สุขภาพลูกในอนาคต…กำหนดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์


ครั้งนี้คุณหมอวิทยามีผลงานวิจัยจากอังกฤษเกี่ยวกับสุขภาพของลูกที่เป็นผลสืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์มาบอกกล่าว ซึ่งจะช่วยย้ำให้คุณแม่เห็นว่าช่วงเวลาที่ลูกอยู่ในท้องนั้นสำคัญมากเพียงใด

เมื่อกล่าวถึงโรคภัยไข้เจ็บบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจอุดตัน เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว บางคนเล่าได้ด้วยซ้ำว่ามีอาการอย่างไร และต้องรักษาอย่างไร

เดิมเราเชื่อกันว่า โรคเหล่านี้น่าจะเกิดมาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกส่วน เช่น รับประทานอาหารไขมันมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย เครียด สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือแม้กระทั่งเป็นผลจากกรรมพันธุ์

แต่เมื่อไม่นานมานี้ศาสตราจารย์เดวิด บาร์เกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเซาว์แธมตัน ประเทศอังกฤษ ได้ทำการวิจัยในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคเบาหวาน เขาพบว่าเมื่อทำการซักประวัติย้อนหลังกลับไปประมาณ 40-50 ปี จนถึงสมัยที่ผู้ป่วยเหล่านี้เพิ่งจะเกิด เขาพบว่าคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ หรือจะเรียกว่าคลอดออกมาตัวเล็กกว่าปกติก็ได้ (ประเทศอังกฤษสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหนักทารกแรกเกิดย้อนหลังได้เป็นสิบหรือร้อยปี เพราะมีการบันทึกไว้อย่างดี ไม่เหมือนบางประเทศที่บันทึกประวัติไว้แค่ไม่กี่วันก็หาไม่เจอแล้ว)

หลังจากพบความจริงข้อนี้ ศาสตราจารย์บาร์เกอร์ได้ทำการศึกษาต่ออีกโดยศึกษาในผู้ป่วยที่มีประวัติน้ำหนักแรกเกิดเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีประวัติน้ำหนักแรกเกิดปกติ แม้ว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มจะมีประวัติว่าออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เครียด คล้ายๆ กัน กลุ่มที่ตอนเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติก็ยังคงเป็นโรคดังกล่าวมากกว่าอยู่ดี เขาจึงสรุปว่า น้ำหนักตัวตอนแรกเกิดเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ส่วนปัจจัยอื่นที่ผู้ป่วยได้รับในช่วงระยะเวลาต่อมาของชีวิตเป็นปัจจัยเสริมทำให้เป็นโรคได้ง่ายและเร็วขึ้นมาเท่านั้น


ต้นตออาการป่วย

ศาสตราจารย์บาร์เกอร์ได้ตั้งสมมติฐานของการเกิดโรคต่างๆ จากการที่มีน้ำหนักน้อยเมื่อแรกเกิดว่าน่าจะเกิดจากกลไก 3 ประการ
ประการแรก เขาเชื่อว่าขณะที่ผู้ป่วยเป็นทารกอยู่ในท้องแม่ถ้าแม่รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือรับประทานไม่ถูกสัดส่วนจะยังผลให้ลูกในท้องได้รับอาหารไม่เพียงพอตามไปด้วย ผลดังกล่าวจะทำให้ลูกน้อยต้องปรับสภาพการเจริญเติบโตเพื่อจะเอาชีวิตรอดโดยการพยายามเอาอาหารและพลังงานที่ได้จากแม่อย่างไม่เพียงพอไปเลี้ยงและสร้างอวัยวะต่างๆ ไม่เท่ากันโดยสมองเป็นอวัยวะที่ได้รับอาหารไปเลี้ยงมากที่สุด ส่วนอวัยวะอื่น เช่น กล้ามเนื้อ ไต จะได้สารอาหารลดลง ไตมีขนาดเล็กลง และประสิทธิภาพในการทำงานก็ไม่ดีเหมือนเด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดปกติ เมื่อเด็กเหล่านี้เกิดมาใหม่ๆ ร่างกายจะยังพอปรับตัวได้จึงยังไม่เป็นโรคแต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ร่างกายต้องทำงานหนัก ไตที่มีขนาดค่อนข้างเล็กและประสิทธิภาพไม่ค่อยจะดี ต้องมารับงานขับถ่ายของเสียที่มากมายก็จะทำงานไม่ไหว เปรียบเหมือนการเอาเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กมาสูบน้ำปริมาณมากทิ้งย่อมไม่ไหว และถ้าฝืนทำต่อไปในที่สุดเครื่องสูบน้ำก็พัง ไตของคนมีขนาดเล็กมาตั้งแต่คลอด ก็เช่นกัน เมื่อต้องทำงานหนักตอนเป็นผู้ใหญ่ในการขับปัสสาวะ เมื่อถึงระยะหนึ่งก็จะทนไม่ไหวและพังลง เกิดภาวะไตเสื่อมสมรรถภาพในที่สุด ซึ่งจะยังผลให้ไตมีการสร้างสารพิษออกมาหลายชนิด สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมา

