คุณแม่ครับ !
หากมีคุณแม่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า ฉันอยากจะคลอดที่บ้าน ผมเชื่อว่าผู้คนรอบข้างตั้งแต่พ่อ แม่ พ่อสามี แม่สามี สามี ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหาย คงจะต้องอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กันโดยมิได้นัดหมายว่า ฮ้า! เธอจะบ้าหรือไงที่คิดเช่นนี้ แต่หากว่าคุณแม่พูดขึ้นมาเมื่อ 40 - 50 ปีที่แล้ว ก็คงจะไม่มีเสียงอุทานเช่นนี้แน่แท้
ในปัจจุบันนี้พบว่าคุณแม่ในประเทศไทยกว่าร้อยละ 90 นิยมไปคลอดในโรงพยาบาลยกเว้นคุณแม่ที่เป็นชาวไทยภูเขาอยู่บนดอยสูงๆ ไกลๆ จากโรงพยาบาล หรือชาวเลที่อยู่ในทะเล หรือชาวมุสลิมบางคนเท่านั้นที่คลอดที่บ้าน
บางวันช่วงเช้าๆ เวลาที่รถติด หลายท่านอาจเคยได้ยินข่าววิทยุ จส.100 ที่รายงานว่าขณะนี้น้ำเดิน หรือเจ็บท้องที่กำลังจะไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยหลบหลีก หรือเปิดทางให้เดินทางสะดวกในขณะที่รถติดเวลาเร่งด่วน บางครั้งก็ไปโรงพยาบาลไม่ทันถึงกับคลอดในรถแท็กซี่ก็มี โดยอาจจะมีคุณตำรวจจราจรเป็นหมอตำแยทำคลอดให้ ในอดีตเมื่อครั้งยังไม่มีโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย คุณแม่ทุกคนที่คลอดที่บ้านโดยหญิงผู้มีประสบการณ์ในการคลอดเองหรือเคยทำคลอดมาก่อนในหมู่บ้านนั้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หมอตำแย
คุณแม่เคยสังเกตไหมครับว่า สัตว์ต่างๆ ที่กำลังเริ่มต้นมีชีวิตคู่ ก็จะสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยตามแต่ชนิดของสัตว์นั้นๆ เช่น นกก็จะสร้างรัง กระโรกก็ขุดโพรงไม้ เป็นต้น จากนั้นก็จะวางไข่หรือออกลูกในบ้านที่มันคุ้นเคย แต่คนเราทำไมหนออุตส่าห์สร้างบ้านสวยงาม แต่เวลาคลอดกลับไปคลอดที่โรงพยาบาลซึ่งยังไงๆ ก็ไม่คุ้นเคยเท่าที่บ้านคำตอบก็คือ ค่านิยม ความเชื่อของผู้คนในสังคมที่เชื่อว่าในโรงพยาบาลเป็นที่ปลอดภัยในการคลอดลูกมากกว่าที่บ้าน
ซึ่งเหตุผลนี้ ก็มีส่วนถูกต้องแต่ไม่หมดเสียทีเดียว ดังที่ผมได้เคยบรรยายมาแล้วว่าการคลอดในโรงพยาบาลมีโอกาสที่คุณแม่จะได้รับการแทรกแซงสูงกว่าที่บ้าน และคุณแม่ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีปัญหาอะไร สามารถคลอดลูกได้เองโดยที่ผู้ดูแลการคลอดไม่ต้องทำอะไรมาก ที่กล่าวมานี้ไม่ได้เป็นการเขียนเชียร์ให้คุณแม่มาคลอดที่บ้านทั้งหมดแต่ประการใดนะครับ เพราะใช่ว่าคุณแม่ทุกคนที่อยากจะคลอดที่บ้านจะสามารถทำอย่างนั้นได้ทุกคน
แล้วใครบ้างละที่มีคุณสมบัติ สามารถคลอดที่บ้านได้ คุณแม่ที่จะสามารถคลอดที่บ้านต้องมีความพร้อมดังต่อไปนี้ครับ
ประการแรก คุณแม่ต้องไม่ใช่ครรภ์เสี่ยงสูง ซึ่งประกอบด้วยความเสี่ยงทางสูติกรรม เช่น รกเกาะต่ำ ทารกตัวเล็กโตช้าทารกมีก้นเป็นส่วนนำ ทารกตัวโตมาก มีความเสี่ยงทางอายุรกรรม เช่น มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น หรือมีประวัติภาวะแทรกซ้อนในการคลอดครรภ์ก่อน เช่น ตกเลือดหลังคลอดทารก คลอดยาก
ประการที่สอง มีผู้ดูแลการคลอด เช่น คุณหมอ คุณผดุงครรภ์ ที่สามารถมาทำคลอดให้คุณแม่ได้
ประการที่สาม ต้องมีดรงพยาบาลที่สามารถรับคุณแม่ไปดูแลการคลอดต่อ หรือมีสูติแพทย์มาดูแลอย่างฉุกเฉินที่บ้านได้ในกรณีที่การคลอดมีปัญหา
เช่น ปากมดลูกเปิดขยายช้ากว่าปกติ เจ็บครรภ์นานกว่าปกติ ทารกอยู่ในภาวะเครียด หรือการตกเลือดหลังคลอด
ความพร้อมประการที่ 3 มีความสำคัญมากกว่าความพร้อมประการที่ 1 และ 2 เพราะแม้ว่าคุณแม่จะไม่มีความเสี่ยงเลย แต่หากไม่มีโรงพยาบาลที่สามารถรับคุณแม่ไปดูแลการคลอดต่อก็อาจเกิดอันตรายกับคุณแม้ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการคลอด
เมื่อคุณแม่มีความพร้อมทั้ง 3 ประการแล้ว สิ่งต่อไปที่คุณแม่จะต้องพิจารณาคือ
1. คุณแม่จะคลอดที่ห้องไหน มีหลายห้องที่อาจจะปรับมาใช้เป็นห้องคลอดได้ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องน้ำ ส่วนความเหมาะสมของแต่ละห้องนั้นขึ้นอยู่กับขนาดการเก็บเสียง ความอบอุ่นของห้องน้ำนั้นๆ ในกรณีที่ไม่ได้เลือกห้องน้ำเป็นห้องคลอดคุณแม่ควรคำนึงถึงการแช่น้ำอุ่น และการอาบน้ำฝักบัวเป็นวิธีการบรรเทาปวดที่ไม่ใช้ยา ดังนั้นห้องน้ำไม่ควรจะอยู่ห่างห้องที่จะใช้คลอดนะครับ
2. อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องเตรียมไว้ เช่น แสงสลัวๆ และโคมไฟ สำหรับตรวจดูแลฉีกขาดหลังคลอด, เบาะรองนั่ง, เก้าอี้คลอด
เก้าอี้ที่ปรับสภาพได้ (Bean bag), เสื่อผ้ารองกันเปื้อน เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้วแต่ความพึงพอใจของคุณแม่เป็นสำคัญ
คุณแม่ครับ!
