ในวันที่คุณแม่เจ็บท้องจะคลอดลูก จะมีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นค่ะ และอีกความรู้สึกหนึ่งคือ ความตื่นเต้นและกังวลเพราะไม่รู้ว่าเมื่อมาถึงโรงพยาบาลต้องเจอกับโรงพยาบาล ห้องคลอดเป็นอย่างไร คุณหมอ พยาบาลจะทำอะไรกับเราบ้าง
เพื่อให้คุณแม่คลายความกังวล ลดความตื่นเต้น และเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันคลอด รักลูก จึงขอพาไปสัมผัสกับบรรยากาศในห้องคลอด ก็ทั้งสถานที่และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณแม่นั่นแหละค่ะ
แต่จะไปคนเดียวได้อย่างไรต้องชวนคุณแม่ท้องไปด้วยอีก 7 ท่านค่ะ โดยมี นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ สูติแพทย์ รพ.มงกุฏวัฒนะ เป็นผู้ให้คำแนะนำและเป็นไกด์กิติมศักดิ์ค่ะ
แอ๊ด
ด ด ประตูห้องเปิดแล้วจ้า
เมื่อเจ้าที่นำคุณแม่มาส่งถึงประตูห้องคลอด สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การเปลี่ยนรองเท้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อคลุมสีเขียวที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคจากภายนอกติดตัวเข้าไป บริเวณห้องคลอดนี้จะเน้นเรื่องความสะอาดมากค่ะ เพราะหากไม่ระวังให้ดีอาจนำไปสู่การติดเชื้อของแม่ และทารกแรกเกิดได้ค่ะ
ห้องขนาดกะทัดรัด ภายในห้องมีเตียงอยู่ 1 เตียง ใกล้ๆ เป็นห้องน้ำ เมื่อคุณแม่มาถึงห้องนี้ปุ๊บ จะต้องทำอะไรมาฟังคุณหมออานนท์อธิบาย
สมมุติว่าตอนนี้เราอยู่ในชุดเตรียมคลอดแล้ว มีเสื้อสีเขียวหุ้มข้างนอกตัวเดียว ข้างในโล่งหมด มาถึงปั๊บก็มานอนที่เตียงนี้คุณพยาบาลก็จะวัดความดัน เพื่อดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่ ในกรณีที่คุณแม่มีความดันสูงมากๆ ก็ต้องควบคุมความดัน เพื่อดูว่ามีภาระแทรกซ้อนอื่นๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่ ในกรณีที่คุณแม่มีความดันโลหิตสูงมากๆ ก็ต้องควบคุมความดันเลือดให้ดีก่อน และในระหว่างการคลอดก็ต้องช่วยคลอด โดยให้คุณแม่ออกแรงเบ่งน้อยที่สุดและสั้นที่สุด เพราะการที่คุณแม่ออกแรงเบ่ง ความดันจะขึ้นสูงมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ในกรณีที่ความดันสูงเกิน 140/90 ขึ้นไปตรวจปัสสาวะพบโปรตีนในปัสสาวะมีขาบวมชัดเจน ภาวะนี้ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย ที่เรียกว่า ครรภ์เป็นพิษ
