คุณมีนา เป็นว่าที่คุณแม่ท้องสอง อายุครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์แล้ว ลูกชายคนแรกน้อยต้นข้าวอายุ 3 ขวบกว่าแล้วแต่มีปัญหาพัฒนาการช้า เพราะตอนอยู่ในท้องขาดออกซิเจน ต้องผ่าคลอดออกมาก่อนกำหนด อีกทั้งเมื่อคลอดออกมาต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่นานเป็นเดือน ตอนที่ตั้งท้องน้องต้นข้าวประมาณ 7 เดือนกว่า คุณมีนาบอกว่าบางครั้งรู้สึกเหมือนลูกดิ้นน้อย แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะบางวันก็ดิ้นดี บางวันก็ดิ้นน้อย เลยคิดว่าลูกอาจหลับอยู่เลยไม่ดิ้น ไปตรวจครรภ์ก็ปกติดี
จนอายุครรภ์ประมาณ 8 เดือนกว่า คุณหมอส่งไปตรวจอัลตราซาวนด์ จึงได้พบว่ามีสายสะดือพันคออยู่ แต่ยังไม่มั่นใจจึงส่งไปตรวจอัลตราซาวนด์แบบ 4 มิติ ซึ่งจะสามารถมองเห็นการไหลเวียนของเลือดในสายสะดือได้ ก็พบว่ามีสายสะดือพันรอบคออยู่ 2 รอบเลย คุณหมอที่ทำอัลตราซาวนด์ให้แจ้งว่าเด็กอาจดิ้นหรือหมุนตัวแล้วสายสะดืออาจคลายออกหรือหลุดออกจากคอได้ แต่ก็อาจพันแน่นขึ้นได้ซึ่งจะทำให้ขาดออกซิเจนเพราะเส้นเลือดในสายสะดือกดทับ ดังนั้นการไหลเวียนเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองอาจมีน้อยลง
ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติ คือว่าถ้าลูกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวันให้โทร.หาคุณหมอและไปโรงพยาบาลทันที เพราะตอนนี้อายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนดยังคลอดไม่ได้ ผ่านไปเพียง 2 วัน คุณมีนาก็ต้องกลับมาพบคุณหมอที่คลินิก เพราะกังวลมากเพราะรู้สึกว่าดิ้นน้อย ตั้งแต่ตื่นเช้ามายังไม่ดิ้นเลยคุณหมอจึงส่งไปทำการตรวจการเต้นของหัวใจของลูกที่แผนกห้องคลอดของโรงพยาบาล พบว่าหัวใจเด็กเต้นช้าลงผิดปกติ จึงให้ทำการผ่าตัดคลอดเลย พอออกมาลูกตัวเขียวและไม่ร้องคุณต้องกระตุ้นและดูดน้ำลายให้ก็ยังไม่ร้อง คุณหมอจึงต้องใส่ท่อหายใจให้และพาไปห้องเด็กเลย น้องต้นข้าวต้องอยู่ในห้อง ICU ของเด็กแรกเกิดนานถึง 1 สัปดาห์จึงย้ายไปห้องเด็กอ่อน น้องต้องอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือนกว่าจะได้กลับบ้าน และเป็นเด็กที่มีการพัฒนาการช้า
ตอนนี้คุณมีนาตั้งครรภ์ที่ 2 มีความวิตกกังวลสูง ทุกครั้งที่ไปฝากครรภ์จะขอตรวจอัลตราซาวนด์ดูลูกตลอด เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เดิมขึ้นอีก
ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ
ภาวะสายสะดือพันคอ
รกคืออวัยวะที่มีหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนสารอาหารและออกซิเจน เพื่อนำเลือดที่มีสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกในครรภ์โดยผ่านสายสะดือ สายสะดือมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 50 เซนติเมตรบางคนก็สั้นกว่านั้น ในขณะที่บางคนอาจยาวถึง 100 เซนติเมตร สายสะดือนี้จะเชื่อมต่อกับทารกที่บริเวณสะดือของทารกนั่นเอง โดยปกติทารกในครรภ์จะล่อยลอยอย่างอิสระในน้ำคร่ำ การเคลื่อนไหวอย่างอิสระของทารกนี่เองทำให้บางครั้งสายสะดือเข้าไปพันรอบคอของทารกเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะพันกี่รอบก็ได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุครรภ์น้อยๆ ซึ่งมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวให้ทารกมาก
การที่สายสะดือพันคอขณะตั้งครรภ์มักไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร แต่เมื่อถึงช่วงใกล้คลอดหรือเจ็บครรภ์คลอด มดลูกจะพยายามบีบตัวดันให้ทารกเคลื่อนลงต่ำสู่ช่องคลอด การที่สายสะดือพันคอจะทำให้ส่วนของสายสะดือที่อิสระนั้นตึงขึ้นกว่าเดิม บางครั้งอาจรัดที่คอทารกจนแน่น แต่ปัญหาไม่ใช่เกิดจากการที่ทารกขาดอากาศหายใจเหมือนถูกรัดคอ ปัญหาเกิดจากการที่สายสะดือรัดแน่นนั้น ทำให้หลอดเลือดที่ในสายสะดือถูกกดทับ เลือดจึงไม่สามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวก ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนน้อยลงกว่าเดิม
ภาวะสายสะดือพันคอทารกในครรภ์นั้น เป็นเหตุสุดวิสัยที่ส่วนใหญ่ไม่อาจทราบได้ตั้งแต่ก่อนคลอด เพียงแต่อาจคาดเดาได้จากการตรวจพบความผิดปกติของอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์
เมื่อพบว่ามีสายสะดือพันคอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่าคลอดทันทีเสมอไปทุกราย แพทย์จะผ่าคลอดในกรณีที่สายสะดือพันคอแล้วดึงรั้งแน่น จนทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมองและอาจส่งผลทำให้เด็กขาดออกซิเจน มีการเต้นหัวใจผิดปกติ กรณีเช่นนี้ต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน แต่สายสะดือพันคอธรรมดาบางกรณีก็คลอดปกติได้ไม่จำเป็นต้องผ่าท้องคลอด
การวินิจฉัยสายสะดือพันคอทำได้โดยการตรวจอัลตราซาวนด์ หากพบว่ามีสายสะดือพันคอ อาจต้องไปตรวจครรภ์ถี่ขึ้น และสังเกตการดิ้นของทารกอยู่เสมอ ซึ่งหากพบว่าเด็กดิ้นน้อยลงแพทย์จะต้องทำการตรวจการเต้นของหัวใจเสมอ หากพบว่าการเต้นของหัวใจผิดปกติซึ่งหมายถึงภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์ แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดคลอดโดยทันทีหากสามารถช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว เด็กที่เกิดมาก็จะมีพัฒนาการและสุขภาพเหมือนเด็กปกติทั่วไป
(update 7 ธันวาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.160 November 2006]
|