ความเครียดเกิดจาก ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกายคนเรา
ถ้าคนเรา...เครียดพอเหมาะพอดี จะเป็นแรงส่งให้เราทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย
แต่ถ้าคนเรา...เครียดมากเกิน... จะส่งผลร้ายต่อร่างกาย โดยเฉพาะสมอง
ที่สำคัญ... ไม่มีใครหนีพ้นจากความเครียดได้สักราย
"ข้อมูลจากสถิติของคนที่ฆ่าตัวตาย พบว่าส่วนมากมีสาเหตุจากภาวะเครียดที่เรื้อรัง
จนมีโรคทางอารมณ์ตามมา เช่น โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์แปรปรวน โรคทางจิตเวช
หรือมีบุคลิกภาพที่เปราะบาง ทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ง่าย
หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมคนเราจึงมีความอดทนต่อความเครียดได้ไม่เท่ากัน
เรื่องเล็กของบางคนอาจทำให้อีกคนถึงกับเครียดจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับและล้มป่วย
กระทั่งตัดสินใจทำอะไรที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้
ในทางการแพทย์บอกว่า เพราะประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท
หรือโปรแกรมการควบคุมความเครียดของมนุษย์แต่ละคนไม่เท่ากันค่ะ
วันนี้ รักลูก จึงขอพาคุณไปรู้จักกับความเครียดในตัว
และหนทางจัดการดูแลไม่ให้ความเครียดออกมาวาดลวดลายทำร้ายใจและกายของเรากันค่ะ
ฮอร์โมนเครียด คือ คอร์ติซอล ถูกผลิตขึ้นจากต่อมหมวกไต
เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้าฮอร์โมนคอร์ติซอลก็เพิ่มขึ้นแล้ว เพื่อช่วยให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น
ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมอง ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมของร่างกายคนเราสำหรับการทำงานในเช้าวันไหมค่ะ
พอตกเย็นจนถึงช่วงที่เรานอนหลับ ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะค่อยๆ ลดลง
ตราบใดที่ระดับของคอร์ติซอลปกติ ร่างกายก็ทำงานได้อย่างปกติดี แต่ถ้าระดับคอร์ติซอลเพิ่มสูงเป็นเวลานานๆ
จะส่งผลต่อสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความจำ
ทำให้การทำงานของสมองส่วนนี้ลดลง เซลล์ประสาท แขนงประสาทจะลดลง
รวมทั้งไปขัดขวางเซลล์ใหม่ๆ ที่มีการสร้างขึ้นด้วย
ดังนั้นระหว่างตั้งครรภ์หากคุณแม่มีคอร์ติซอลสูง ลูกในครรภ์ก็จะได้รับไปด้วย
ครั้นหลังคลอดไปแล้วหากลูกได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ดี เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกแยกจากแม่
ล้อมรอบด้วยปัจจัยด้านลบก็จะมีผลต่อการปรับวงจรประสาทที่ควบคุมความเครียดของลูกน้อย
ซึ่งจะส่งผลต่อบุคลิกภาพการตอบสนองต่อความเครียดของลูกในภายหลังค่ะ
ขณะที่คนเราเกิดภาวะเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดจะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย
ส่งผลให้เกิดโรคบางโรค เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง กระเพาะอาหาร เป็นต้น
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดนั้นมีได้มากมาย เช่น ทำงานหนัก เรียนหนัก
ถูกบังคับให้เรียนหรือทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ขาดความรักความอบอุ่น ขาดการพักผ่อน
การมองตนเองในแง่ลบ วิตกกังวลมากเกินไป เป็นต้น
- แม่เครียด ลูกในท้องก็เครียด
เพราะระบบประสาทที่ควบคุมวงจรความเครียด จะหลั่งฮอร์โมนไปตามเส้นเลือดทั่วร่างกาย
และเลือดก็ถูกส่งไปที่สมอง ปกติคอร์ติซอลจะมีกลไกยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของตัวเองด้วย
นั่นคือที่มาของการที่คนเราเครียดแต่สามารถจัดการกับความเครียดนั้นได้
ซึ่งเป็นภาวะปกติที่ร่างกายเราควบคุมระดับฮอร์โมนตัวนี้ให้สมดุล
สำหรับลูกน้อยในท้อง รกจะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งคอยทำหน้าที่สกัดกั้นมิให้คอร์ติซอลผ่านไปถึงตัวทารกในท้อง
แต่ถ้าหากระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในตัวแม่มากเกินไปจากภาวะเครียด ทารกในท้องก็จะได้รับฮอร์โมนดังกล่าว
ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลต่อพัฒนาการสมองของลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานวิจัยสนับสนุน...
