นอนกรนรักษาได้

รศ.นพ.วีระชัย คีรีกาญจนะรงค์, รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธุ์


คุณเคยมีอาการอย่างนี้กันบ้างไหม
  • นอนตื่นสายทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนดึก
  • นอนมาก ตื่นก็สาย แต่ทำไมไม่สดชื่น แถมมีอาการง่วงๆ ซึมๆ อีกต่างหาก
  • หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ความสามารถในการจำลดลง
  • ตกบ่ายก็เกิดอาการหาว และอยากนอน
ไม่ว่าเพศใด วัยใด น้ำหนักขนาดไหน ถ้าหากมีอาการที่มีลักษณะเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกับอาการต่างๆ เหล่านี้ ควรสังเกตตนเองและพูดคุยกับคนใกล้ชิดว่าอาการเหล่านี้เป็นมากน้อยเพียงใด และควรใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น

เพราะไม่เช่นนั้น “การนอน จะไม่ใช่การพักผ่อนที่ดีที่สุด” ของคุณอีกต่อไป

การนอนหลับที่ปกติเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างหนึ่งรวมถึงการ “นอนกรน” แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้รับรู้ว่าการ “นอนกรน” มีอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดอย่างมาก

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคน “นอนกรน” เรื่องนี้ง่ายมากๆ นั่นคือ ถามคนใกล้ชิด (ไม่ว่าจะเป็น สามี ภรรยา หรือลูกหลานก็ได้) ถ้าไม่เชื่อก็ให้คนใกล้ชิดบันทึกเสียงขณะหลับไว้เปิดฟังในเวลาตื่นนอน ว่าเสียง “นอนกรน” ของตนรบกวนคนอื่นขนาดไหน

คราวนี้แหละ รู้แน่ๆ ว่า “นอนกรน” รบกวนคนใกล้ชิดขนาดไหน และตนเองจะมีอันตรายอะไรบ้าง ทำอย่างไรถึงจะไม่ “นอนกรน” อีกต่อไป


นอนกรนคืออะไร

นอนกรนคือความผิดปกติของการนอน มี 2 ชนิด ดังนี้
1. ชนิดไม่อันตราย ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเพียงแต่ก่อความรำคาญให้คนใกล้ชิดเท่านั้น

2. ชนิดอันตราย นั่นคือ หยุดหายใจขณะหลับ อันเนื่องมาจากมีการอุดตันของทางเดินหายใจขณะหลับ ภาวะอุดตันทางเดินหายใจส่วนบน และระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ

ใครบ้างที่นอนกรน

  • เพศชาย นอนกรนประมาณร้อยละ 25
  • เพศหญิง นอนกรนประมาณร้อยละ 15
  • ในกลุ่มอายุมากกว่า 40 ปี เพศชายนอนกรนร้อยละ 50 ในขณะที่เพศหญิงนอนกรนร้อยละ 40
  • ในกลุ่มคนทั่วไปที่นอนกรน พบว่าร้อยละ 1 หยุดหายใจขณะหลับ
  • สำหรับในกลุ่มผู้ชายสูงอายุและอ้วน พบหยุดหายใจขณะหลับร้อยละ 10

อะไรทำให้ "นอนกรน" และ "หยุดหายใจขณะหลับ"

1. อายุ ในคนที่มีอายุมาก เนื้อเยื่อต่างๆ ขาดความตึงตัว กล้ามเนื้อหย่อนยานรวมทั้งช่องทางเดินหายใจบริเวณคอแคบลง ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

2. เพศ เพศชายมีอุบัติการณ์การนอนกรนและภาวการณ์หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดตันทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าเพศหญิง เชื่อว่าฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ มีความตึงตัวที่ดีกว่า

3. ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้า คนที่มีคางสั้นมาก กระดูกใบหน้าแบน จะมีผลทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบกว่าปกติ

4. ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักมากจะมีการสะสมไขมันมากบริเวณลำคอและทรวงอก ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง การเคลื่อนไหวของหน้าอกแย่ลง