ความจริงแล้วการคลอดที่บ้านเป็นสิ่งดีเป็นการคลอดวิถีธรรมชาติวิถีหนึ่งเลยทีเดียว
1. ความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบ้านของเราเอง ช่วยลดระดับของฮอร์โมนอะดรีนาลีน ที่บ้านคุณแม่มีสถานะเป็นเจ้าของ ส่วนคุณผดุงครรภ์หรือคุณหมอเป็นเพียงแขก ขณะที่ในโรงพยาบาลคุณหมอหรือคุณผดุงครรภ์เป็นเจ้าของบ้าน ส่วนคุณแม่เป็นแขก
2. การคลอดที่บ้านลดโอกาสการถูกแทรกแซงทางการแพทย์ โดยเฉพาะการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นในโรงพยาบาล
3. การคลอดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว เสมือนพิธีกรรมทางสังคมซึ่งทุกคนในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ สามี ลูก คนก่อน
ได้มีโอกาสเฉลิมฉลองในการคลอดที่บ้านได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ เหมือนการคลอดที่โรงพยาบาล
ในต่างประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เช่น เนเธอร์แลนด์ คุณแม่ร้อยละ 30 เลือกที่จะคลอดที่บ้าน โดยคุณผดุงครรภ์ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดมีภาวะแท่รกซ้อนที่แตกต่างกับคุณแม่ที่คลอดที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด
ในภาพรวม บางครั้งเราอาจดูเหมือนว่าการคลอดที่บ้านมีความเสี่ยง ไม่แน่นอนสูงทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือบางครั้งคลอดโดยปราศจากผู้ดูแลการคลอดที่ได้รับการอบรม หรือบางครั้งคุณแม่มีความเสี่ยงสูงร่วมด้วยเป็นต้น
ผมมีตัวอย่างของการคลอดทีบ้านของคุณแม่เพื่อนของผมเอง ซึ่งเคยคลอดลูกมาแล้ว 2 คนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าคุณแม่ไม่พึงพอใจกับบริการที่ได้รับ จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเมื่อจะคลอดลูกคนที่ 3 ซึ่งก็คือเพื่อนของผมคนนี้เอง คุณแม่จะคลอดที่บ้าน คุณแม่ก็ได้ฝากท้องกับคุณผดุงครรภ์ และแจ้งความประสงค์ที่จะคลอดที่บ้านให้ทราบ เมื่อเจ็บครรภ์ผดุงครรภ์ก็ได้มาทำคลอดที่บ้าน สุดท้ายคุณแม่ก็คลอดเพื่อนของผมคนนี้อย่างปลอดภัยโดยมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งแม่และลูก
สำหรับในประเทศไทย ผมคิดว่าขณะนี้คงจะไม่ค่อยมีคุณแม่คลอดที่บ้าน เพราะส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการคลอดในโรงพยาบาลมานานเกือบครึ่งศตวรรษ แต่เดิมนั้นคุณผดุงครรภ์ยังมีการทำคลอดที่สถานีอนามัย หรือบางครั้งออกไปทำคลอดให้ที่บ้าน แต่ในปัจจุบันสถานีอนามัย มีหน้าที่เพียงดูแลรักษาเบื้องต้นเท่านั้น เช่น การฝากครรภ์ไม่ได้ทำคลอดอีกต่อไปแล้ว หากมีคุณแม่ที่เจ็บท้องก็จะแนะนำให้ไปคลอดที่โรงพยาบาล คุณหมอ คุณผดุงครรภ์ก็ไม่คุ้นเคยกับการไปทำคลอดให้ที่บ้านมาเป็นเวลานานมากแล้วครับ
ที่งๆ ที่ความจริงแล้ว การคลอดที่บ้านที่มีการวางแผนการคลอดเป็นอย่างดีโดยคุณแม่ที่ไม่มีครรภ์เสี่ยงสูง ดูแลการคลอดโดยผู้มีประสบการณ์ และมีโรงพยาบาลสนับสนุนเบื้องหลัง สามารถทำให้คุณแม่คลอดลูกออกมาโดยปลอดภัยทั้งแม่และลูกได้.
(update 22 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]
|