10 โรคแทรกซ้อน แม่ท้องต้องระวัง


เวลาท้องหัวอกคนเป็นแม่ก็คิดวิตกกังวลไปได้ทุกเรื่องแหละค่ะ หลักๆ ก็อยู่ที่สุขภาพอนามัยของตัวเองและลูกในท้องนี่แหละ เอ…ว่าแต่ช่วงท้องอย่างเนี้ยมีภาวะแทรกซ้อนอะไรที่อาจจะเกิดกับเราได้บ้างนะ และเราจะดูแลป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อนได้มั้ย วิธีไหน?

ยามสงสัยเรื่องอย่างนี้ใครจะให้คำตอบเราได้ดีเท่าคุณหมอสูติฯ ล่ะ

ไม่รอช้าตรงดิ่งไปโรงพยาบาลศิริราชกันเลยเพื่อขอรบกวนคุณหมอ รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชยาบาล ให้ช่วยเปิดเผยถึงสถิติอันน่าสนใจและอธิบายถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่แม่ท้องต้องระวังค่ะ

และแน่นอนไม่ลืมขอร้องคุณหมอให้เล่าแบบเข้าใจง่าย ฟังปุ๊ปเข้าใจปั๊ปได้ยิ่งดี คุณหมอก็แสนจะใจดี เล่าให้ผังแบบไม่ซับซ้อนไม่ต้องแปลเลยอย่างนี้ไงคะ


1. ท้องนอกมดลูก : พบแม่ท้องนอกมดลูก 112 ราย จากแม่ตั้งครรภ์ 10,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 1
ปกติคนเราเวลาตั้งครรภ์ก็จะตั้งครรภ์ในมดลูก แต่มีไม่น้อยค่ะที่ไข่เมื่อผสมกับอสุจิแล้วจะไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ บางคนฝังในรังไข่เลยก็มี หรือบางคนก็ในช่องท้อง แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือท้องในท่อนำไข่ค่ะ การตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ ส่วนมากเด็กโตได้ระยะหนึ่งก็มักจะเสียชีวิตค่ะ

สาเหตุ พบบ่อยๆ ในคนที่มีประวัติเคยมีปีกมดลูกอักเสบ เคยทำแท้งบ่อยๆ การขูดมดลูกอาจมีการอักเสบติดเชื้อ ทำให้ท่อนำไข่หรือมดลูกไม่เรียบ ไข่เดินทางไปสู่มดลูกช้า การฝังตัวเกิดได้ไม่ดี จึงฝังตัวนอกมดลูกค่ะ

การรักษา ส่วนมากต้องผ่าตัดเพื่อเอาการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติออก บางคนจำเป็นต้องตัดท่อนำไข่ทิ้ง หรือตัดรังไข่ทิ้ง หรือตัดรังไข่ทิ้ง แล้วแต่กรณีค่ะ

การป้องกัน ที่ดีที่สุดและง่ายทีสุด ฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดค่ะ เพื่อจะรักษาได้ทันท่วงทีไม่เกิดอันตรายต่อคุณแม่ เพราะหากปล่อยไว้ท่อนำไข่หรือรังไข่อาจแตกและมีเลือดออกมาจนเป็นอันตรายได้

2. ภาวะรกเกาะต่ำ : พบประมาณ 100 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 1
ปกติรกของผู้หญิงเราจะเกาะที่ยอดมดลูก แต่บางคนรกเกาะต่ำลงมาที่ปากมดลูก จึงขวางช่องทางทำให้เด็กเคลื่อนลงมาไม่ได้ และถ้าเด็กตัวใหญ่ขึ้น รกที่เกาะอยู่แผ่นใหญ่ขึ้น พอขยายตัวอาจทำให้เกิดรอยปริระหว่างรกกับปากมดลูกได้ค่ะ ทำให้คุณแม่มีเลือดออก

ถ้าเลือดออกมากๆ อาจทำให้เด็กและแม่เสียชีวิตได้แต่ก็มีคุณแม่บางคนซึ่งมีรกเกาะต่ำโดยไม่เกิดปัญหาอะไรตามมาเลยก็ได้ ขณะที่บางคนมีเลือดออกผิดปกติ

