เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่ร้อยทั้งร้อยมีสิ่งที่คาดหวังเหมือนกันหมดก็คือลูกที่คลอดออกมาต้องสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าโตขึ้นเฉลียวฉลาดด้วยก็จะยิ่งดี
ส่วนตัวคุณแม่เองก็ต้องปลอดภัยจากการคลอดด้วย ความคาดหวังเหล่านี้ส่วนมากเป็นได้จริงแต่ก็มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่การตั้งครรภ์
และการคลอดจบลงแบบที่ไม่ต้องการ
Case Study ตัวอย่างเหตุการณ์ของคุณแม่ที่เกิดขึ้นจริง
Case 1 : คุณแตง อายุ 25 ปี
สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ขณะตั้งครรภ์คุณหมอที่ดูแลบอกว่าการตั้งครรภ์ปกติดี แต่รู้สึกเด็กจะตัวโตกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 9 เดือนเศษซึ่งถือว่าครบกำหนด คุณแตงก็เจ็บครรภ์คลอด คุณหมอตรวจแล้วเห็นว่าน่าจะคลอดทางช่องคลอดได้จึงรับไว้ในห้องคลอด ภายหลังรับไว้ประมาณ 5 ชั่วโมงคุณแตงอยากเบ่งคลอด ซึ่งคุณหมอก็คอยดูแลอยู่ แต่หลังจากปล่อยให้เบ่งคลอดเกือบ 2 ชั่วโมงคุณแตงยังไม่คลอด คุณหมอที่ดูแลจึงตัดสินใจช่วยคลอดโดยใช้เครื่องดูดจับที่ศรีษะเด็กแล้วดึงเด็กออกมา ซึ่งพบว่าดึงยากมากเพราะเด็กค่อนข้างใหญ่ หลังคลอดเด็กมีเลือดออกใต้กะโหลกศรีษะต้องรักษานานประมาณ 3 สัปดาห์ ส่วนคุณแตงมีการเสียเลือดหลังคลอดมากต้องให้เลือด แต่ก็ปลอดภัยดี
Case 2 : คุณติ๋ว อายุ 35 ปี
สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ขณะตั้งครรภ์ทุกครั้งคุณหมอก็บอกว่าตั้งครรภ์ปกติ จนถึงวันคลอด คุณติ๋วก็คลอดลูกปกติ แต่หลังคลอดเลือดไหลไม่หยุด คุณหมอตรวจพบว่ามดลูกบีบตัวไม่แรงพอ ได้ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกหลายชนิดก็ไม่ดีขึ้น ลงท้ายต้องนำคุณติ่วไปตัดมดลูกทิ้ง เพื่อไม่ให้เสียเลือดต่อไปเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
Case 3 : อายุ 30 ปี
สถานะ ตั้งครรภ์ที่ 2
ฝากนัดกับคุณหมอตามนัดทุกครั้ง คุณหมอก็บอกว่าปกติดี จนเมื่อตั้งครรภ์ได้ 39 สัปดาห์ ปวดท้องไปโรงพยาบาล คุณหมอพบว่าใกล้คลอดจึงรับไว้ในโรงพยาบาล ขณะกำลังเบ่งคลอดนั้น คุณตองหายใจไม่ออก ตัวเขียว และเสียชีวิตในเวลาอันสั้น คุณหมอให้การวินิจฉัยว่าน้ำคร่ำเข้ากระแสเลือดไปทำให้ระบบการหายใจทำงานไม่ได้
Case 4 : คุณต๋อย อายุ 32 ปี
สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ไปฝากครรภ์กับคุณหมอตรงนัดบ้างไม่ตรงนัดบ้างเพราะงานยุ่ง จนวันหนึ่งขณะตั้งครรภ์ 9 เดือน รู้สึกมีน้ำไหลอกมาทางช่องคลอดโดยที่ไม่เจ็บครรภ์เลย เนื่องจากงานยังยุ่งมาก และคิดว่าไม่เป็นไร กว่าจะไปพบคุณหมอก็เมื่อน้ำเดินอยู่เกือบ 3 วัน ที่ไปพบคุณหมอก็เพราะว่ารู้สึกมีไข้ คุณหมอตรวจแล้วพบว่ามีการติดเชื้อในมดลูกและน้ำเดินนานต้องรีบให้ยาเร่งลูกคลอดออกมา หลังคลอดลูกต้องได้รับการดูแลที่หอผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา
Case 5 : คุณติ๋ม อายุ 28 ปี
สถานะ ตั้งครรภ์แรก
ไปฝากครรภ์กับคุณหมอทุกครั้งตามนัดคุณหมอก็บอกว่าปกติดี วันหนึ่งขณะตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน รู้สึกว่าลูกไม่ดิ้นไปตรวจกับคุณหมอพบว่าลูกเสียชีวิตแล้วหลังให้ยากระตุ้นให้คลอดออกมาพบว่าลูกมีสายสะดือรัดคอจนแน่น ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงจนตายในครรภ์
ตัวการทำ
ไม่สมหวัง
ตัวอย่างที่ยกให้ข้างต้น คงจะพอบอกคุณแม่ได้บ้างว่าการตั้งครรภ์และการคลอดไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องยากไปเสียทั้งหมด
และหลายคนการคลอดลงเอยในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นเสียชีวิต
ผมอยากสรุปสาเหตุของการตั้งครรภ์และคลอดที่ไม่สมหวังมาอย่างง่ายๆ ให้คุณแม่ฟังเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
อุบัติเหตุ
อุบัติเหตุบางอย่าง เช่น การขับรถยนต์อาจป้องกันได้ถ้าไม่ประมาท ไม่ดื่มสุรา แต่ก็ไม่มีทางที่จะประกันได้ 100% ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุ เช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ต่อให้คุณหมอดูแลให้ดีอย่างไรบางครั้งก็เกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้ เช่น ในบรรดาคุณแม่ที่ยกตัวอย่างข้างต้น
