คราวนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่องของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งแบงก์นี้ไม่ได้รับฝากเงินแต่รับเก็บสเปิร์มของผู้ชายแช่แข็งไว้ให้มาขอใช้
ผมคิดว่าเมื่อหญิงชายแต่งงานกัน ยอดปรารถนาประการหนึ่งร่วมกันก็คือการมีลูกไว้สืบสกุล หญิงชายบางคู่แต่งงานกันไม่นานก็มีลูกแล้ว บางคน 2 ปี 3 คนก็มีเพราะลูกแฝด คนไข้ของผมบางคนท้องแล้วท้องอีกไม่ยอมเลิกสักที สงสัยคงอยากจะเอาลูกไปสร้างทีมบาสเกตบอลหรือเปล่าก็ไม่รู้
ในทางกลับกัน หญิงชายบางคู่แต่งงานอยู่กินกันมานานแล้วกลับไม่ยอมท้องซะที เลยต้องไปหาหมอให้ช่วยทำให้ท้อง เสียเงินเสียทองกันเป็นแสนๆ แถมเจ็บตัวด้วยก็ยอมขอให้มีลูกก็แล้วกันบางคนโชคดีไปหาหมอแค่ไม่กี่ครั้งก็ท้องแล้ว บางคนไปตรวจตั้งหลายครั้งก็ไม่ท้อง สาเหตุที่ทำให้หญิงและชายที่แต่งงานกันและมีเพศสัมพันธ์ตามปกติแต่ฝ่ายหญิงก็ไม่ยอมท้องเสียทีมีมากมายจาระไนไม่ไหว แต่อย่างไรก็ตามมีสาเหตุอยู่สาเหตุหนึ่งที่สร้างความทุกข์พอควรก็คือ การที่ลูกอัณฑะของฝ่ายชายผลิตเชื้ออสุจิหรือ สเปิร์ม" (Sperm) ไม่ได้เลย ซึ่งสาเหตุที่ผลิตไม่ได้อาจมีได้หลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยคือการที่ฝ่ายชายเป็นโรคคางทูมที่ลูกอัณฑะ โรคนี้จะไปทำลายลูกอัณฑะไม่ให้สร้างสเปิร์มอย่างถาวร ดังนั้นไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหนก็ฟลาวหมดแหละครับ ถ้าอยากให้ท้องจึงเหลือทางเลือกแค่ว่าต้องไปเอาสเปิร์มจากคนอื่นมาผสมแทน จึงเป็นที่มาของธนาคารอสุจิ หรือ Sperm Bank ที่จะกล่าวถึงต่อไปไงเล่าครับ
Sperm Bank ?
โดยปกติแล้วสเปิร์มของคนเราที่ปล่อยออกมาเวลามีเพศสัมพันธ์มักจะตายได้ง่าย แต่ถ้าเรานำมาแช่แข็งไว้กลับพบว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเลยทีเดียว จากความรู้ดังกล่าวจึงทำให้เราสามารถสร้างระบบเก็บสเปิร์มไว้ใช้ได้ในเวลายาวนานเช่นกันหน่วยงานที่รับผิดชอบในการสรรหาและเก็บสเปิร์มไว้ใช้เรียกชื่อว่า Sperm Bank หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ธนาคารอสุจิ
เมื่อคู่สามีภรรยามีปัญหาไม่มีบุตรจากการที่สามีไม่สามารถผลิตสเปิร์มได้เลย ก็สามารถไปขอใช้บริการคือไปขอสเปิร์มจาก Sperm Bank ได้ การที่ต้องมี Sperm Bank ก็เพื่อประโยชน์หลายอย่าง ลองคิดดูนะครับว่าถ้าคุณมีปัญหาไม่มีสเปิร์มแต่อยากมีลูก คุณจะไปขอจากใครได้ เพราะคงไม่มีใครให้หรอกครับ หรือถ้าขืนให้คุณจะทำใจรับได้หรือครับ
ถี่ถ้วนพร้อมเก็บความลับ