สาเหตุ มักเจอในคุณแม่ที่มีลูกมากๆ เคยคลอดลูกหลายคน หรือว่าเคยขูดมดลูกมาก่อน

การรักษา คุณหมอจะรอจนเด็กโต มีอายุครรภ์ครบกำหนด ก็จะนัดมาผ่าตัดคลอด แต่ในบางรายที่ยังไม่ทันครบกำหนดแล้วมีเลือดออกเยอะ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดเพื่อรักษาชีวิตแม่เอาไว้ค่ะ

การป้องกัน ถ้าคุณแม่รู้ตัวเองว่ามีภาวะเสี่ยง ควรรีบฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าตรวจพบว่ามีรกเกาะต่ำ จะได้ระวังในเรื่องการปฏิบัติตัวไม่ให้มีการกระทบกระเทือนเพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกได้ เช่น อาจต้องงดเว้นการทำงานหนัก นั่งรถกระเทือน หรือมีเพศสัมพันธ์

3. ภาวะการแท้งบุตร : พบ 944 ราย จากแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 10,000 ราย
คิดเป็นร้อยละ 7
การแท้งบุตร คือการตั้งครรภ์ที่ยุติหรือสิ้นสุดลงก่อนเวลาที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่จะหมายถึงการตั้งครรภ์ 20 - 23 สัปดาห์ ซึ่งถ้ายุติในช่วงเวลานี้ส่วนมากเด็กจะไม่สามารถมีชีวิตได้เพราะว่าตัวเล็กเกินไป

สาเหตุ มีอยู่ 2 ประการคือ แท้งเองกับตั้งใจทำแท้ง การแท้งเองอาจเกิดจากไข่ที่ไม่สมบูรณ์ หรือแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคเลือดบางชนิด บางคนก็หาสาเหตุชัดๆ ไม่ได้ เช่น อาจจะเกิดจากภาวะเครียด อดนอน ทำงานหนัก

การป้องกัน การแท้งจากบางสาเหตุป้องกันไม่ได้ เช่น การที่ไข่ไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ไข่มีการทำลายตัวเองไป แต่หากเป็นการแท้งที่เกิดในคุณแม่ที่มีโรคภัยไข้เจ็บ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ก่อนตั้งครรภ์ต้องตรวจสุขภาพร่างกายก่อนค่ะ ถ้ามีโรคต้องรีบรักษาให้หาย หรือให้อยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ก่อน จึงปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์

4. ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด : พบไม่บ่อยมาก ที่โรงพยาบาลศิริราชปีหนึ่งๆ เจอประมาณ 14 - 15 ราย
ตามปกติเมื่อเด็กคลอดแล้ว รกจึงจะหลุดจากมดลูกคลอดตามออกมา แต่มีบางคนค่ะที่รกหลุดออกมาก่อน โดยเด็กยังไม่คลอด เมื่อรกหลุดทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงเด็กโดยผ่านรกหยุดไปทันที และถ้าช่วยไม่ทันจะทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องได้

สาเหตุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกกระแทกที่หน้าท้อง หกล้ม กระแทกกระเทือนจากการนั่งรถ หรืออุ้มลูกคนโต แต่บางรายก็ไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุค่ะ เช่น แม่เป็นความดันโลหิตสูง ก็อาจทำให้รกลอกตัวก่อนกำหนดได้เช่นกัน

การรักษา ถ้าพบต้องเร่งทำคลอดทันที ซึ่งเด็กอาจจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่แล้วแต่ว่ามีอุบัติเหตุเมื่ออายุครรภ์เท่าใด

การป้องกัน เมื่อตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้กระทบกระเทือนที่บริเวณหน้าท้อง


5. ตกเลือดหลังคลอด : พบ 259 ราย จากการคลอดประมาณ 10,000 ราย
หลังคลอดลูกมดลูกจะมีการบีบตัว ทำให้มีเลือดไหลออกมา การคลอดปกติจะเสียเลือดประมาณ 200 - 300 ซี.ซี. แต่มีบางคนเลือดออกมากกว่าจนกระทั่งช็อกหรือเสียชีวิตคำว่าตกเลือดหลังคลอดทางการแพทย์หมายความว่า หลังจากคลอดเด็กและรกออกไปแล้ว คุณแม่มีการเสียเลือดมากกว่าครึ่งลิตรหรือมากกว่า 500 ซี.ซี.

