ในการดำรงชีวิตปัจจุบันบัตรเครดิตถือว่ามีความจำเป็นในด้านการเงิน เพราะให้ความสะดวกในการพกพา
เราไม่ต้องมีเงินสดติดตัวมากๆ มีบัตรเครดิตเพียงใบเดียวก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก
ยิ่งกว่านั้นเวลาไปต่างประเทศก็ไม่ต้องเสียเวลาไปแลกเงิน เพราะนอกจากจะต้องค่าคอมมิชชั่นในการแลกเปลี่ยนเงินแล้ว
หากกลับมาถึงบ้านเงินที่แลกไปใช้ไม่หมดก็ต้องมาแลกกลับเป็นเงินบาทก็เสียค่าคอมมิชชั่นอีกต่อหนึ่ง
ปัจจุบันนี้คุณสามารถเซ็นบัตรเครดิตได้ไม่เกินวงเงินที่ผู้ออกบัตรกำหนดให้ อย่างไรก็ตาม
การใช้บัตรเครดิตมีข้อพึงระวังดังต่อไปนี้
1. บัตรเครดิตควรใช้เฉพาะยามจำเป็น เพราะถ้าเราไปเบิกเงินหรือเซ็นซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ มากๆ ก็หมายความว่าเราเป็นหนี้มากซึ่งเมื่อครบเดือนก็จะต้องจ่ายคืนมาก ถ้าไม่จ่ายคืนให้หมดก็จะถูกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 18.5% ต่อปี บัตรเครดิตบางชนิดที่ออกโดยบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร (คือบัตรเครดิตของ Non Bank) ก็อาจมีการหมกเม็ดเก็บค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยรวมกันปีหนึ่งสูงถึง 54% ดังนั้น การใช้บัตรเครดิตก็เพื่อความสะดวกในการซื้อ แต่ไม่ใช่เป็นบัตรที่จะสร้างหนี้ให้เราจำนวนมาก
2. ผมมีบัตรเครดิตจากแบงก์กรุงเทพแล้วผมเปิดบัญชีสะสมไว้ พอสิ้นเดือนก็ให้เขาตัดเงินจากบัญชีไปเลย ทำให้แต่ละเดือนแม้ผมจะเซ็นการ์ดไปบ้างก็ไม่เคยต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงมีความสะดวกและประหยัด ผมไม่ชอบจ่ายดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้ใคร
3. คนเราควรมีบัตรเครดิตเพียงใบเดียว ถ้าจำเป็นมากๆ ก็มีไม่เกิน 2 ใบ การมีบัตรหลายใบทำให้ใช้เงินเติบเปลืองค่าใช้จ่ายและเป็นหนี้มาก ไม่ควรเซ็นบัตรใบหนึ่งเพื่อไปจ่ายหนี้บัตรอีกใบหนึ่ง
4. ควรเลือกบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารเพราะเราเสียดอกเบี้ยถูกกว่าบัตรที่ออกโดย Non Bank อาจคิดดอกเบี้ยแพงมากถึง 50% ต่อปี
5. หากลูกๆ ของคุณจะขอบัตรเสริมก็ให้เฉพาะคนที่โตมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และจำกัดวงเงินไว้ เช่น 50,000 บาท อย่าให้มาก เมื่อลูกจบการศึกษาและทำงานมีรายได้เป็นของตัวเองแล้ว ก็ควรยกเลิกบัตรเสริมนั้น โดยให้ลูกไปขอบัตรเครดิตของตนเอง ดังนี้จะช่วยสอนให้ลูกมีวินัยทางการเงิน รู้จักคุณค่าและวิธีประหยัดรายจ่าย
6. คุณต้องระลึกว่าหากเป็นหนี้บัตรเครดิตมากและไม่จ่ายตามกำหนด นอกจากจะถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยแพงแล้ว ชื่ออาจเข้าไปอยู่ในบัญชีดำของศูนย์ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) ซึ่งทำให้คุณขอสินเชื่อหรือกู้ยืนเงินสำหรับกิจการอื่นๆ ยาก เช่น ขอกู้เงินซื้อบ้านหรือจัดหาทุนไปใช้ในการทำธุรกิจ การเงินของคุณจะติดขัดไปทั้งระบบ
7. พ่อแม่ต้องสอนลูกให้ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และมัธยัสถ์ รู้จักว่าอะไรควรจ่ายอะไรไม่ควรจ่าย
สำหรับลูกที่ทำงานมีรายได้ของตัวเองแล้ว จำเป็นจะต้องมีเงินออมเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และในยามตกยาก
คนเราไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จึงควรระมัดระวังในเรื่องการเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเป็นประจำ ต้องเก่งภาษาอังกฤษ
สมัยนี้โลกเราพัฒนาไปเร็วมาก ในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่นับแสนคน ดังนั้น
คนรุ่นหลังจะเข้ามาแข่งขันทำให้คนรุ่นก่อนหาเงินยากยิ่งขึ้น ถ้าไม่หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมแล้วสู้เด็กรุ่นหลังไม่ได้
การสอนให้ลูกทำงานตั้งแต่เล็กๆ เป็นการเสริมความรู้ สร้างวินัย ทำให้ลูกตระหนักต่อหน้าที่
ลูกควรช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก่อนก็ได้ และเมื่อโตแล้วจึงให้ทำงานที่ใช้ฝีมือมากขึ้น รวมทั้งส่งไปฝึกงานกับผู้อื่น
เพื่อให้รู้ว่าการเป็นลูกจ้างลำบากไหม โลกที่แท้จริงเป็นอย่างไร
(update 27 มีนาคม 2006)
[ ที่มา..
teen&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 118 มกราคม 2006]
|