ตั้งรับบทบาท Single Mom


เมื่อตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางของ Single Mom แล้ว แม่คนนี้ดูแลชีวิตที่จะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปให้มีความสุขได้อย่างไร

"แม่จ๋า พ่อหนูไปไหน” ลูกสาวถามแม่ด้วยความสงสัย “แม่ครับไม่เห็นพ่อมารับผมบ้างเลย” เสียงลูกชายเปรยกับแม่ด้วยความสงสัยเช่นกัน ด้วยความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันกับผู้เป็นแม่ เมื่อได้ฟังลูกพูดอย่างนั้นแม่ก็จะตอบลูกอย่างทันทีว่า “ตอนนี้พ่อไม่อยู่ลูก” หรือ “รู้สึกพ่อเขาไม่ว่างนะลูก” หรือ “เขาไม่สนใจเรา เราก็ไม่ต้องไปสนใจเขา”

คำที่แม่ตอบออกมาจะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นกับอารมณ์ขณะนั้นว่ารู้สึกอย่างไร อาจจะเป็นความรู้สึกกังวลใจ ละเหี่ยใจ เสียใจ ไม่สบายใจ หงุดหงิดหรือโกรธก็ได้ และไม่เพียงแต่อารมณ์เท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับความคิดและทัศนคติที่มีต่อคู่ชีวิตของตนด้วย อาจจะคิดในทางตำหนิติเตียน ประณามหรือให้อภัย ทั้งยังขึ้นกับความคาดหวังด้วยว่าผู้เป็นแม่มีความคาดหวังกับคนที่เป็นพ่อของลูกไว้อย่างไร


สำคัญที่ “สติ”

เมื่อตอบลูกไปแล้วแม่ส่วนใหญ่จะมีระบบความคิดที่หมุนวนกับความวิตกกังวลว่าลูกจะเป็นทุกข์ ลูกจะไม่สบายใจ ลูกจะคิดอย่างไร แล้วจะมีผลกระทบต่อชีวิตของลูกในอนาคตหรือไม่ จะกลับไปคืนดีกับสามีดีหรือไม่ หรือครอบครัวแม่ลูกจะไปรอดได้อย่างไร ระบบความคิดยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ามิรู้จบ บางทีความคิดก็ชะงักพักลงได้บ้าง แต่แล้วก็หวนกลับมาคิดอีก จนกระทั่งเกิดความทุกข์ท่วมท้นจนสมองหนักอึ้ง และมึนทึบไปหมด พลังจิตพลังใจดูเหมือนจะห่อเหี่ยวและเหือดแห้งลงจนเกิดอารมณ์เศร้าหมองได้

ความจริงชีวิตปัจจุบันของเราทุกคนในวันนี้รวมทั้งคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกตามลำพังนั้น เราต้องฟันฝ่ากับความทุกข์อย่างมากมายอยู่แล้ว จึงอยากจะเรียนท่านผู้อ่านครับว่า ในเมื่อปัจจุบันเราก็มีเรื่องมากมายอยู่แล้ว ไยจึงจะต้องเอาเรื่องในอดีตมาเสริมทุกข์ให้มันหนักขึ้นไปอีกทำไมเล่า

หลายท่านอาจจะบอกว่าเราห้ามความคิดของเราได้ยาก เผลอนิดเดียวก็คิดไป หมุนไป วนไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยจะรู้สึกจบลงได้จริงครับ เราห้ามความคิดได้ยาก แต่เราควรจะพยายามนึกให้ได้ นึกให้ออกและนึกให้ทันว่านี่เรากำลังคิดเรื่อยเปื่อย เปล่าประโยชน์จริงๆ เพียงแต่นึกออกว่าเรากำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือเป็นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้ว เราก็สามารถหยุดคิดลงได้ชั่วคราว แต่ถ้านึกออกได้บ่อยๆ เราก็จะหยุดคิดได้บ่อยๆ เหมือนกัน

การนึกได้หรือนึกออกว่าเรากำลังจะคิดจะพูดหรือจะทำอะไรตรงนี้เราเรียกว่าการมี “สติ” “เข้มแข็ง” คาถาสร้างสุข

เราลองมาพิจารณาครอบครัวที่ขาดพ่อและมีแต่แม่เป็นผู้ดูแลลูกตามลำพังนั้น จะมีผลกระทบต่อลูกในอนาคตอย่างไรกันบ้างครับ