สาเหตุ ที่พบบ่อยๆ มีอยู่ 2 - 3 ประการคือ

1. มดลูกบีบตัวได้ไม่ดี ทำให้มดลูกแข็งตัวได้ไม่ดี เลือดจึงไหลไม่หยุด การที่มดลูกบีบรัดตัวได้ไม่ดี ส่วนมากพบในคนที่มีอายุมาก คลอดลูกบ่อย หรือเกิดจากการคลอกยาก ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกตัวโตหรือเด็กมีท่าผิดปกติ พอบีบไม่ออก บีบนานๆ มดลูกก็ล้าหดรัดตัวไม่ดี หรือบางคนอาจได้รับยาคลายกล้ามเนื้อมดลูกบางอย่าง ก็ทำให้มดลูกหดรัดตัวได้ไม่ดีเช่นกันค่ะ

การรักษา มียาหลายชนิดที่ทำให้มดลูกบีบรัดตัวได้ดี แต่บางรายให้ยาก็ไม่ดีขึ้น อาจต้องตัดมดลูกทิ้ง มิฉะนั้นคุณแม่จะเสียเลือดมากจนเสียชีวิตได้ ซึ่งกรณีอย่างนี้พบได้ไม่บ่อยนักค่ะ

2. เกิดจาการฉีกขาดของช่องคลอด เช่น ฝีเย็บฉีกขาด บางคนปากมดลูกมีการฉีกขาดบางคนมดลูกฉีกขาดหรือแตกต่างจากการคลอด ซึ่งพวกนี้อาจเกิดจากการที่เด็กตัวใหญ่มาก เป็นต้น

การรักษา คุณหมอจะตรวจดูว่ามีการฉีกขาดที่ไหน ก็ไปเย็บซ่อมแซม แต่ถ้ามดลูกมีการฉีกขาดหรือแตกมาก ก็อาจต้องตัดมดลูกทิ้ง

3. เด็กคลอดไปแล้ว แต่รกคลอดไม่หมดทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดี ทำให้เสียเลือดได้

การรักษา คุณหมออาจต้องใช้มือเข้าไปล้วงรกออกมา หรือขูดมดลูก

การป้องกัน คุณแม่ทุกคนควรได้รับการดูแลที่ดีจากคุณหมอ อย่าปล่อยให้มีการเจ็บครรภ์คลอดนานจนเกินไป ในประเทศไทยยังมีผู้เสียชีวิตจากการตกเลือดหลังคลอดประปราย แต่ในประเทศที่ด้อยพัฒนายังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณแม่เสียชีวิต เนื่องจากอาจมีเลือดมารักษาไม่เพียงพอ หรือยารักษาการติดเชื้อไม่ดีพอ แต่ในบ้านเราโชคดีค่ะที่การรักษาทำได้ค่อนข้างดี โอกาสที่จะตายจากโรคนี้จึงต่ำมาก

6. โรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ : พบ 523 ราย หรือประมาณร้อยละ 5
มี 2 กลุ่มคือ ผู้หญิงบางคนเป็นความดันโลหิตสูงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ กับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งตอนไม่ตั้งครรภ์?ความดันไม่สูง แต่เมือตั้งครรภ์แล้วความดันกลับสูงได้ กลุ่มหลังเราจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้บ่อยค่ะ โดยคุณแม่จะมีอาการบวม ตรวจปัสสาวะเจอไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ ถ้าอาการรุนแรงและรักษาได้ไม่ดีก็จะชัก อาจมีเส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตได้ สมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่าครรภ์เป็นพิษ

ส่วนลูกในครรภ์ ถ้าคุณแม่มีอาการรุนแรงมาก เด็กมักจะตายในท้อง ถ้ามีอาการนาน จะมีผลกับการเจริญเติบโตได้ปกติ ไม่มีความพิการใดๆ

สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัดค่ะ แต่จะพบบ่อยๆ ในคุณแม่บางกลุ่ม เช่น คุณแม่ท้องที่อายุน้อยๆ หรืออายุมากๆ กลุ่มนี้มีปัญหาทั้งคู่ แต่ในคนวัยธรรมดา เช่น 20 กว่าๆ ถึง 30 ปี เจอน้อย และมักเจอในท้องแรก ท้องหลังไม่ค่อยเจอค่ะ เจอได้บ่อยในครรภ์ คนเป็นเบาหวานหรือมีประวัติในครอบครัว เช่นแม่เคยเป็นโรคนี้ขณะตั้งครรภ์ จึงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ หรือเกี่ยวกับอาหารการกิน หรืออาจจะเกี่ยวกับฮอร์โมนที่สร้างจากรกหรือจากตัวเด็กที่ทำให้ความดันขึ้นเพราะสังเกตว่าเมื่อมีการคลอดเสร็จแล้วส่วนใหญ่แม่ก็จะหายเป็นปกติ