ในรายของคุณติ๋มที่ลูกเสียชีวิตในครรภ์เพราะสายสะดือพันคอนั้น ผมอยากเรียนให้ทราบว่าสายสะดือซึ่งทำหน้าที่นำอาหารไปเลี้ยงลูกโดยออกมาจากรกและไปเข้าตัวเด็กตรงสะดือนั้น มันมีความยาวพอสมควร และลูกที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ใช่ว่าจะนอนอยู่เฉยๆ แต่ดิ้นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดิ้นจนเผอิญมีสายสะดือมาพันที่คอถ้าพันหลวมๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แต่บางรายพันแน่นมากเช่นกรณีของคุณติ๋ม เลือดในสายสะดือจึงไหลเวียนไปเลี้ยงลูกไม่ได้ กรณีแบบนี้ไม่มีใครป้องกันได้หรอกครับ ตรวจอัลตราซาวด์ทุกวันก็ป้องกันไม่ได้ ที่ทำได้อย่างเดียวก็คือทำใจว่ามันอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราได้ แต่ขอเรียนว่ามันไม่ได้เกิดบ่อยหรอกครับนานๆ ถึงจะเจอสักคน ดังนั้นถ้ามัวแต่กังวลเรื่องนี้ สงสัยจะเป็นโรคประสาทเสียตั้งแต่ก่อนคลอด
ในรายของคุณตองก็เช่นเดียวกัน การที่น้ำคร่ำจะเข้าไปในกระแสเลือดแม่จนทำให้เสียชีวิตก็เป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้เช่นกัน จะป้องกันได้มีทางเดียวก็คืออย่าตั้งครรภ์ และเช่นเดียวกันครับ โรคนี้เจอน้อยมาก แต่เวลาเกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่ทุกทีคุณหมอที่ทำคลอดก็กลัวกันทุกคนครับ จนหลายคนอยากจะเลิกทำคลอดก็มี
คุณแม่
คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งมีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวบางอย่างที่อาจทำให้การตั้งครรภ์จบลงอย่างไม่สมหวัง แม้คุณหมอจะดูแลดีอย่างไรก็ตาม เช่นคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้นคุณแม่บางรายไม่มีปัญหาอะไรก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดเรื่องเช่นรายของคุณติ๋วที่ตกเลือดหลังคลอดจนต้องตัดมดลูกทิ้งก็บอกสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมมดลูกจึงไม่ยอมบีบตัวให้ดี จริงๆ มันคงมีสาเหตุแต่วงการแพทย์ยังสรุปแน่ชัดไม่ได้
ปัญหาของคุณแม่บางอย่างก็เกิดจากความเชื่อ ความรู้ ความเข้าใจ หรือความใส่ใจของคุณแม่เอง รายของคุณต๋อยเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ใส่ใจถึงอาการที่อาจเป็นอันตรายจากการตั้งครรภ์ซึ่งอาจจะจากความไม่รู้หรือรู้แต่ไม่คิดว่ามันจะสำคัญก็เป็นได้
คุณหมอ
ในการดูแลคุณแม่ขณะตั้งครรภ์และคลอด ส่วนมากคุณหมอสามารถตัดสินใจให้การดูแลรักษาได้ไม่ยากนักเพราะส่วนมากก็จะคล้ายๆ กัน แต่บางครั้งในคุณแม่บางคนคุณหมอก็จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเหทือนกันว่าทำอย่างไรดี เช่นในรายของคุณแตง ซึ่งคุณหมอคิดว่าน่าจะคลอดได้ทางช่องคลอด แต่ภายหลังการดึงเด็กออกมาพบว่ามีปัญหาในตัวเด็ก คือมีเลือดออกใต้กระดูกกะโหลกศรีษะ ถ้าผ่าตัดคลอดเสียก็คงไม่เกิดปัญหานี้ การตัดสินใจของหมอในบางกรณีก็คล้ายกับการตัดสินใจว่ายน้ำข้ามฟากบางครั้งคะเนว่าจะว่ายข้ามได้ง่ายๆ แต่เวลาว่ายจริงๆ เหนื่อยแทบขาดใจเมื่อถึงฝั่ง
แน่นอนว่าการตัดสินใจว่าถูกหรือผิดส่วนหนึ่งขึ้นกับประสบการณ์ของหมอเอง แต่บางส่วนก็มีผลจากคุณแม่ บางคนคุณหมอตรวจดูแล้วแนะนำให้ผ่าคลอดก็ไม่ยอม อยากจะลองคลอดเองก็เลยเกิดปัญหาดังกล่าว ในขณะที่บางคนเวลาหมอแนะนำให้คลอดเองก็ไม่ยอม จะผ่าท่าเดียวก็มี ปัญหามันหลากหลายอย่างนี้แหละครับ
อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์และการคลอดเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ส่วนมากจะจบลงด้วยดี แต่บางครั้งก็จบแบบมีปัญหาซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อยจนถึงปัญหาใหญ่โตถึงขั้นเสียชีวิต แม้ว่าเราจะแก้ปัญหาไปได้ทั้งหมด แต่การฝากครรภ์ที่ดีรวมทั้งความร่วมมือในการดูแลการตั้งครรภ์และการคลอดที่ดีระหว่างคุณแม่และคุณหมอก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่น้อยครับ
(update 27 เมษายน 2006)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ vol.11 Mo.125 March 2006 ]
|