5. การดื่มสุรา ยาคลายเครียด และยานอนหลับ ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง รวมถึงกล้ามเนื้อในลำคอ เกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้ง่าย นอกจากนี้แอลกอฮอล์และยายิ่งมีผลกดการทำงานของสมองให้ช้ากว่าปกติ

6. การสูบบุหรี่ ทำให้ระบบทางเดินหายใจมีประสิทธิภาพแย่ลง

7. กรรมพันธุ์

นอนกรน "ชนิดไม่อันตราย"

ในขณะที่คนเรานอนหงายและหลับสนิท เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ในช่องคอ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนจะตกไปทางด้านหลัง

ในคนที่ช่องคอแคบกว่าปกติ เนื้อเยื่อเหล่านี้จะขวางกั้นทางเดินผ่านของอากาศ จึงเกิดเสียงกรนขึ้น เสียงกรนเหล่านี้จะรบกวนคนที่นอนด้วย ทำให้เกิดความรำคาญ หรือในรายที่อาการกรนตั้งแต่เริ่งหลับอาจรบกวนกระบวนการการนอนของผู้ป่วย ทำให้นอนสะดุ้งบ่อยจากเสียงกรนของตนเอง


นอนกรน "ชนิดอันตราย-หยุดหายใจขณะหลับ"

ในภาวะที่ผู้ป่วยมีช่องลำคอตีบมาก จากอวัยวะต่างๆ ในช่องคอ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อนหย่อนยานมากมีการขวางทางเดินหายใจจนถึงขนาดอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการกรนไม่สม่ำเสมอ กรนเสียงดังมาก อาจมีอาการสำลักน้ำลาย หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก หรือมีอาการหายใจหอบเหมือนอาการขาดอากาศ การขาดอากาศบ่อยครั้งทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อสุขภาพร่างกายหลายอย่าง

การหยุดหายใจขณะนอนหลับ ประกอบด้วย
1. การหยุดหายใจ หมายถึง สภาวะที่ไม่มีลมหายใจผ่านเข้า-ออกทางจมูก หรือปาก เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วินาที

2. หายใจแผ่ว หมายถึง สภาวะที่มีลมหายใจผ่านเข้า-ออกทางจมูก หรือปากลดลงร้อยละ 50 หรือมากกว่าเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วินาที โดยสังเกตได้จากการกระเพื่อมของทรวงอกและท้องลดลง
ขณะที่คนเราหยุดหายใจขณะหลับ ระดับออกซิเจนในหลอดเลือดแดงจะต่ำลง ทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะ หัวใจ สมอง ปอด

เมื่อออกซิเจนในเลือดลดลงถึงระดับหนึ่ง ร่างกาย (โดยเฉพาะสมอง) จะมีกลไกตองสนองภาวะนี้ โดยจะปลุกให้ตื่น มีอาการสะดุ้ง สำลักน้ำลายตนเอง เพื่อเปิดทางเดินหายใจและทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดอีก แล้วสมองก็จะเริ่มหลับอีกครั้ง การหายใจจะเริ่มติดขัดอีก ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง สมองก็จะปลุกให้ตื่นอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไปตลอดทั้งคืน ทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่

การนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่าง-กายมีผลกระทบถึงอวัยวะอื่นๆ เช่น ระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนของเลือด สมอง ปอด ทำให้ความดันเลือดสูงเกิดภาวะโรคหัวใจขาดเลือด สุขภาพแย่ลง จนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้


นอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับส่งผลกระทบอะไรบ้าง

ผลที่เกิดนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการตีบตันของทางเดินหายใจส่วนบน และภาวะของระดับออกซิเจนในเลือดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีผลกระทบ 2 ด้าน คือ ปัญหาด้านสังคม และ ด้านการแพทย์

ปัญหาด้านสังคม
มีตั้งแต่รบกวนผู้อื่น คนข้างเคียงที่นอนด้วย ความสัมพันธ์กับบุคลอื่นแย่ลง เกิดการอย่าร้างของสามีภรรยาหรือบางรายอาจรุนแรงถึงมีการฆาตกรรมได้