การรักษา ในรายที่เป็นรุนแรงอาจต้องยุติการตั้งครรภ์ แต่เจอได้น้อย ส่วนมากจะรักษาได้ คุณหมอจะมียาป้องกันการชัก ยาลดความดัน เพื่อประคับประคองให้เด็กโตพอ แล้วก็ผ่าตัดคลอด หรือให้ยาเร่งคลอดได้ ที่ควบคุมไม่ได้มีน้อย

และสาเหตุที่ควบคุมไม่ได้ส่วนมากมักเกิดจากมาหาหมอตอนที่อาการเป็นมากแล้ว เช่น คุณแม่ที่ไม่รู้ตัวว่าเป็น ไม่มาฝากครรภ์เลยหรือมาฝากช้า หรือมาถึงมือหมอก็ชักมาเสียแล้วค่ะ

การป้องกัน ควรจะตั้งครรภ์ในอายุที่เหมาะสม รีบไปฝากครรภ์ หมอจะได้เจอตั้งแต่แรก และให้การรักษาได้ทันท่วงที

7. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ : พบ 387 ราย หรือประมาณร้อยละ 3.4
มีคุณแม่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มหนึ่งเป็นเบาหวานอยู่แล้วก่อนท้อง กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งท้องแล้วจึงเป็นเบาหวานค่ะ กลุ่มหลังนี้การตั้งครรภ์จะไปกระตุ้นให้เป็นโรคนี้ เชื่อว่าสเด็กและรกที่อยู่ในมดลูกสามารถสร้างฮอร์โมนหรือสารเคมีไปยับยั้งการทำงานของอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำให้คุณแม่เป็นเบาหวาน ซึ่งคุณแม่ที่คุมน้ำตาลบได้ไม่ดีอาจชักหรือช็อก อาจแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้

สาเหตุ ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่มักพบในคุณแม่ท้องแรก อายุมากๆ หรืออ้วนมากๆ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน หรือว่าตัวคุณแม่เองมีโรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูงซึ่งเราเรียกคุณแม่กลุ่มนี้ว่ากลุ่มเสี่ยง

การรักษา ถ้าตรวจพบต้องรีบรักษา คุณหมอจะแนะนำวิธีการดูแลตนเอง เช่น คุมอาหาร ถ้าคุมอาหารแล้วเอาไม่อยู่ อาจต้องฉีดอินซูลินช่วยระหว่างที่ท้องก็ต้องคอยตรวจระดับน้ำตาลคุณแม่อย่างสม่ำเนมอ และต้องคอยเช็กว่ามีปัญหาแทรกซ้อนอื่นหรือไม่ทั้งในตัวแม่และตัวลูก

การป้องกัน ในกลุ่มเสี่ยงก็ต้องรีบไปฝากครรภ์ถ้าตรวจเจอจตะได้รักษาและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง

8. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ : พบประมาณ 90 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 1%
สาเหตุ เมื่อตั้งครรภ์ มดลูกจะขยายตัวไปดันกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะได้ไม่ดีมีการคั่งค้างนาน เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

การรักษา คุณหมอนำปัสสาวะไปเพาะเชื้อ ว่าติดเชื้ออะไร แล้วให้ยาฆ่าเชื้อ โดยเป็นยาที่ไม่มีผลต่อลูกในครรภ์ค่ะ

การป้องกัน อย่ากลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้มีการขับปัสสาวะได้ดี ไม่มีการคั่งค้าง เป็นการชำระล้างทำความสะอาดระบบทางเดินปัสสาวะ


9. โรคโลหิตจาง : พบ 493 ราย หรือประมาณร้อยละ 5
สาเหตุ ที่พบบ่อยๆ ในบ้านเรามี 2 ชนิด คือโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก กับโรคเลือดจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย

การรักษา โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก แก้ไขได้ไม่ยากค่ะ โดยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กมากๆ เช่น ตับบด ผักใบเขียว หรือรับประทานวิตามินเสริมธาตุเหล็กส่วนโรคโลหิตจางจากโรคเลือดธาลัสซีเมียเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ถ้าลูกในท้องเป็นโรคนี้และมีอาการมากก็อาจจะทำให้ลูกตายในท้อง หรือลูกบวมน้ำในท้องได้