สวนอึ ทำไมต้องสวนอึ เพราะขณะเบ่งคลอด ถ้าไม่ได้สวนอึออกให้หมด พอเบ่งออกมาไม่ใช่หัวเด็กอย่างเดียวที่จะออกมาอึจะออกมาด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติของคุณแม่ทุกคน หากรู้สึกว่ามีอึเล็ดออกมาด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติของคุณแม่ทุกคน หากรู้สึกว่ามีอึเล็ดออกมาก็หยุดเบ่งโดยอัตโนมัติ ทำให้การเบ่งนั้นไม่สมบูรณ์ หรือถ้าเบ่งคลอดลูกออกมาเรียบร้อยแล้ว คุณแม่ทุกคนก็มักจะกอดจูบลูกด้วยความทนุถนอม ซึ่งคงไม่ดีนักหากลูกมีกลิ่นอึติดอยู่เลอะเทอะไปหมด
ถ้าคุณแม่สวนอึมา หมอก็จะได้ทำคลอดได้อย่างสบายใจเพราะตอนทำคลอดหมอจะนั่งอยู่หว่างขาของคุณแม่ ใจจดใจจ่ออยู่ที่หัวลูกที่กำลังจะโผล่ออกมา อื๊ด อื้ด
คุณแม่ก็ตั้งหน้าตั้งตาเบ่ง แล้วเสียงประหลาดก็ดังออกมา
ปู๊ดๆๆๆ
มีทั้งที่เป็นน้ำทั้งที่เป็นลมก็มี หมอนั่งจ้องอยู่ตรงนั้นก็ต้องรับไปเต็มๆ แต่ถ้าสวนแล้วก็สบายใจทั้งคุณแม่และหมอ ที่สำคัญก็คือ ถ้ามีอึออกมาก็อาจเลอะแผลฝีเย็บ ติดเชื้อที่แผลในช่วงหลังคลอดได้
โกนขนหัวหน่าว โกนแล้วเวลาที่หมอเย็บก็จะทำให้เย็บได้สบายขึ้น ไม่พันกันยุ่งเหยิง อีกอย่างหนึ่งหลังคลอดคุณแม่จะมีน้ำคาวปลาออกมาประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าโกนแล้วก็จะสามารถดูแลทำความสะอาดได้ดีกว่า ส่วนมากทุกโรงพยาบาลก็จะโกนให้เรียบร้อยก่อนคลอด ถ้าคุณแม่ไม่อยากจะโกนก็สามารถบอกได้
สรุปได้ว่าห้องแรกที่คุณแม่จะได้เข้าไปนอนในวันคลอดลูกนั้นก็เพื่อการทำความสะอาด และเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดค่ะ
เพียงก้าวเดียวเราก็มาถึงห้องรอคลอด ภายในห้องจะมีเตียงเรียงรายอยู่ราว 4 เตียง ซึ่งเป็นเตียงสำหรับคุณแม่ที่นอนรอเพื่อให้ปากมดลูกเปิดหมด
ตอนมาถึงโรงพยาบาลปากมดลูกจะเปิดแค่ 1-3 ซม. ซึ่งยังเปิดน้อยอยู่ ต้องรอให้ปากมดลูกเปิดหมดประมาณ 10 ซม. ถึงจะเบ่งคลอดออกมาได้
การเจ็บท้องคือ มดลูกบีบตัว บีบ-หาย บีบ-หาย ซึ่งการที่มดลูกบีบตัวแต่ละครั้งก็จะส่งผลให้ตัวเด็กถูกดันออกมาหัวเด็กก็จะขึ้นมากดที่ปากมดลูก ปากมดลูกก็จะถูกขยายทีละนิดๆ ไปเรื่อยๆ จาก 3 ซม. เป็น 4 ซม. 5 ซม. 6 ซม. 7 ซม. จนถึง 10 ซม. จึงเรียกว่าเปิดหมด
ในกรณีที่เป็นท้องแรกส่วนใหญ่ปากมดลูกจะเปิดชั่วโมงละ 1 ซม. จึงเรียกว่าเปิดหมด
เวลานอนรอก็จะมีกระดิ่งอยู่ข้างๆ มือ เวลาปวดอึ ปวดฉี่ ก็กด
กริ๊งๆๆๆๆๆ เพื่อบอกให้พยาบาลรู้ ก็จะมีกระโถนมารองเช็ดทำความสะอาดกันตรงนี้เลย มีอุปกรณ์สำหรับบีบด้วย เพราะเวลาที่คุณแม่เจ็บท้องคุณแม่จะอยากบีบเพื่อระบายความรู้สึกเจ็บ ถ้าพยาบาลอยู่ก็จะถูกมือแม่บีบจนเขียว ถ้าสามีอยู่สามีก็จะถูกบีบแทน (หัวเราะกัน) เวลาที่จะคลอดลูก แม่ท้องต้องตัดเล็บหมดก่อนนะครับ
เมื่อมาถึงตรงนี้คุณแม่ก็เริ่มเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่แล้วค่ะคำถามต่างๆ จึงเกิดขึ้น
ช่วงที่เจ็บท้องรอปากมดลูกเปิด คุณหมอจะให้ยาแก้ปวดไหมคะ?
