ในยุคที่การสื่อสารระหว่างกันไม่ว่าจะมุมไหนของโลกทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันใจ และไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ในการติดต่อธุรกิจเท่านั้น แม้แต่การฝากครรภ์ของคุณแม่ก็สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยของมือถือเครื่องเล็กๆ นี้
เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าคุณแม่ส่วนมากก็มักจะมีความคาดหวังคล้ายๆ กันทั้งนั้นแหละครับ ที่หวาดกลัวก็คือลูกจะพิการ ไม่แข็งแรง กลัวตัวเองได้รับอันตรายจากการคลอดส่วนที่หวังก็คืออยากให้ลูกสมบูรณ์แข็งแรง เฉลียวฉลาด และ ตัวเองปลอดภัยจากการคลอด เป็นต้น
ทั้งความคาดหวังและความวิตกกังวลต่างๆ ดังกล่าว ทำให้คุณแม่ส่วนมากพยายามแสวงหาทั้งโรงพยาบาลที่จะไปคลอดและคุณหมอที่จะดูแลกันอย่างมาก บางคนเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นเลยก็มี กว่าจะเจอหมอหรือโรงพยาบาลที่ถูกใจหรือไว้ใจบางคนจวนจะคลอดอยู่แล้วยังเปลี่ยนหมอเลยก็มี
ผมคิดว่าคงไม่เล่าเกี่ยวกับวิธีเลือกหมอหรือโรงพยาบาลอีกแล้วครับ เพราะเล่าไปแล้วใน Modern Mom ฉบับก่อนๆ ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็ลองกลับไปหาอ่านดูนะครับ สำหรับในครั้งนี้ผมคิดว่าจะคุยกับคุณแม่ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณแม่เวลาตั้งครรภ์
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบก็คือ ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งจะใช้เวลายาวนานถึงประมาณ 10 เดือน แม้ว่าคุณจะไปฝากครรภ์กับคุณหมอที่ไว้วางใจหรือสนิทสนมเพียงใดก็ตาม ส่วนมากคุณแม่ก็มักจะมีโอกาสพบกับคุณหมอประมาณ 10-15 ครั้ง เท่านั้น และมนแต่ละครั้งที่มาตรวจ คุณแม่อาจมีโอกาสพูดคุยกับคุณหมอ ไม่มากมายอะไรแค่ประมาณ 15-20 นาทีเท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นคุณ หมอที่มีชื่อเสียง มีคนมากฝากครรภ์ด้วยเยอะ โอกาสคุณจะยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก บางคนมีโอกาสคุยแค่ 5-10 นาที หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้คุยเลยก็ได้ คุณแม่ที่มีปัญหาค้างคาใจค่อนข้างมากก็เลย หมดโอกาสถามคุณหมอ หมอบางคนก็อยากจะอธิบายให้คุณแม่ ฟังยาวๆ ก็ไม่มีเวลาเช่นกัน เพราะยังมีคุณแม่คนอื่นรอตรวจอีกเยอะ ดังนั้นการตั้งครรภ์แต่ละครั้งที่ว่านานถึง 10 เดือน นับดูให้ดีคุณแม่อาจมีเวลาที่พบกับคุณหมอรวมๆ กันแล้วอาจแค่สัปดาห์เดียวก็เป็นได้
เมื่อหาคำตอบจากคุณหมอไม่ได้เต็มที่ คุณแม่หลายคนก็เลยไปหาคำตอบจากแหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อน ญาติ หรือจากสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต รวมทั้งจากอีกสารพัดสื่อ เท่าที่ผมสังเกตดู พบว่าคำตอบคือแนะนำสำหรับปัญหาต่างๆ ที่ได้จากตัวบุคคล เช่น จากเพื่อนหรือญาติ มักจะเป็นคำตอบหรือคำแนะนำที่ได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เล่าที่เคยคลอดมาก่อน หรือบางคนฟังคนอื่นแล้วเอามาเล่าให้ฟังอีกที ซึ่งข้อมูลจำนวนไม่น้อยผมว่าค่อนข้างมั่ว ยิ่งไปเจอบางคนที่ชอบเล่าอะไรให้มันดูตื่นเต้น หรือเล่าแล้วคุณแม่ประสาทรับประทานได้ยิ่งดี ถ้าเจอแบบนี้หลีกๆ ไว้บ้างก็ดีนะครับ
ส่วนข้อมูลจากส่วนต่างๆ มีไม่น้อยเหมือนกันที่เชื่อไม่ได้หรือขัดแย้งกันจนไม่รู้จะเชื่อสื่อไหนดี ซึ่งก็ก่อให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน
ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านการสื่อสารได้ก้าวไปไกลจนคนเราสามารถติดต่อพูดคุยกันได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ผมเชื่อว่าอีกไม่นานคงคุยกันไปมองเห็นหน้าตากันไปด้วยอย่างแน่นอน ผมเลยคิดว่าทำไมเราไม่นำเอาความก้าวหน้าด้านการสื่อสารมาผสานกับการฝากครรภ์แบบเดิมๆ ที่ทำกันมานานแล้วซะ ผมว่าน่าจะทำให้การฝากครรภ์ของคุณแม่เป็นไปด้วยดีและทำให้คุณแม่อบอุ่นใจเหมือนมีหมออยู่ข้างกายโดยไม่ต้องเป็นภรรยาหมอก็ได้นะครับ