Sperm Bank อาจได้รับสเปิร์มจากการบริจาคหรือขายจากผู้ชายคนหนึ่งคนใด เมื่อได้รับสเปิร์มมาแล้ว จะต้องนำสเปิร์มนั้นมาตรวจโดยละเอียดว่ามีโรคติดเชื้อหรือความผิดปกติอะไรอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องทิ้งไป ถ้าไม่มีและตรวจแล้วว่าเป็นสเปิร์มที่มีคุณภาพดี ก็จะแช่แข็งไว้ประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นจะนำมาตรวจซ้ำอีกทีว่าไม่มีเชื้อโรคอะไรแน่นอน เพราะถ้าเกิดมีเชื้อโรคบางอย่างโดยเฉพาะโรคเอดส์จะเป็นอันตรายได้ ภายหลังการตรวจครั้งที่สองแล้วพบว่าสเปิร์มที่มีคุณภาพดีไม่มีเชื้อโรคอะไร Sperm Bank ก็จะเก็บสเปิร์มแช่แข็งไว้ใช้โดยจะมีรายละเอียดพอควรว่าสเปิร์มนั้นมาจากคนรูปร่างอย่างไร สีผิวอะไร เป็นต้น อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เก็บจะต้องเป็นความลับสุดยอด คือต้องไม่รู้ว่าสเปิร์มนั้นเป็นของใครและจะเก็บข้อมูลในรูปของรหัสไม่มีการระบุชื่อคนเมื่อคู่สามีภรรยาตัดสินใจร่วมกันแล้วว่าอยากจะมีบุตรแม้จะต้องใช้สเปิร์มจากคนอื่นก็ตาม จึงจะสามารถไปขอใช้บริการที่ Sperm Bank ได้ ถ้ายังตัดสินใจร่วมกันไม่ได้ Sperm Bank ก็จะไม่ยอมให้สเปิร์มโดยเด็ดขาด คู่สามีภรรยามีสิทธืที่จะเลือกสเปิร์มได้บ้างว่าอยากได้จากชายที่มีลักษณะใด เช่น ถ้าสามีผิวขาวก็ควรใช้สเปิร์มจากคนผิวขาวเช่นกัน เป็นต้น
เมื่อได้สเปิร์มมาแล้วคุณหมอก็จะนำมาฉีดใส่เข้าไปในช่องคลอดหรือที่ปากมดลูกของภรรยา โดยคะเนวันเวลาให้เหมาะสมขณะฉีด เช่น วันที่น่าจะคาดว่ามีตกไข่ เป็นต้น หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งพบว่าส่วนมากก็จะมีการตั้งครรภ์ได้ในเวลาไม่นานถ้าไม่มีปัญหาอื่นร่วมด้วย การกระทำดังกล่าวนี้บางคนเรียกว่า ทำผสมเทียม
ธนาคารนี้ ยอดฝากน้อย
ปัญหาหลักของ Sperm Bank ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่มีมานานแล้วแม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีปัญหานี้อยู่เช่นเดิมก็คือ การจะหาคนที่อยากบริจาคสเปิร์มหรือแม้กระทั่งขายสเปิร์มทำได้ค่อนข้างยากมาก ลองนึกดูซิครับว่าถ้ามีใครสักคนเดินไปที่ Sperm Bank แล้วบอกว่าจะมาบริจาคจะรู้สึกอย่างไร ผมคนหนึ่งละครับที่คงทำไม่ได้
จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้หลายหน่วยงานจำเป็นต้องนำสเปิร์มของคนเดิมๆ ที่เก็บไว้มาใช้ซ้ำกันหลายครั้ง ท่านผู้อ่านท่านใดคิดวิธีบริจาคสเปิร์มที่ดูเก๋และไม่ต้องเขินมาก ลองเขียนมาบอกกันบ้างก็จะดีนะครับ ถ้าเข้าท่าผมจะขอรางวัลจาก Modern Mom ให้ครับ
ในสมัยที่ผมยังเป็นแพทย์ฝึกหัดซึ่งนานมากแล้ว ส่วนมากอาจารย์ที่รักษาคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากจากการที่สามีไม่มีสเปิร์มก็มักจะขอสเปิร์มเอาจากนักศึกษาแพทย์นั่นแหละครับ เพราะขอได้ค่อนข้างง่ายและเชื่อว่าสเปิร์มของนักศึกษาแพทย์น่าจะเป็นสเปิร์มที่ดี เพราะอย่างน้อยก็เป็นสเปิร์มของคนเรียนเก่ง ปัจจุบันจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าไม่รู้
ปัญหาของการใช้สเปิร์มผู้อื่น