ก็ต้องดูตามอาการ ถ้าไม่ปวดก็จะไม่ให้ แต่ถ้าปวดมาก
โอ๊ยเจ็บมากเลยไม่ไหวแล้ว
(ทำเสียงแบบเจ็บมากๆ) หมอก็จะฉีดยาแก้ปวดให้ พอฉีดแล้วคุณแม่ก็จะง่วงหลับ ความเจ็บปวดจะยังมีอยู่บ้าง แต่การฉีดยาแก้ปวดอาจจะมีผลต่อลูกได้เพราะลูกเกิดมาภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังฉีดยา อาจมีปัญหาเรื่องเด็กไม่ร้อง เพราะฉะนั้นถ้าจะฉีดก็ต้องบอกตั้งแต่แรกๆ ไม่ใช่ว่าพอจะคลอดแล้วค่อยมาฉีด
อีกอย่างหนึ่งคือ บล็อกหลัง ซึ่งถ้าหากคุณแม่ต้องการบล็อกหลัง ก็จะมีวิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) มาบล็อกหลังให้พอบล็อกหลังเสร็จก็จะสบายขึ้น ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บแล้วนอนหัวเราะได้ ขณะอธิบายคุณหมอได้หยิบเข็มสำหรับบล็อกหลังมาให้คุณแม่ดู แล้วเชิญคุณแม่ท้องมายืนเป็นแบบสาธิต
มาครับ จะสาธิตให้ดู สมมุติว่านอนอยู่บนเตียง หมอจะดูตำแหน่งแล้วจิ้มเข็มลงไปเหมือนฉีดยาชา ยาบาดทะยัง พอเข็มอยู่ตำแหน่งนี้ (บริเวณเหมือนเอวด้านหลัง) ก็จะฉีดยาชาเข้าไปทำให้ครึ่งล่างทั้งหมดชา เจ็บท้องก็ไม่ค่อยเจ็บ ตอนคลอดเวลาตัดแผลฝีเย็บก็ไม่ค่อยเจ็บ เวลาหมอเย็บแผลก็ไม่เจ็บ ยาจะออกฤทธิ์ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง พอหมดฤทธิ์จะเริ่มเจ็บ หมอจะเติมยาให้ใหม่ โดยไม่แทงเข้มใหม่อีกรอบ เพราะมีสายยางเล็กๆ ติดอยู่
คุณหมอคะ เมื่อบล็อกหลังแล้วยังชาอยู่จะมีลมเบ่งหรือคะ ?