ผมและทีมคณะวิจัยที่ศิริราชได้ลองใช้มือถือเป็นอุปกรณ์ช่วยในการดูแลคุณแม่ที่ฝากครรภ์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยจะส่งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์เป็นข้อมูลสั้นๆ ทาง SMS ให้คุณแม่ทราบเป็นระยะๆ ข้อมูลที่ให้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และความผิดปกติหรือปัญหาที่คุณแม่ต้องรีบมาพบคุณหมอ
สำหรับความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ จะแบ่งออกเป็นแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ โดยในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ก็จะทยอยส่งข้อความที่ควรรู้ของแต่ละช่ววงของการตั้งครรภ์ไปให้ เช่นในไตรมาสแรกจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ท้อง อาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าว เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดหลัง ปวดเอว ในไตรมาสที่สองก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทาง การทำงานหรือเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
ส่วนความรู้เกี่ยวกับอาการผิดปกติหรือปัญหาที่อาจพบได้ เช่น ถ้ามีไข้เลือดออก ปัสสาวะแสบขัด ก็จะแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร หรือไปพบแพทย์ทีไหนอย่างไร
นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้คุณแม่สอบถามข้อสงสัยที่อาจจะหาคำตอบจากความรู้ที่ได้จากการรับ SMS ไม่ได้อีกด้วย
ผลของการใช้มือถือช่วยการฝากครรภ์พบว่าคุณแม่มีความสบายใจคล่ายกับมีคุณหมออยู่ใกล้ๆ ทำให้คลายความวิตกกังวลได้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าทำให้หลายคนมีอาการผิดปกติมารับการตรวจรักษาอย่างทันการ เช่น บางคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีไข้และปวดหลังก็รีบมาโรงพยาบาลตามคำแนะนำ ภายหลังการตรวจพบว่ากรวยไตอักเสบ คุณหมอรีบให้ยารักษาทำให้โรคหายได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเทียบกับบางรายที่ไม่รีบมาหาคุณหมอเพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร กว่าจะมาหาคุณหมอก็เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว และรักษาก็ยุ่งยากมากขึ้น บางคนที่มีเลือดออกมาและรีบมาโรงพยาบาลตามคำแนะนำ ตรวจพบเป็นรกเกาะต่ำได้รับการรับไว้ในโรงพยาบาลและผ่าตัดคลอดอย่างปลอดภัย
ผมมีโอกาสประชุม Tele-conference ร่วมกับ Prof. Yoko Ohara-Hirano จากมหาวิทยาลัยกิวชิว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนก่อน ก็ได้ทราบว่าทางญี่ปุ่นเองก็เริ่มมีการฝากครรภ์แบบนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าทางญี่ปุ่นสรุปผลของการใช้ SMS ว่าเป็นอย่างไรถ้ามีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังแล้วกัน
ที่บรรยายมาทั้งหมดคุณแม่อาจมองว่าการฝากครรภ์แบบนี้ดีจังเลย แต่ผมพบว่าปัญหาของการฝากครรภ์แบบนี้ก็มีไม่น้อยเช่น ควรจะส่งข้อมูลไปเวลาไหนดี บางครั้งส่งไปตอนคุณแม่กำลังยุ่ง ก็เลยไม่ได้อ่าน หรือทำงานอยู่ก็เลยเป็นการรบกวนไปได้ บางคนก็ลืมเปิดอ่าน บางทีก็ไม่ได้รับข้อมูลเพราะแบตเตอรี่มือถือหมด ในส่วนที่สร้างปัญหาให้คุณหมอก็มีไม่น้อย เช่น คุณแม่บางคนก็โทรหาคุณหมอโดยไม่ดูเวล่ำเวลา หรือมีอะไรนิดหน่อยก็ถาม แล้วจนคุณหมอไม่ต้องทำอะไร บางคนหนักกว่านี้ขี้ไม่ออกเลยโทรมาตอนตีสามก็มี ไม่รู้ว่าจะให้หมอบรรเทาทุกข์อะไรกันดึกดื่นป่านนั้น
การแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผมคิดว่าคงต้องสร้างกติกากันพอสมควรว่าจะทำอย่างไรกันดี เพื่อจะทำให้การฝากครรภ์ด้วยวิธีนี้ดำเนินต่อไปด้วยดี ผมยังอยากเห็นว่าการใช้มือถือเป็นประโยชน์ต่อการฝากครรภ์และเป็นการเอื้ออาทรต่อกัน ผมเคยไปอเมริกาและพบว่าที่นั่นการโทรปรึกษาหมอไม่ใช่นึกจะโทรเมื่อไหร่หรือนานแค่ไหนก็ได้ ทุกนาทีที่ตอบคำถามหมอคิดเงินตลอด ผมหวังว่าเมืองไทยคงเป็นไม่อย่างนั้นนะครับ.
(update 20 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol. 11 No.132 October 2006]
|