ในสัตว์ประเภทที่ช่วยเหลือตัวเองได้ทันทีที่เกิด เช่น แกะ วัว ซึ่งเกิดมาปุ๊บก็เดินได้เลย
พบว่าระบบการยับยั้งความเครียดจะพัฒนามาแล้วตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่ในสัตว์บางประเภทที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
เช่น หนู กระต่าย แมว รวมทั้งคนด้วย เมื่อแรกเกิดนั้นพัฒนาการสมองโดยเฉพาะระบบยับยั้งความเครียดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์นัก
ต้องอาศัยช่วงเวลาหลังคลอด อาศัยสิ่งแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาให้ระบบดังกล่าวสมบูรณ์ขึ้น
มีการศึกษาทดลองพบว่าเมื่อแม่ของสัตว์เหล่านี้ถูกทำให้เครียด มีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงขึ้น
พบว่าลูกสัตว์ที่คลอดออกมาจะมีระบบประสาทที่ยับยั้งความเครียดที่ไม่มีประสิทธิภาพ คือเครียดง่าย
หายช้า ในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อการทำงานของสมองหลายๆ ส่วน
การเติบโตของสมอง
- ทารกในท้องแม่ เซลล์สมองจะเพิ่มจำนวนขึ้นเร็วมากถึงนาทีละ 25,000,000 เซลล์
และแยกรูปร่างเป็นสมองกับไขสันหลังอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเดือนที่ 2-3 พออายุได้ 7 เดือนในท้องแม่
เซล์สมองจะมีถึง 1 แสนล้านเซลล์ มีการเชื่อมโยงกันระหว่างเซลล์สมองเป็นล้านๆๆ จุด
- แรกเกิด - 6 ปี สมองมีเครือข่ายและจุดเชื่อมต่อมากมาย ถ้าเด็กในวัยนี้ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี
มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม ได้รับการสัมผัสที่อ่อนโยน มีบรรยากาศที่อบอุ่นและสนุกสนาน สมองจะพัฒนาเต็มศักยภาพ
- แต่ถ้าเด็กเครียด กังวล หรือถูกทำร้ายซ้ำๆ บ่อยๆ ก็จะทำให้โครงสร้างของสมองปรับเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี
- วัยผู้ใหญ่ ปกติเมื่อเราเครียดหรือประสบเหตุวิกฤต สมองจะกระตุ้นการทำงานของต่อมต่างๆ
เพื่อหลั่งสารกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองอย่างทันควัน แต่ถ้าอยู่ในภาวะเครียดนานๆ
ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนชนิดนั้นๆ ตลอดเวลา ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า
นานวันเข้าจะมีผลต่อความจำและการทำงานส่วนอื่นๆ ของสมอง และนำไปสู่โรคภัยหลายชนิดได้
- สัมผัส คลายเครียดแบบง่ายๆ
เด็กเล็กๆ เครียดได้ด้วยหรือ ?
ต้องบอกว่าความเครียดนั้นมีหลายแบบ แบบที่เกี่ยวกับอารมณ์ในเด็กเล็กๆ คือ
การที่ถูกจับแยกจากแม่ทันทีหลังคลอด การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่บีบคั้น กับอีกแบบหนึ่งคือความเครียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์
เช่น ภาวะไม่สบาย ภาวะที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์นี้
เรามักไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ทั้งที่มันส่งผลต่อสมองเหมือนกัน
แม้ไม่มากเท่าความเครียดที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ก็ตาม
แล้วเด็กเล็กๆ เครียดได้หรือเปล่า ?