มีครับ เพราะเวลาคลอดไม่ได้ชา 100% คือพอฉีดยาชาครั้งแรกจะชา 100% หลังจากนั้นความชาก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ 90% 80% 60% พอถึงจุดที่คุณแม่ทนไม่ไหวก็จะฉีดยาชาเข้าไปใหม่ จาก 100% ก็จะลดลงมาเรื่อยๆ ถึงตอนที่คุณแม่เบ่งก็จะยังรู้สึกอยู่ มีใครจะนอนบนเตียงลองติดมอนิเตอร์สักคนไหมครับ
คุณหมอเอ่ยชวนคุณแม่เพื่อติดเครื่อง FETAL MONITOR ที่ตั้งอยู่บนด้านบนของหัวเตียง เครื่อง FETAL MONITOR มีไว้สำหรับตรวจการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ และความดันภายในของมดลูก ซึ่งจะแสดงผลเป็นตัวเลขที่หน้าจอ หรือเป็นกราฟก็ได้ค่ะ
คุณแม่อายุครรภ์ 7 เดือน อาสาขึ้นเตียงเพื่อติดเครื่อง FETAL MONITOR ไว้ที่ท้อง ส่วนคุณแม่ที่เหลือขอยืนฟังและรอลุ้น
ขณะติดเครื่อง FETAL MONITOR จะปิดม่าน คุณหมอบอกว่าเวลาตรวจคนไข้ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องปิดม่านเพื่อความเป็นส่วนตัว ระหว่างที่คุณแม่เจ็บท้องคลอดอยู่นั้น ก็อาจมีสิ่งผิดปกติ หรือภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ เช่น ขณะที่มดลูกบีบตัวอยู่ หากมีสายสะดือพันคอ หรือเด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน การเต้นของหัวใจก็จะเปลี่ยนไป
ปกติหัวใจจะเต้นประมาณ 120-160 ครั้งต่อนาที สำหรับท้องนี้เต้น 156-157 ครั้งแสดงว่าเด็กแข็งแรงดี
ส่วนตัวเลขนี้คือความดันของมดลูก (ตัวเลขที่โชว์บนแผงหน้าจอของเครื่อง FETAL MONITOR) ปกติความดันของมดลูกตอนที่คุณแม่จะคลอด จะอยู่ที่ประมาณ 60-70 แต่สำหรับคุณแม่ที่มาสาธิตในวันนี้ความดันมดลูกอยู่ที่ 10-11 ซึ่งเป้นความดันปกติที่มดลูกยังไม่มีการบีบตัว
ที่เตียงนี้จะมีทั้งเครื่องสำหรับวัดการเต้นของหัวใจ วัดความดันของมดลูก และให้น้ำเกลือซึ่งเป็นเครื่องตรวจนับอัตโนมัติเป็นแบบตัวเลขดิจิตอล
คุณหมอคะ แล้วน้ำเกลือต้องให้ทุกคนหรือเปล่าคะ?
หมอคาดหวังว่ามดลูกจะบีบตัวทุกๆ 3 นาที แต่ถ้าคุณแม่มาแล้วมดลูกบีบตัวห่าง เช่น 6 นาทีบีบตัว 1 ครั้ง เรียกว่าไม่ Effective เพราะยิ่งมดลูกบีบตัวห่างเท่าไร ก็ยิ่งใช้เวลาในการคลอดนานเท่านั้น หากมดลูกบีบตัวไม่ดีจะทำให้การคลอดยืดเยื้อ การให้น้ำเกลือจะมียาคอบควบคุมเพื่อให้มดลูกบีบตัวตามเกณฑ์ปกติครับ
เอาล่ะค่ะสมมุติว่าตอนนี้ปากมดลูกเปิดหมดแล้วคุณแม่พร้อมเบ่ง ก็จะต้องเคลื่อนย้ายไปห้องคลอดแล้วค่ะ
- ห้องที่ 3
เตรียมพร้อม "คลอด"
