คุณณัฐฐา อายุ 24 ปี ตั้งครรภ์แรก อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีกำหนดผ่าตัดคลอดในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเนื่องจากคุณณัฐฐาเป็นคนตัวเล็ก
สูงเพียง 153 เซนติเมตร และขนาดศรีษะของทารกมีขนาดใหญ่ไม่สัมพันธ์กับขนาดของอุ้งเชิงกราน จึงต้องคลอดโดยการผ่าตัด
เนื่องจากครอบครัวก็มีกิจการเป็นของตนเอง คุณณัฐฐา จึงหยุดพักเป็นเวลานานก่อนถึงกำหนดคลอด แต่เมือท้องใหญ่ขึ้น คุณณัฐฐาก็รับประทานอาหารได้น้อยลง เพราะมักมีอาการแน่นท้องเสมอ สามีก็พยายามสรรหาของกินมาให้รับประทานหลายๆ อย่าง แต่ก็ยังรับประทานได้ไม่มากเท่าใดนักคุณหมอก็แนะนำให้ทานบ่อยๆ ทีละน้อยก็ได้ในระหว่างนี้คุณณัฐฐาต้องไปพบคุณหมอทุกสัปดาห์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ดูว่าเด็กแข็งแรงหรือไม่ และครั้งหลังสุดที่ไป คุณหมอบอกว่ามีน้ำคร่ำน้อย ให้คุณณัฐฐาทานให้มากขึ้นอีกนิดลูกจะได้อ้วนๆ พอกลับมาถึงบ้าน สามีก้เลยหาอะไรมาให้ทานเยอะแยะไปหมดหอตกเย็นคุณณัฐฐาเริ่มมีอาการคลื่ยไส้และอาเจียนสองสามครั้ง และมีอาการปวดท้อง ท้องอืดไม่สบายท้องมาก จึงคิดว่าอาหารเป็นพิษเพราะทานอาหารหลายอย่างในช่วงบ่าย เลยโทรหาคุณหมอ คุณหมอบอกให้ทานน้ำหวานมากๆ และดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทน ถ้าอาเจียนมากให้มาโรงพยาบาล จะให้น้ำเกลือแทน
ช่วงหัวค่ำคุณณัฐฐาอาเจียนน้อยลง จึงคิดว่าอาการดีขึ้น แต่ยังคงปวดท้องอยู่จึงพยายามนอนพัก แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย รู้สึกปวดเกร็งที่ท้องด้านขวา และมีไข้ต่ำๆ พอตกดึกก็ไม่อยากจะไปโรงพยาบาลแล้วก็เกรงใจคุณหมอด้วย เลยกะว่าจะรอให้เช้าก่อนค่อยไป จนกระทั่งเกือบเช้ารู้สึกว่าทนไม่ไหว และเป็นห่วงลูกด้วยจึงให้สามีพาไปโรงพยาบาล แพทย์เวรที่ห้องฉุกเฉินมาตรวจอาการให้แล้วคิดว่าไม่น่าจะเป็นอาหารเป็นพิษอย่างที่เข้าใจและสงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือโรคอื่นๆ ในช่องท้องและได้โทรปรึกษาคุณหมอสูติที่ได้รับฝากครรภ์ไว้ หลังจากที่คุณหมอได้ปรึกษากัน และได้รับผลตรวจเลือดตรวจปัสสาวะแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะทำการผ่าตัดคลอดเลยแล้วค่อยจัดการกับไส้ติ่งอักเสบ โดยที่เด็กคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อยและสามารถมีชีวิตรอดอยู่ภายนอกร่างกายมารดาได้ แต่คุณหมอเห็นว่าน่าจะแข็งแรงดี และเมื่อคุยกับคุณหมอทางโทรศัพท์แล้ว พยาบาลก็ให้เซ็นต์เอกสารก่อนพาไปที่ห้องผ่าตัด
คุณณัฐฐาตื่นขึ้นมาในห้องพักฟื้น มีพยาบาลมาคอยดูแล และแจ้งให้ทราบว่าปลอดภัยดี ทั้งตัวคุณณัฐฐาและลูกสาว เด็กน้ำหนัก 2,890 กรัม อยู่ที่ห้องเด็ก สักพัก คุณณัฐฐาก็ได้ย้ายไปยังห้องพัก และได้ให้นมลูกเป็นครั้งแรก