เครียดได้ค่ะ ถ้าเขาไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ที่เหมาะสม เช่น ถึงเวลากินไม่ได้กิน
อดอาหารก็ทำให้ร่างกายเครียดได้ คอร์ติซอลจะสูงขึ้น แล้วไปกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมความหิว
งานวิจัยสนับสนุน
มีการทดลองในสัตว์ เช่น หนู ลิง เป็นต้น โดยจับแม่ลูกแยกออกจากกันทันทีหลังคลอด วันละ 3-4 ชั่วโมง
พบว่าการกระทำดังกล่าวให้ผลคล้ายกัน คือส่งผลกระทบต่อระบบตอบสนองความเครียดของสัตว์ที่เป็นลูก
แต่เมื่อมีการทดลองเพิ่มขึ้น โดยการนำสัตว์ทดลองที่จับแยกออกจากแม่ 15 นาที
แล้วเอามาลูบด้วยแปรงจนนุ่มเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสขน ปรากฏว่าลูกหนูกลุ่มนี้จะไม่ตื่นกลัวง่าย
หรือหากเขาเผชิญกับความเครียดก็จะหายเครียดเร็ว ความจำดีกว่าลูกหนูที่เกิดจากแม่หนูที่เครียดระหว่างตั้งครรภ์
สัมผัส..ปรับแต่งระบบตอบสนองความเครียด
การลูบสัมผัสผิวลูกน้อย ตั้งแต่ศีรษะ แขนไปถึงขา อาจจะตอนอาบน้ำหรือเวลาคุณแม่ให้นมลูก
จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ผิวหนัง ทำให้แม่ลูกผูกพันกันและเด็กจะรู้สึกผ่อนคลาย
ซึ่งการสัมผัสนี้จะไปปรับแต่งระบบตอบสนองความเครียดของเด็กค่ะ
เด็กที่ได้รับการสัมผัสตลอดเขาจะมั่นใจ ไม่ตื่นเต้นกับเหตุการณ์ใหม่ๆ ง่ายนัก เจออะไรก็ปรับตัวง่าย
เพราะมันจะไปปรับแต่งวงจรประสาทที่ควบคุมความเครียดของเด็ก ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ อารมณ์
และการสนองตอบต่อความเครียดของเขาในอนาคต
รวมถึงการเลี้ยงดูที่ไม่ไปทำให้ลูกเครียด แต่ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา
ให้ลูกได้เจอสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ภายใต้การสนับสนุนที่มั่นคง
ก็จะทำให้ลูกเรียนรู้การปรับตัวปรับใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาได้อย่างเหมาะสม
- วัยเรียน อย่าให้ลูกเครียดเกินไป
เชื่อไหมคะว่า ความเครียดสามารถส่งต่อถึงกันได้ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง พ่อแม่ที่มีความเครียด
พฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างก็จะส่งไปยังลูกได้เช่นกัน เช่น พ่อแม่คาดหวังให้ลูกเก่ง
สอบเข้าโรงเรียนโน้นโรงเรียนนี้ได้ ความคาดหวังนี้ย่อมถูกแสดงออกผ่านท่าทางและคำพูดของพ่อแม่
ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ทำให้ลูกเกิดความเครียดเกินความกังวลได้ พอเครียดมากๆ
กลับไปทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ของลูกแย่ เลยยิ่งเครียดไปใหญ่
ความเครียดของเด็กวัยนี้ ส่วนหนึ่งยังอาจมาจากการที่พ่อแม่ทำงานจนไม่มีเวลาให้ มีเวลาให้ลูกน้อยมาก
และถึงแม้เวลาที่น้อยนั้น พ่อแม่ลูกจะแสดงต่อกันในเชิงบวกก็ตาม แต่ความเครียดที่คุอยู่ภายในตัวลูกกลับมีตลอดเวลา
และเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะลูกอาจจะรู้สึกขาด รู้สึกพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ได้ รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักได้
พ่อแม่บางคนกังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูกมาก เลยพาลูกไปเรียนพิเศษต่างๆ นานา
ทำให้ลูกมีเวลาส่วนตัวน้อยลง ยิ่งถ้าต้องเรียนต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยแล้ว ความเครียดของลูกจะทวีขึ้นมากทีเดียว
การสังเกตพฤติกรรมเด็กที่เปลี่ยนไปจากปกติหลังประสบภาวะเครียด
วัยแรกเกิด- 6 ปี เมื่อเด็กได้รับความเครียด พฤติกรรมที่แสดงออกจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียด เช่น
- เครียดในเกณฑ์ปกติ พฤติกรรมสมวัย มีการพัฒนาไปตามวัย คลาน ยืน เดน พูด
เหมาะสมตามอายุทั่วไปที่ควรจะเป็น
- เครียดปานกลาง เด็กจะมีพฤติกรรมผิดไปจากเดิม และบางอย่างจะมีพัฒนาการหยุดยั้งหรือถดถอยลงไปบ้างเล็กน้อย
เช่น ไม่ปัสสาวะรดที่นอนมานานแล้ว แต่พอมีความเครียดก็กลับไปมีอาการปัสสาวะรดที่นอนอีก โดยไม่มีสาเหตุโรคอื่น
เช่น โรคทางระบบทางเดินปัสสาวะและอายุก็เลยวัยปัสสาวะรดที่นอนแล้ว
เป็นตัวอย่างให้เราเห็นได้ว่าผิดปกติไปจากเดิมของเขาที่เป็นอยู่ค่ะ
- เครียดรุนแรงมาก เด็กจะมีพฤติกรรมหรือพัฒนาการที่พบว่าเปลี่ยนไป
ถดถอยไปมากกว่าวัยปกติของเขามาก หรือพัฒนาการที่ถดถอยขึ้นกลับไปเป็นเด็กมากขึ้น
เช่น อายุ 5-6 ปี แล้วกลับไปงอแงร้องดิ้นกับพื้นเหมือนเด็ก 2-3 ขวบ หรือเคยพูดจาปกติ
กลับไปพูดติดอ่างหรือไม่ยอมพูด เป็นต้น
งานวิจัยสนับสนุน...
จากการสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ พบว่าเด็กที่เครียดและแสดงออกทางอารมณ์โกรธ โมโห
เขาก็จะวาดหรือระบายสีโดยลงเส้นหนักๆ รุนแรง ออกแรงกดดินสอมากๆ หนักๆ วาดและระบายแบบไร้ระเบียบ
หรือภาพที่วาดออกมาดูรุนแรง เช่น มีการเข่นฆ่า ทำลายล้าง หรือเป็นภาพอาวุธต่างๆ เป็นต้น
ถ้าเด็กเครียดจะโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ถ้าเด็กเครียดและมีแนวทางปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ฝ่าฟัน ไม่เผชิญหน้า
ไม่พยายามเอาชนะอุปสรรค หรือมีพฤติกรรมไปในทางที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
เช่น อาจมีบุคลิกภาพที่ไม่มั่นคง ท้อแท้ไม่สู้ หมดอาลัยตายอยากหรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว โมโหง่าย
และถึงขั้นนำไปสู่การมีปัญหาทางจิต ทำร้ายร่างกายหรือคิดฆ่าตัวตายได้
เมื่อเครียด อาการดังต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันได้
ดังนั้นผู้ใกล้ชิดหรือพ่อแม่ควรคอยสังเกตเพื่อช่วยให้คนที่คุณรักได้ผ่านพ้นกับภาวะเครียดนั้นไปค่ะ
- คลื่นไส้อาเจียน
- หายใจไม่เต็มอิ่ม
- เบื่ออาหาร
- หัวใจเต้นเร็ว
- ปวดตามกล้ามเนื้อ บริเวณท้ายทอย หลัง หรือไหล่
- ปวดศีรษะ มึนงง
- รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ
- รู้สึกหมดหวังในชีวิต
- เหนื่อยหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร
- ไม่อยากพบปะผู้คน
- รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ
- รู้สึกซึมเศร้า หมดหวังในชีวิต
ถ้าวันนี้คุณกำลังรู้สึกเครียดอยู่ล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน ความคาดหวังในชีวิตครอบครัว
หรือแม้แต่การสูญเสียพลัดพรากจากคนที่รัก ต้องหาหนทางดับเครียดแล้วล่ะค่ะ
เพราะผลเสียของมันเยอะจริงๆ ต้องหาวิธีคลายเครียดโดยเร็วค่ะ หากคุณยังนึกไม่ออกลองวิธีต่อไปนี้สิคะ
1. มองในแง่บวก ต้องเริ่มจากความคิดของเราก่อนเป็นอันดับแรก
2. มองสิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นบทเรียน
3. เล่นกีฬาให้ใจได้สนุก
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
6. เล่าถึงความรู้สึกไม่สบายใจให้ญาติหรือเพื่อนฟัง เพื่อเป็นการระบาย
7. เขียนระบายความในใจลงกระดาษ
8. นั่งสมาธิ
9. ไปในสถานที่ที่ชอบ เช่น นวดคลายเครียดหรือสปา หรือเข้าร้านเสริมสวย
10. ทำงานอดิเรกที่ชอบ
11. ทำบุญตักบาตร
12. จัดการกับชีวิตประจำวันให้ลงตัว เช่น กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย
13. ฟังเพลงที่รู้สึกผ่อนคลาย
14. พาครอบครัวไปพักผ่อนต่างจังหวัด รับอากาศบริสุทธิ์
15. กลิ่นคลายเครียด เขาว่ากลิ่นโรสแมรีช่วยคลายความกังวล เพิ่มความตื่นตัว
กลิ่นลาเวนเดอร์ ทำให้คลื่นสมองของผู้ใหญ่มีลักษณะเดียวกับในยามผ่อนคลาย
16. พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้เครียด
17. ปรึกษาจิตแพทย์
ทุกอย่างในโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความเครียดเองก็เช่นกันค่ะ
เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความเครียดขึ้น แล้วเราสามารถจัดการดูแลมันได้ มีวิธีจัดการกับความเครียด
และพยายามไม่เครียดอยู่นานจนเกิดเป็นความเครียดที่เรื้อรังมาก นำด้านดีของความเครียดมาปรับเป็นประสบการณ์ในชีวิต
คือการมีสติ มองโลกในแง่บวก เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ความเครียดก็จะเป็นเพียงแค่อุปสรรคหนึ่งที่ฝึกให้เรารู้จักแก้ปัญหา
และหาทางออกที่เหมาะสมสอดคล้องกับตัวเราได้ค่ะ เราก็จะสามารถอยู่กับความเครียดที่ไม่มีใครหนีพ้นได้อย่างมีความสุขค่ะ
(update 9 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 274 พฤศจิกายน 2548 ]
|