คณะทัวร์ห้องคลอดของเราพร้อมเคลื่อนย้ายไปห้องคลอดซึ่งอยู่ประตูถัดไป ด้วยการเข็นคุณแม่ที่อยู่บนเตียงรอคลอดที่พร้อมจะเป็นเตียงคลอดทันที ซึ่งสามารถปรับระดับความสูงได้เวลาคุณแม่จะคลอดก็จะปรับหัวเตียงขึ้นเล็กน้อย ส่วนที่ปลายเตียงจะถูกปรับระดับขึ้นให้กลายเป็นขาหยั่ง
สมมุติว่าตอนนี้ปากมดลูกเปิดหมดแล้ว ศรีษะของทารกก็จะเคลื่อนผ่าลงมาในช่องคลอด ลงมาต่ำจนถึงระดับปากช่องคลอด ตำแหน่งนี้เราเรียกกันเล่นๆ ว่า ตำแหน่ง Touch Down
ท่าเบ่ง อื้อ
ออออ หลักง่ายๆ ก็คือ ก้มหน้า-คางชิดอกหายใจเข้าเต็มที่ จับหลักทั้ง 2 ข้างที่อยู่ด้านข้างของเตียง แล้วเบ่งลงก้น เบ่งยาวๆๆๆ อื้อ
ออออ
การเบ่งคลอดนั้นถ้าเราเบ่งโดยไม่จับอะไรเลยก็จะเบ่งไม่ค่อยออกครับ แต่ถ้าจับหลักสองข้างแล้วเบ่ง จะเบ่งได้ดีขึ้น เวลาเบ่งคุณแม่ต้องก้มหน้าคางชิดอก เบ่งลงก้น คุณหมออธิบายพร้อมออกแรงเบ่ง
ส่วนใหญ่แม่ท้องจะเบ่งได้ดีประมาณ 6 ครั้ง เบ่งครั้งหนึ่งออกแรงเยอะมาก พอเบ่งครั้งที่ 7 ก็มักจะไม่มีแรงแล้ว
หากหัวเด็กยังลงไม่ดี แต่คุณแม่เกิดอาการอยากเบ่ง เรียกว่าอยากเบ่งก่อนเวลาอันควร ในขณะที่หัวเด็กยังอยู่สูง อย่างนี้ก็ต้องออกแรงเบ่งอีก 10 ครั้งกว่าหัวเด็กจะลงมา แต่อาจหมดแรงเบ่ง ก็อาจต้องใช้เครื่องมือในการช่วยคลอด เช่น ใช้เครื่องดูด หรือใช้คีมช่วยคลอด
ส่วนมากคุณแม่จะบอกได้เองว่าพร้อมเมื่อไหร่ ซึ่งพร้อมสุดคือเหมือนอึจะราด ตำแหน่งช่องคลอดกับทวารหนักจะอยู่ใกล้กัน พอถึงเวลาคลอดลูก จะมีความรู้สึกเหมือนกันเลย เหมือนมีอึก้อนยักษ์เท่าหัวเด็ก ว่างๆ วันไหนถ้าคุณแม่ปวดท้องอึมากๆ คุณแม่ลองอั้นอึเอาไว้ให้สุดๆ นั่นคือความรู้สึกคล้ายๆ กับการอยากเบ่งครับ
การตัดฝีเย็บ จะตัดฝีเย็บตอนที่หัวของลูกกำลังจะโผล่ออกมาพอคลอดเสร็จก็จะเย็บกลับเข้าที่สวยงามเหทือนเดิม ซึ่งขณะที่ตัดฝีเย็บจะยังรู้สึกชาอยู่ ไม่รู้สึกเจ็บหรอกครับ เพราะถ้าไม่ได้บล็อกหลัง หมอก็จะฉีดยาชาให้ ไหมที่เย็บก็ใช้ไหมละลายครับ ไม่ต้องเสียเวลากลับมาตัดไหมอีก
อุปกรณ์ทำคลอด
มาครับจะเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับการคลอดให้ดู
ขณะนอนเบ่งจะมีผ้าสะอาดปราศจากเชื้อโรคปิดขา ปิดท้อง โดยมีช่องเพียงนิดเดียวสำหรับทำคลอดเพื่อไม่ให้ดูโป๊ เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอดจะมีคนอยู่ในห้องนี้เยอะหน่อย จะมีหมอทำคลอด พยาบาลอีก 2 คน ในกรณีบล็อกหลังก็อาจมีหมอวิสัญญีอีก 1 คน ตอนเบ่ง โอ๊ย! สนุกมากจะมีเสียงเชียร์เบ่งระงมไปหมด ไม่ได้เบ่งคนเดียว ไม่ต้องกลัวเหงาหรอกครับ
