ปกป้องครอบครัวจากภัยอัมพาต


อัมพาตเป็นภาวะอ่อนแรงของร่างกายด้านใดด้านหนึ่งที่เป็นผลสืบเนื่องจาก “โรคหลอดเลือดสมอง” ที่เกิดความผิดปกติขึ้นอย่างกะทันหันและไม่สามารถคาดเดาก่อนได้ ทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงจากเลือดเลือดสมองตีบ อุดตันหรือแตก

ปัจจุบันพบว่าทั่วโลกผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่พบมากที่สุดในโรงระบบทางประสาท เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในประชากรไทยเป็นอันดับที่ 3 รองจากโรคหัวใจและมะเร็ง และเป็นโรคที่เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ

ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีความก้าวหน้าไปมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรอดชีวิตและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นแทนที่จะเสียชีวิตดังที่ผ่านมาในอดีต แต่ผลกระทบของการมีชีวิตอยู่กับภาวะอัมพาตนั้นไม่ได้เกิดเพียงเฉพาะผู้รอดชีวิตจากโรคหลอเลือดสมองเท่านั้น เพราะครอบครัวที่ดูแลผู้รอดชีวิตจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกๆ ด้านของชีวิตร่วมกัน

การฟื้นฟูสภาพร่างกายจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น จะเกิดผลดีอย่างเต็มที่ในเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังเกิดโรค แต่หลังจากนั้นแล้ว ความสามารถในการฟื้นฟูสภาพร่างกายจะเป็นไปอย่างช้าๆ หรืออาจจะไม่สามารถฟื้นฟูสภาพได้เลย ดังนั้น ผู้รอดชีวิตนานเกิน 1 ปี จึงต้องพยายามเรียนรู้ และปรับชีวิตอยู่กับความพิการที่เกิดขึ้นไปจนตลอดชีวิต ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวที่ดูแลผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองนานกกว่า 1 ปี จำเป็นต้องพยายามเรียนรู้ และปรับชีวิตอยู่กับผลของโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นกับผู้รอดชีวิตด้วยเช่นกัน “ครอบครัว” จึงเป็นแหล่งสนับสนุนที่สำคัญยิ่งของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองระยะยาว

จากการศึกษาบทบาทของครอบครัวที่ดูแลผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองระยะยาวนั้นพบว่า สมาชิกครอบครัวมุ่งเน้นให้การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้รอดชีวิต ทั้งเรื่องกิจวัตรประจำวัน และการดูแลที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง แสวงหาการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ มามากมาย รวมถึงเรียนรู้การดูแลให้เหมาะสมกับครอบครัวของตนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ส่วนการดูแลสุขภาพของสมาชิกครอบครัวนั้นพบว่า ผู้ดูแลหลักเป็นกลุ่มบุคคลที่ประสบกับปัญหาสุขภาพกาย และจิตมากกว่าสมาชิกครอบครัวคนอื่น เนื่องจากปฏิบัติกิจกรรมการดูแลติดต่อกันมาเป็นเวลานานและอายุที่มากขึ้น ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านมาเป็นปีจึงทำให้สมาชิกครอบครัวหันกลับมาให้การดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้ดูแลหลักมากขึ้น

บางคนที่ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองจากการเรียนรู้จากผู้รอดชีวิต จึงพยายามดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองกับตนเองในอนาคต ซึ่งเป็นการดูแลตนเองตามความรู้ความเข้าใจที่ตนมี เช่น พยายามออกกำลังกายมากขึ้น เลือกกินอาหารมากขึ้น หรือพบแพทย์เร็วขึ้นเมื่อตนเองไม่สบาย เป็นต้น

สมาชิกครอบครัวตระหนักถึงผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมองและตระหนักว่า ตนเองมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต แต่ตนเองก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เพียงแต่หวังว่าในอนาคตข้างหน้า โรคหลอดเลือดสมองคงจะไม่เกิดขึ้นกับตนเอง หลายคนถึงกับบอกว่า “ขอตายดีกว่าที่จะต้องเป็นอัมพาต”

ในขณะเดียวกัน สมาชิกครอบครัวอีกจำนวนมากไม่ได้คิดว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เช่น อายุยังน้อย แต่ผู้รอดชีวิตอายุมากแล้ว จากความเชื่อที่ว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นของผู้มีอายุมาก บางคนคิดว่าตนเองเล่นกีฬาเป็นประจำ ในขณะที่ผู้รอดชีวิตไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือผู้รอดชีวิตเป็นคนเครียดและโมโหง่ายซึ่งตรงข้ามกับตนเอง เป็นต้น

โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่เป็นโรคที่สามารถป้องกันก่อนได้

บุคลากรทางสุขภาพควรสร้างความตระหนักด้วยการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุ และอาการของโรคหลอเลือดสมอง สร้างรูปแบบหรือการรณรงค์เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ โดยการลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหลายประการ เช่น สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บริโภคอาหารที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เครียดง่ายและไม่สามารถจัดการความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น การประเมินภาวะสุขภาพของสมาชิกครอบครัวทุกคน เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เช่น ความดันเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น หากพบว่าสมาชิกครอบครัวคนใดมีภาวะโรคดังกล่าว ควรดูแลให้ได้รับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันอย่างต่อเนื่องร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสม

พฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ยังนำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกด้วย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง โรคปอดเรื้อรัง มะเร็ง เป็นต้น

ดังนั้น การปรับพฤติกรรมเสี่ยงจึงสามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังได้หลายโรค นอกจากนี้ ควรสร้างความตระหนักดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับชุมชนและสังคม

แนวทางปฏิบัติดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพได้ ควรมีการกำหนดอย่างชัดเจนเป็นนโยบายสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะรูปแบบการให้บริการสุขภาพที่บ้านเพื่อให้การดูแลสุขภาพเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ให้กับครอบครัวที่ดูแลผู้รอดชีวิตจากโรคหลอเลือดสมองระยะยาวที่บ้าน หรือการสร้าง “ทีมสหสาขา” เพื่อดูแลสุขภาพครอบครัวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

การมีพฤติกรรมสุขภาพดี ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ เป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรม การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นการปกป้องครอบครัวจากโรคหลอดเลือดสมอง และย่อมดีกว่าที่จะให้การดูแลเมื่อกลายเป็นผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันในชีวิต


(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 317 กันยายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600