ปัญหาด้านการแพทย์
ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะมีผลต่อเนื่องตามมาหลายประการ เช่น
1. ความดันเลือดสูง เนื่องมาจากมีการหลั่งของสารบางชนิด เช่น สารอะดรีนาลีน ออกมาสู่ร่างกาย
2. ความดันในปอดสูงขึ้น เกิดภาวะหัวใจซีกขวาล้มเหลวได้
3. หัวใจเต้นผิดจังหวะ
4. โรคหัวใจขาดเลือด จากหลอดเลือดอุดตัน
5. โรคสมองขาดเลือด
6. ความสามารถทางด้านความคิดลดสมรรถภาพลง
7. บุคลิกเปลี่ยนแปลง
8.เพิ่มอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์และทางด้านอุตสาหกรรมโรงงาน

สังเกตอาการตนเองอย่างไร

บางครั้งผู้ป่วยที่นอนกรน ไม่ทราบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยหรือไม่ อาจให้คนข้างๆ สังเกตหรือพิจารณาว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

1. นอนกรนเสียงดัง
2. รู้สึกนอนไม่เต็มตื่น อ่อนเพลียหลังตื่นนอน ทั้งที่มีเวลานอนเพียงพอ
3. ตื่นนอนตอนเช้ามีอาการปวดศรีษะร่วมด้วย
4. ง่วงนอนบ่อย หรือหลับง่ายในช่วงกลางวัน ขณะทำงานหรือเรียนหนังสือ จนถึงขั้นมีอันตรายเช่นอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ (หลับใน) หรืออุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ
5. ความคิดการอ่าน ความสามารถในจดจำลดลง
6. หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยกว่าปกติ
7. ในเด็กอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ร่างกายไม่แข็งแรง ปัสสาวะรดที่นอน

ต้องการนอน "หลับสบาย" ปรึกษาใคร

เมื่อรู้สึกว่ามีปัญหานอนกรนหรือสงสัยว่ามีอาการหยุดหายใจขณะลับ นอกจากปรึกษาคนใกล้ชิดที่ช่วยสังเกตอาการขณะนอนหลับแล้ว ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหู คอ จมูก ปาก (โสต ศอ นาสิกแพทย์) และอายุรแพทย์ทางด้านโรคปอด ซึ่งจะให้การตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านได้

ตามสถิติแล้ว อาการนอนกรนและการหยุดหายใจจากการอุดตันทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่พบในบุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่ามาตราฐาน

ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และเกิดมากขึ้นเมื่อสูงอายุมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบปัจจัยเหล่านี้ผู้ป่วยก็ยังมีอาการกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ควรพิจารณาถึงอาการและผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการนอนที่ผิดปกติ เช่น อาการอ่อนเพลีย อาการปวดศรีษะตอนเช้า หรืออาการหมดสมรรถภาพทางเพศ หลับในช่วงกลางวันบ่อยๆ

ประวัติการใช้ยา การดื่มสุรา ประวัติครอบครัว โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นข้อมูลที่สำคัญในการดูแลและรักษา การใช้แบบทดสอบ (ล้อมกรอบ-3) สามารถช่วยบอกแนวโน้มของความผิดปกติได้


แนวทางการรักษา

การรักษาผู้ป่วยนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับแยกได้เป็น 2 แนวทาง คือ การรักษาโดยไม่ผ่าตัด และการรักษาโดยการผ่าตัด

การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
1. การควบคุมน้ำหนัก
ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตราฐาน การพยายามลดน้ำหนักลง มีรายงานทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่ลดน้ำหนักได้ร้อยละ 7.8 จะมีอัตราการนอนกรนลดลงถึงร้อยละ 30 ผู้ป่วยนอนกรนที่ลดน้ำหนักตัวลงจะมีเส้นผ่าศูนยืกลางของระบบทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น นอกจากนั้นหรือในคนอ้วนที่ลดน้ำหนักจะทำให้สุขภาพด้านอื่นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย

2. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และยากล่อมประสาท
แอลกอฮอล์และยากล่อมประสาทเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในผู้ป่วยที่นอนหลับยากควรเลือกการดื่มสารที่มีกาเฟอีน