คุณหมอสูติมาเยี่ยมอาการ และเล่าให้ฟังว่า คุณณัฐฐาเป็นไส้ติ่งอักเสบซึ่งแตกออกสู่ช่องท้องตั้งแต่ตอนที่มาถึงโรงพยาบาล ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อมารดาและทารกมากอาจทำให้ติดเชื้อรุนแรงได้ และคุณหมอได้ล้างช่องท้องภายในให้จนสะอาดแล้ว แต่จะต้องให้น้ำเกลือแก่คุณณัฐฐานาน และงดน้ำและอาหารคุณณัฐฐาอย่างน้อยสองวันดังนั้นขอให้พักผ่อนให้มาก และเดินออกกำลังกายบ้างจะได้ไม่เกิดพังผืดในช่องท้อง และยังแนะนำว่าครั้งนี้ผู้ป่วยได้ทนปวดท้องนานจนไส้ติ่งแตกยังไม่ยอมมาหาหมอ หมอบอกว่าครั้งต่อไปมีอะไรผิดปกติให้รีบมา ไม่ต้องอดทนมากขนาดนี้ คุณณัฐฐาอยู่ในโรงพยาบาลนาน 5 วันจึงได้กลับบ้านโชคดีที่เรื่องไม่คาดคิดเช่นนี้จบลงด้วยดี
ไขปัญหาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภาวะไส้ติ่งอักเสบในหญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในขณะตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์ และหลังคลอด 6 สัปดาห์โดยที่อุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์นั้นไม่แตกต่างจากหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ โดยจะพบประมาณ 1 : 1,500 ของการตั้งครรภ์
อาการของไส้ติ่งอักเสบจะเริ่มจากการปวดเกร็งท้องบริเวณรอบสะดือ แล้วต่อมาตำแหน่งที่ปวดจะเริ่มเคลื่อนมาทางด้านขวาของช่องท้อง ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น
การตั้งครรภ์จะทำให้การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบยากขึ้น เนื่องจากการแพ้ท้องในระยะแรกของการตั้งครรภ์ คืออาการเบื่ออาหาร
คลื่นไส้อาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ อีกทั้งเมื่อมดลูกโตขึ้นจะดันไส้ติ่งให้เลื่อนขึ้นไป ดังนั้นเมื่อแพทย์ทำการตรวจบริเวณตำแหน่งที่กดเจ็บมากที่สุดจึงไม่ชัดเจนว่าเป็นตำแหน่งของไส้ติ่งหรือไม่ เพราะในหญิงตั้งครรภ์ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งอาการคล้ายคลึงกัน เช่น นิ่ว กรวย ไตอักเสบ หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด
การวินิจฉัยอาจทำได้โดยการตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดขาวมาก และจากการตรวจปัสสาวะ แต่การตรวจที่จะยืนยันได้ชัดเจนคือการผ่าตัด แต่ถ้ากรณีไส้ติ่งแตก ซึ่งพบได้บ่อยในคนตั้งครรภ์เพราะการวินิจฉัยที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกมีความยาก และมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และอายุครรภ์ใกล้ครบกำหนดหรือมากกว่า 28 สัปดาห์ขึ้นไปโดยที่หน่วยบริบาลทารกแรกเกิดหรือทารกคลอดก่อนกำหนดมีความพร้อม แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดทางหน้าท้อง
หลักการรักษาไส้ติ่งอักเสบคือ การรีบผ่าตัดทันทีเพื่อตัดไส้ติ่งออก เนื่องจากโรคแทรกซ้อนต่อมารดาและทารกมีมากหากไส้ติ่งแตกและเกิดช่องท้องอักเสบทั่วไป
แม้ว่าการจะวินิจฉัยแน่ชัดจะทำได้ลำบาก แต่การวินิจฉัยแล้วพบว่าไส้ติ่งปกติ ดีกว่าการล่าช้าของการผ่าตัดจนช่องท้องทั่วไป
ซึ่งจะส่งผลให้อัตราตายของมารดาและทารกสูงขึ้น.
(update 3 พฤษภาคม 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.151 February 2006 ]
|