ประการที่สอง เขาอธิบายว่า โดยปกติแล้วเมื่อเรารับประทานพวกแป้งและน้ำตาลเข้าไป อาหารพวกนี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในเลือดในรูปของน้ำตาล แล้วตับอ่อนก็จะสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน มาทำหน้าที่ในการรับน้ำตาลเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างพลังงานและเก็บส่วนหนึ่งไว้ที่ตับเผื่อเอาไว้ใช้ในเวลาจำเป็น เช่น ตอนเจ็บป่วยร่างกายของคนที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยจะได้รับสารอาหารพวกน้ำตาลไม่ค่อยเพียงพอ แต่เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้จึงพยายามที่จะนำน้ำตาลไปเลี้ยงสมองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องสร้างกลไกที่ทำให้ร่างกายมีการดื้อหรือต่อต้านไม่ให้อินซูลินนำน้ำตาลไปใช้งานอื่นมากเกินไป ผลของการต่อต้านดังกล่าวเมื่อนานเข้าจะทำให้อินซูลินทำงานไม่ได้ ลงท้ายก็เกิดโรคเบาหวานขึ้นในที่สุด

ประการที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความทนทานของร่างกายของคนที่เกิดมาน้ำหนักน้อยกับเกิดมาน้ำหนักปกติ จากการศึกษาในผู้ป่วยประเทศฟินแลนด์พบว่า ในคนที่มีฐานะไม่ดี ทำงานหนักหรือมีความเครียดมากเหมือนๆ กัน พบว่าคนที่เกิดมาน้ำหนักแรกเกิดน้อยมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวานมากกว่าคนที่เกิดมาน้ำหนักแรกเกิดปกติ ซึ่งแสดงว่าคนที่ร่างกายบอบบางมาแต่เล็กทนต่อความเครียดหรือความกดดันได้น้อยกว่าคนที่ร่างกายปกติ

แก้ปลายเหตุไม่ได้ผล

เป็นไงครับ อ่านดูแล้วจะเห็นว่าสารพัดข้อแนะนำในการป้องกันหรือนักษาดรคเรื้อรังเหล่านี้ ในขณะที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การทำงานและอื่นๆ อีกจิปาถะล้วนแต่เป็นการป้องกันหรือรักษาที่ปลายเหตุทั้งสิ้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำกันตั้งแต่ตอนที่ผู้ป่วยยังเป็ยลูกน้อยในท้องของคุณแม่แล้วซึ่งลูกน้อยคงทำเองไม่ได้ คุณแม่จึงควรตระหนักให้ดีว่าหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของคุณแม่นอกจากจะให้กำเนิดชีวิตของลูกแล้วยังต้องพยายามปกปักรักษาเและป้องกันไม่ให้ลูกเกิดโรคร้ายในอนาคตอีกด้วย

การดูแลครรภ์ของคุณแม่ให้ดีทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินที่เยงพอและถูกสัดส่วน การพักผ่อนที่เพียงพอและการออกกำลังกายที่ดี จะส่งผลที่ดีต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อย่างแน่นอน ข้อความข้างต้นที่ว่านี้ผมคิดว่าทุกคนก็คงจะเข้าใจหรือคิดเหมือนๆ กับที่ผมบอกนี่แล้วล่ะครับ เพียงแต่บางคนก็อาจจะไม่จริงจังมาก หรือบางคนอยากจะทำตามคำแนะนำใจจะขาด แต่อุปสรรคมันมีมากมายเหลือเกินจนทำไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการงานที่รัดตัว ภาระที่ต้องแบกรับ จะไม่มีเวลาหรืออารมณ์ที่จะมาดูแลตัวเองตอนท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมอยากจะฝากส่งท้ายสำหรับท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องว่า การดูแลตัวเองในขณะท้องให้ดีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากเลยนะครับ เพราะผลของการดูแลไม่ได้มีผลกระทบเพียงระยะสั้นหลังคลอดเท่านั้น แต่อาจส่งผลยาวนานทั้งต่อตัวคุณแม่เองและต่อลูกน้อยที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตอีกด้วย

ขอให้ลูกน้อยของคุณแม่ทุกท่านจงคลอดออกมาอย่างปกติและร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคร้ายที่จะตามมาในอนาคตนะครับ เรามากำหนดสุขภาพของลูกในอนาคตของลูกกันตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่กันเถอะครับ.


(update 24 พฤศจิกายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.11 No. 131 September 2006 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600