3. การนอน
ผู้ป่วยที่นอนหงายจะมีอาการกรนและหยุดหายใจขณะหลับได้บ่อยกว่านอนตะแคงหรือนอนคว่ำ ในสมัยก่อนมีการใช้ถุงใส่ลูกเทนนิส 3-4 ลูกติดไว้ด้านหลังของเสื้อนอนเพื่อบังคับให้ผู้ที่ใส่นอนตะแคง หรือนอนคว่ำ (sleep balltechnique)

4. การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม
เครื่องมือทางทันตกรรมที่ใช้นี้จะมีลักษณะคล้ายๆ ฟันยางกันกระแทกของนักมวย แต่จะถูกดัดแปลงมาให้ปรับตำแหน่งของขากรรไกรล่าง ให้เคลื่อนมาทางด้านหน้ากว่าภาวะปกติ ทำให้บริเวณลิ้นเคลื่อนมาทางด้านหน้าด้วย

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ลักษณะอาการคอแห้งปากแห้ง มีอาการอักเสบของข้อกราม หรือในรายที่เครื่องมือชำรุด ชิ้นส่วนอาจตกเข้าไปในปาก ลำคอ หรือเป็นสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมได้

5. การใช้เครื่องอัดอากาศเพื่อช่วยหายใจขณะนอนหลับ (CPAP)
เป็นวิธีป้องกันการตีบแคบของช่องลำคอ โดยใช้แรงดันอากาศเป็นตัวถ่วงไว้ การใช้ CPAP (continuous positive airway pressure) เป็นการรักษาแบบเร่งด่วนอีกวิธีหนึ่ง ดังนั้น การใช้ CPAP มีข้อบ่งชี้คือ
ก. อาการหยุดหายใจขณะหลับอย่างรุนแรงในระดับมีอันตราย
ข. ผู้ป่วยมีอาการระบบหายใจล้มเหลว
ค. ผู้ป่วยมีออกซิเจนในเลือดลดลงมากอย่างรุนแรง
ง. ผู้ป่วยมีอัตราเสี่ยงต่อการผ่าตัดสูง
จ. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดและไม่ได้ผล
ฉ. ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาโดยการผ่าตัด
โดยทั่วไปข้อห้ามในการใช้ CPAP มีได้ดังนี้
1. ช่องจมูกตีบตันมาก
2. แรงดันอากาศที่ใช้เปิดช่องทางเดินหายใจสูงเกินไป
3. ควรงดใช้ CPAP ชั่วคราว ในขณะที่มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจ
4. มีลมรั่วเข้าช่องปอด
5. ผู้ป่วยปัญญาอ่อนหรือผู้ป่วยโรคจิต
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจาก CPAP มีบ้างเล็กน้อย เช่น
1. มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องจมูก พบได้ราวร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่ใช้ CPAP
2. มีอาการแสบตา เคืองตา ตาแห้ง จากกระแสลมรั่วจากหน้ากาก
3. ลมเข้ากระเพาะอาหารทำให้ท้องอืดโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีหูรูดหลอดอาหารย่อย
4. นอนไม่หลับจากเสียงรบกวน รำคาญเครื่องมือที่ใช้
การใช้ CPAP สามารถแก้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดินหายใจได้มากกว่าร้อยละ 90 ในผู้ป่วยที่ทนต่ออุปกรณ์หน้ากากได้ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมักเลิกใช้หลังจากใช้ไม่ได้เกิน 3 เดือน
การรักษาโดยการผ่าตัด

จุดประสงค์ของการผ่าตัดในการรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน คือ การขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น การที่จะพิจารณาผ่าตัดนั้น ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ส่วนมากแล้วมักต้องตรวจการนอนก่อน ตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัดขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของที่ตรวจได้ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับโพรงจมูก ระดับเพดานอ่อน และระดับโคนลิ้น
1. การผ่าตัดโพรง
2. การผ่าตัดภาวะตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่
3. การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้แสงเลเซอร์
4. การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรล่างเพื่อดึงกล้ามเนื้อของลิ้นมาทางด้าน
5. การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและขากรรไกรล่างมา
6. การรักษาโดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ
7. การผ่าตัดเจาะคอ