ถ้าพูดกันตามหลักทฤษฎีแล้ว การจะขอใช้บริการจาก Sperm Bank สามารถขอใช้บริการได้ทั้งคู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตรจากการที่สามีไม่มีเชื้ออสุจิ หรือจากผู้หญิงสักคนหนึ่งที่อยากมีลูกแต่ไม่อยากมีสามี
ทั้งสองกรณีดังกล่าวผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะคิดจะทำกันง่ายๆ เลยครับ ลบองคิดดูนะครับว่าถ้าเป็นกรณีที่คู่สามีภรรยาต้องการมีบุตรโดยการใช้สเปิร์มของผู้อื่นแทนสามี ปัญหาที่ตามมาจะมีอะไรบ้าง อย่างแรกก็คือตัวสามีต้องรู้แน่นอนว่าลูกที่เกิดมาไม่ใช่ลูกของตัวเอง ในอนาคตสามีจะรับได้หรือไม่ ถ้าเผอิญเกิดปัญหาชีวิตคู่ในภายหลัง เช่น อย่าร้าง ลูกจะอยู่กับใคร สามีจะยอมรับบุตรหรือไม่ หรือถ้าเผอิญลูกที่เกิดมาไม่เหมือนพ่อกับแม่เลย แต่ไปเหมือนคนอื่นจะทำอย่างไร และส่วนมากความลับมักจะไม่ค่อยมีในโลก ถ้าลูกมารู้ทีหลังว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพ่อจะทำอย่างไร
ส่วนในกรณีที่ผู้หญิงไปขอเชื้ออสุจิมาผสมเทียมให้ตั้งครรภ์โดยไม่มีคู่สมรส เรียกว่าเป็นเด็กที่เกิดมามีแต่แม่ไม่มีพ่อ จะมีปัญหาสำหรับลูกหรือเปล่า เท่าที่ผมมีประสบการณ์จากการเคยดูแลคุณแม่ที่มีลูกแต่อย่าขาดจากสามียังพบว่าลูกมีปัญหาไม่น้อยเลย ไม่ว่าปัญหาการเรียน การคบเพื่อน ยิ่งเป็นเด็กที่ไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใคร จะไม่ยิ่งมีปัญหามากขึ้นไปอีกหรือครับ
โชคดีที่กฎหมายบ้านเมืองเรายังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงโสดไปขอรับบริการจาก Sperm Bank ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราอาจจะมีเด็กที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีพ่อเป็นจำนวนมากก็ได้ และรูปแบบของความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมอาจเปลี่ยนแปลงจนเราคาดไม่ถึงก็ได้ เช่น ถ้ามีแต่แม่กับลูกผู้ชาย ไม่รู้ว่าโตขึ้นลูกจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะหาพ่อเป็นแบบอย่างไม่ได้ เป็นต้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมไม่ทราบว่าในต่างประเทศเขายอมให้ผู้หญิงมีลูกโดยไม่มีพ่อกันบ้างหรือเปล่า ผมเคยคุยกับเรื่องซึ่งเป็นพยาบาลสมัยไปเรียนที่อิสราเอลเห็นเขาว่าที่นั่นยอมให้มีได้ เท็จจริงอย่างไรก็ไม่ทราบครับ
การรักษาภาวะไม่มีบุตรจากการที่ฝ่ายชายไม่มีสเปิร์มโดยการใช้สเปิร์มของผู้อื่นเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้ แต่ก่อนใช้บริการนี้ควรได้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาทั้งต่อตัวคู่สามีภรรยาและบุตรที่จะเกิดมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเวียก่อน และขออวยพรให้คู่สามีภรรยาทั้งหลายมีลูกที่น่ารักโดยไม่ต้องใช้บริการของ Sperm Bank นะครับ
(update 7 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol. 11 No. 127 May 2006]
|