ภายในห้องคลอดหมอจะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าห้องคลอดได้เพื่อมาเป็นกำลังใจ แต่ถ้าเป็นกรณีผ่าคลอด ก็จะไม่อนุญาตให้เข้า นอกจากบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ชุดทำคลอดของคุณหมอ คุณหมอต้องสวมเสื้อ ถุงมือ หมวก และหน้ากาก
ชุดน้ำยาทำความสะอาด สำหรับเช็ดฆ่าเชื้อโรค อุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในห้องคลอดจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรค
กรรไกรตัดฝีเย็บ จะตัดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของเด็ก
ลูกยางแดง สำหรับดูดน้ำในปากในจมูกเด็กขณะคลอด เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอดเมื่อหัวของเด็กโผล่ออกมาแล้ว ช่องคลอดแม่ก็จะบีบรัดบริเวณทรวงอกของเด็กพอดี น้ำที่อยู่ในคอ ปอด และจมูก จะถูกบีบทะลักออกมา หมอจะใช้ลูกยางดูดน้ำออก พอคลอดออกมา ปอดก็จะขยายตัว ดูดเอาอากาศเข้าไปแทนที่ เด็กก็จะเริ่มหายใจ เด็กร้องประมาณ 5 ครั้ง ปอดก็ขยายจนเต็มแล้วครับ
แต่กรณีที่คุณแม่เบ่งลูกพรวดออกมาเลยแบบไม่มียั้ง ก็จะมีปัญหาน้ำคงค้างอยู่ในปอด ไม่ได้ถูกบีบไล่ออกมา ที่เราเรียกว่า สำลักน้ำคร่ำ ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีน้ำฉาบอยู่ตามผนังของถุงลม ทำให้เด็กตัวเขียว หายใจได้ไม่ดี แต่ก็มักจะไม่มีผลระยะยาวครับ
กรรไกรตัดสายสะดือ พอตัดสายสะดือจะมีอุปกรณ์ล็อคสายสะดือไว้เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้า เรียกว่า แคล๊มสายสะดือ
คีมช่วยคลอด ใช้ในกรณีที่แม่เบ่งไม่ออก จะใส่เข้าไปบริเวณข้างหูทั้ง 2 ของทารก จะใช้คีมช่วยคลอดได้ในกรณีที่หัวเด็กอยู่ในแนวตรงเท่านั้น
เครื่องดูดช่วยคลอด ในกรณีที่เด็กตะแคงหัว ต้องใช้เครื่องดูด ซึ่งก่อนจะดูดได้ เครื่องต้องค่อยๆ ปรับความดันทีละนิดๆ ใช้เวลาประมาณ 6 นาที ถึงจะมีความดันพอที่จะดึงได้ ตำแหน่งของเครื่องจะต้องอยู่ตรงกลางศรีษะเด็กพอดี
เมื่อทารกคลอดออกมา จะมีคุณหมอมารับเด็กไปอีกห้องหนึ่งเรียกว่า ห้องวอร์มเด็ก เพื่อให้อุณหภูมิเหมือนกับตอนที่อยู่ในท้องแม่ หมอเด็กจะดูแลการหายใจ ตรวจร่างกายเบื้องต้น ก่อนพาไปส่งที่ห้องเด็กอ่อน ส่วนคุณแม่จะได้นอนพักสักครู่ก่อนย้ายไปห้องพักฟื้น และอีกไม่นานแม่ลูกก็ไดเจอกันอีกครั้ง
อึ้ม
มม วันนี้การทัวร์ห้องคลอดของเราจบลงแล้วค่ะ หวังว่าคงช่วยให้คุณแม่รู้สึกคุ้นเคยขึ้น ทั้งคลายความตื่นเต้นไปได้บ้างนะคะ.
(update 9 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 280 พฤษภาคม 2549 ]
|