่นมียุง เขาอาจจะมีส่วนทางอ้อมที่มีไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น แต่โรคเท้าช้างและมาลาเรียแน่นอนว่าเป็นเพราะเขาทำให้มีโรคมากขึ้นในบ้านเรา

การดูแลก็เหมือนกันคือต้องมีความรู้ที่ดี เราต้องรู้จักอาการของโรค อย่างไข้สูง หนาวสั่น อยู่ในพื้นที่มาลาเรีย เช่น บริเวณที่ชิดชายแดนพม่าเป็นหลัก ตาก แม่ฮ่องสอน มีภูเขา มีป่า ป่าจะคู่กับโรคมาลาเรีย ทางใต้ก็มีบ้างที่ชิดชายแดนพม่า ตะวันอกชิดชายแดนเขมร อีสานก็ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่คนในพื้นที่จะรู้กัน

กลุ่มที่มีปัญหาคือ พวกนักท่องเที่ยว กลุ่มคนเมืองที่เดินทางไปต่างจังหวัดแล้วไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าออกจากเขตมาลาเรียมากภายใน 3 เดือนแล้วเป็นไข้ หนาวสั่น ไม่ทราบสาเหตุ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด

มาลาเรียจะแตกต่างจากไข้เลือดออกคือมาลาเรียมียารักษาต้องให้โดยเร็ว ไม่สามารถหายเองได้ ส่วนไข้เลือดออกหายเองได้ แต่อาจต้องให้น้ำเกลือ รักษาแบบประคับประคอง ไม่มียาจำเพาะ

ส่วนโรคเท้าช้างพบน้อยมาก มาตรการของรัฐบาลคือไปตรวจเลือดคนพม่าเป็นหลัก ดูว่ามีเชื้อเท้าช้างอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามหมอคิดว่าเท้าช้างอยู่ในช่วงที่ควบคุมได้ ยุงที่จะกัดคนไข้ที่เป็นเท้าช้างแล้วจะแพร่ไปสู่คนอื่น ต้องมีลักษณะพิเศษบางอย่าง หมอหวังว่ายุงรำคาญตามบ้านเรือน คงจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้

ทั้งสามโรคเกิดจากยุง แต่ไม่น่าเชื่อว่าที่ไหนมีมาลาเรียที่นั่นไม่ค่อยพบไข้เลือดออก ไม่มีรายงานผู้ป่วยเป็นมาลาเรียพร้อมไข้เลือดออก เพราะเป็นยุงที่เป็นพาหะคนละประเภท รัฐบาลและกทม. ก็พยายามกำจัดยุงอย่างดีที่สุด แต่ไม่ง่ายเพราะมีแหล่งน้ำที่คนเข้าไปไม่ถึงเยอะแยะ ซึ่งยากที่จะควบคุมการเพิ่มจำนวนของยุงได้ แต่ในอนาคตถ้าเราคุมยุง ลูกน้ำ มีวัคซีนด้วย สถานการณ์จะดีขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือหาความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการดูแลตัวเองครับ


(update 18 มกราคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก   ปีที่ 23 ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600