นอนกรนในเด็ก

สำหรับเด็กมีอันตรายจากการนอนกรนได้ โดยผลเสียที่เกิดได้ มีดังต่อไปนี้

1. กรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ หายใจแรง จนบางครั้งเห็นว่ามีรอยบุ๋มบริเวณหน้าอกและคอขณะหายใจเข้า

2. พัฒนาการของสมองและร่างกายจะแย่ลง เพราะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะนอนหลับ

3. ฮอร์โมนเจริญเติบโต (ซึ่งมีการหลั่งออกมาในขณะหลับสนิท) มีปริมาณลดลงไม่เพียงพอ เนื่องจากการนอนหลับไม่ดี ทำให้ร่างกายของเด็กที่เป็นไม่โตเท่าที่ควรโดยเฉพาะมีความสูงน้อยกว่าเด็กปกติ

4. ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือปัสสาวะรดที่นอนได้
5. หลับไม่สนิท นอนดิ้นไปดิ้นมา เหมือนนอนหลับไม่สบาย
6. ผวาตื่น หรือฝันร้าย

7. ในรายเด็กที่มีต่อมอะดินอยด์ใหญ่มาก จะอ้าปากเสมอเวลานอน ทำให้มีลักษณะกระดูกเพดานปากโก่งสูง ฟันหน้ายื่นเหยินออกมาจรผิดรูปได้ เนื่องจากเด็กหายใจเข้าออกผ่านทางปาก ไม่ค่อยหายใจทางจมูกซึ่งเป็นช่องทางหายใจตามปกติ

8. นั่งสัปหงกในห้องเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียนความสามารถในการจดจำลดลง เรียนหนังสือไม่เก่งทั้งๆ ที่น่าจะเรียนได้ดีกว่านี้

9. หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เพราะหลับไม่พอ

สาเหตุอาการนอนกรนในเด็ก

1. ต่อมทอนซิล (ที่เห็นอยู่ข้างลิ้นไก่ในคอทั้งสองข้าง) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องคอ

2. ต่อมอะดินอยด์ (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโต เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส

3. ภาวะจมูกอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวกต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น

4. ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีน้ำมูกขึ้น และจมูกบวม ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวกจึงนอนกรนได้

5. ภาวะที่มีเนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูกหรือมีผนังกั้นจมูกคด ซึ่งมักเกิดร่วมกับเยื่อบุจมูกบวมโตทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวกจึงนอนกรน

6. ในบางรายมีความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่ เช่น มีลิ้นโต เป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจได้ขณะนอนหลับ
การดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีอาการนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ จะรักษาตามสาเหตุที่เป็น ส่วนมากเป็นการผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดินอยด์


โดยสรุป

ภาวะนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการง่วง หลับในเวลากลางวันมากกว่าปกติทำให้ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ทำงานไม่ได้ผลและเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุจากการทำงาน และอุบัติเหตุทางรถยนต์

ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้เกิดโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด และสมองขาดเลือดได้ง่าย

การวินิจฉัย จากการใช้อาการและอาการแสดงแล้วยังสามารถใช้การตรวจการนอนหลับ ซึ่งให้ผลชัดเจนบอกลักษณะแสดงความรุนแรงของโรค รวมทั้งระดับออกซิเจนในเลือด

การรักษาที่สำคัญคือ การแก้ไขภาวะที่ทำให้มีการตีบตันขอบทางเดินหายใจ ถ้ามีสาเหตุชัดเจน เช่น การตีบของโพรงจมูก ต่อมอะดินอยด์โต ต่อมทอนซิลโต ให้ทำการผ่าตัด ถ้าสาเหตุไม่ชัดเจน อาจใช้เครื่องอัดอากาศในการรักษา ซึ่งได้ผลดี ในกรณีที่ผู้ป่วยทนต่ออุปกรณ์ดังกล่าวไม่ได้ อาจใช้ผ่าตัดตกแต่งบริเวณเพดานอ่อนและลิ้นไก่


(update 22 เมษายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 318 ตุลาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600