งานวิจัยหลายชิ้นจากประเทศในแถบยุโรปและอเมริกามีบทสรุปว่าในครอบครัวที่มีแม่เพียงลำพังดูแลลูกนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับลูกในครอบครัวที่มีพ่อแม่อยู่ครบถ้วน พบว่าเด็กๆ มีพัฒนาการไม่แตกต่างกัน การเกิดปัญหาทางด้านจิตใจก็ไม่แตกต่างกัน การประสบความสำเร็จในอนาคตของเด็กๆ ก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าถ้าแม่ที่ดูแลลูกตามลำพังคนเดียวนั้นมีสุขภาพจิตดี ไม่เศร้าหมอง เป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นตนเอง มีความแข็งแกร่งของจิตใจ มีความสงบของจิตใจ มีคุณธรรม มีความกล้าหาญ พร้อมจะฟันฝ่าอุปสรรคและมีความรักลูกแบบเดินสายกลาง มีประชาธิปไตยกับลูก ถ้าแม่มีคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องดีหมดทุกอย่างนะครับ เพียงแต่ขอให้เป็นคนที่เข้มแข็งก็ใช้ได้

ขณะที่ดูแลลูกตามลำพังนั้นคุณแม่ต้องหนักแน่นและเชื่อมั่นตนเองให้มากๆ

ทำไมผมต้องเน้นประเด็นว่าต้องหนักแน่นและหนักแน่นให้มาก เพราะว่าเมื่อเกิดมีความระส่ำระส่ายในครอบครัวนั้น แค่เฉพาะเหตุการณ์ในครอบครัวหัวใจของผู้เป็นแม่ก็ย่ำแย่อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงยังจะมีการเสริมสภาวะให้มันดูแย่ลงไปอีก คือจากสังคมรอบข้าง เช่น จากญาติพี่น้องซึ่งจะต้องมาออกความคิดเห็นต้องมาถามไถ่ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงไม่ทำอย่างนี้ แล้วต่อไปจะเอาอย่างไรกัน สังคมรอบบ้านก็จะพูดพาดพิงซุบซิบเรื่องของครอบครัว ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักในวงสังคม หรือที่เราเรียกว่าบุคคลสาธารณะผลกระทบก็จะยิ่งนานและกว้างไกล ผลกระทบเหล่านี้สร้างความสะเทือนใจที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นและรุนแรงขึ้น

ว่ากันตามปรัญชาและความเป็นจริงแล้วผลกระทบเหล่านี้จะไหลบ่าเหมือนน้ำป่า คือไหลมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านไปก็คือจบไป หมดไป อะไรที่ผ่านมาแล้วก็หมดไปจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีสาระ เราจึงไม่ควรไปสนใจกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ เพียงรับรู้แล้วก็ทำเฉยๆ ไว้ สถานการณ์ทุกอย่างจะปรับตัวและดีขึ้นได้เอง


แม่...คือเสาหลัก

สำหรับลูกโดยเฉพาะลูกชาย แม่หลายคนจะกังวลว่าเมื่อครอบครัวขาดพ่อไปคนหนึ่งแล้ว ลูกชายจะได้แบบฉบับผู้ชายจากที่ไหน ลูกจะเพี้ยนผิดเพศไปหรือไม่

ผมต้องขอตอบว่าไม่ต้องกลัวลูกจะเพี้ยนผิดเพศเลยครับ ถ้าคุณแม่ทำตัวเองให้เข้มแข็ง บอกลูกตามตรงว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วด้วยเหตุผลบางประการ แต่พ่อเขายังรักลูกอยู่ พ่อเขายังเป็นพ่อที่ดีของลูกอยู่ และแม้พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธกัน และยังเป็นพ่อและแม่ของลูกอยู่อย่างเดิม

แม่จะต้องประคองอารมณ์ให้เข้มแข็ง แช่มชื่น มั่นใจ พร้อมที่จะปกป้องลูก คือเป็นทั้งพ่อและแม่พร้อมกันในตัวของแม่ และขอให้ดูลูกอย่างสายกลาง คือไม่รักและตามใจลูกจนเกินไป ไม่ควรปกป้อง ประคบประหงมมากจนเกินไป ไม่ควรดูแลลูกอย่างวิตกกังวลจนเกินไป ไม่ควรจุกจิกและเจ้าระเบียบกับลูกมากจนเกินไป ไม่ควรปฏิเสธและลงโทษลูกมากจนเกินไป และถ้าดูแลให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นตัวของตัวเอง คุณแม่ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด

และเมื่อเวลาลูกโตขึ้นประสบความสำเร็จตามที่คาดหมาย คนที่เป็นคุณแม่ก็จะมีความภาคภูมิใจเป็นที่สุด ที่แม้จะเป็นพลังของแม่คนเดียว ฉันก็สามารถเลี้ยงและดูแลลูกได้เป็นอย่างดี


(update 15 มีนาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 121 พฤศจิกายน 2005]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600