การป้องกัน ก่อนตั้งครรภ์ควรตรวจร่างกายว่าโลหิตจางหรือไม่ ถ้าเป็นจากการขาดธาตุเหล็ก ควรรับประทานอาหารเสริมให้เป็นปกติก่อนตั้งครรภ์ ส่วนโรคโลหิตจางโรคเลือดธาลัสซีเมีย สามารถตรวจคัดกรองว่าลูกจะเสี่ยงไหม โดยตรวจเลือดของคุณพ่อคุณแม่

10. ไทรอยด์เป็นพิเศษ : พบ 56 ราย แม่ตั้งครรภ์ประมาณ 10,000 ราย หรือประมาณร้อยละ 0.5
ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้างสารไทรอกซิรน ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน ร่างกายอบอุ่นทำให้ระฉับกระเฉง แต่ถ้าต่อมนี้ผลิตสารออกมามากกว่าปกติ ทำให้มือสั่นใจสั่น ร่างกายสูญเสียพลังงานมาก เหงื่อออกมาก หงุดหงิด ก่อนท้องอาจจะเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ การตั้งครรภ์ไม่ได้กระตุ้นให้เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ คุณแม่ที่เป็นโรคนี้แล้วรักษาไม่ดีจะทำให้ลูกเกิดปัญหาตัวเล็ก ไม่แข็งแรง คนที่เป็นรุนแรงอาจทำให้แท้งหรือบางคนอาจช็อกเป็นอันตรายได้

การรักษา คุณหมอจะให้ยาที่ไปกดการทำงานของไทรอกซิน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปกติการตั้งครรภ์ก็จะดำเนินไปตามปกติ โดยยาที่ให้ไม่มีผลกับเด็กในครรภ์

การป้องกัน เนื่องจากโรคนี้ยังไม่รู้สาเหตุ ดังนั้นเวลาตั้งครรภ์ต้องรีบไปฝากครรภ์ เพื่อที่คุณหมอจะได้ให้ยาควบคุมอาการได้โดยไม่ทำให้การตั้งครรภ์มีปัญหา

(หมายเหตุ : สถิติจากแผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลศิริราช ปี 2547)

เป็นอย่างไรบ้างคะ อย่าเพิ่งตกใจกลัวไปนะคะนี่เป็นสถิติการเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรงพยาบาลศิริราชเท่านั้น ซึ่งคุณหมอบอกว่านี่ไม่สามารถนำมาเป็นตัวบอกภาพรวมการเกิดภาวะดังกล่าวของทั้งประเทศได้ เพียงแต่โรงพยาบาลศิริราชเป็นศูนย์กลางใหญ่ และในเมืองไทยนั้นยังไม่มีการรวบรวมสถิติเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

คุณหมอวิทยา ทิ้งท้ายปลอบใจคุณแม่ก่อนจากด้วยว่า ความจริงแล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ได้พบบ่อยๆ เพราะการตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติของคนเรา ส่วนมากการตั้งครรภ์และการคลอดจะแฮปปี้เอนดิ้งถึงร้อยละ 90 แต่จะมีคุณแม่บางกลุ่มเท่านั้นที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาบางอย่าง

“อยากแนะนำคุณแม่ว่าอย่าตกอกตกใจอะไรมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็ตามทุกอย่างขณะนี้เราสามารถดูแลรักษาได้ เพียงแต่อยากให้ใส่ใจดูแลบตัวเอง ก่อนตั้งครรภ์ตรวจเช็กร่างกาย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ตั้งครรภ์ได้ ถ้ามีปัญหาก็ทำการรักษาให้เรียบร้อยก่อนค่อยตั้งครรภ์ มีคนที่ถูกห้ามตั้งครรภ์เลยน้อยมากขอเตือนว่าอย่าปล่อยให้มีการตั้งครรภ์โดยที่มารู้ว่ามีปัญหาเมื่แหลังตั้งครรภ์ไปแล้ว เพราะจะทำให้การดูแลรักษายากขึ้นไปอีก เนื่องจากวิธีการรักษาหลายอย่างสำหรับคนท้อง มีวิธีคิดต่างจากการักษาในคนไม่ท้องอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกในท้องอีกชีวิตหนึ่งด้วย”

ดังนั้นคำตอบสุดท้ายซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ วางแผนก่อนตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ที่มีการวางแผน และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จะทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาใหญ่ๆ ได้น้อยมากค่ะ.


(update 19 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 กุมภาพันธ์ 2549 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600